วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

วันฉัตร ผดุงรัตน์ เจ้าตำนาน Pantip.com

Wanchat Padungrat

คุณรู้จักโลกอินเตอร์เน็ตดีแค่ไหน?...

การจัดอันดับบุคคลแห่งปีของนิตยสาร Time ในครั้งล่าสุด (ประจำปี 2006) ยกย่องให้...‘You’ หรือคุณคนที่อยู่ในโลกของอินเตอร์เน็ตคือคนสำคัญคนนั้น... แสดงให้เห็นว่าโลกอินเตอร์เน็ตสามารถสั่นสะเทือนโลกนอกจอคอมพิวเตอร์ได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน... คุณรู้สึกประหลาดใจกับปรากฏการณ์อันนี้หรือไม่

ถ้าอยากทำความเข้าใจกับสถานการณ์โลกอินเตอร์เน็ตให้ดีกว่าเดิม... คุณน่าจะเริ่มจากทำความรู้จักกับบุคคลคนนี้... เจ้าตำนานเว็บบอร์ดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองไทย

เว็บบอร์ดที่มีไอเดียเริ่มแรกมาจากอี-เมล์ตอบกลับที่มีความยาวเพียง 2 ย่อหน้า! ในขณะที่ปัจจุบันมีคนเข้าออกเว็บของเขากว่า 100,000 คนต่อวัน...

แล้วคุณจะรู้ว่าคนในโลกใบนี้เขาเป็นอยู่ และคิดอย่างไร...

จากคนที่สนใจเรื่องคอมพิวเตอร์ ผ่านขั้นตอนอย่างไรคะถึงกลายมาเป็นผู้ก่อตั้งเว็บบอร์ดดังอย่าง Pantip

มันก็มาเรื่อย ๆ ...ผมเริ่มเปลี่ยนงานมาอยู่กับคอมพิวเตอร์เลยอย่างที่ชอบ จนถึง 8 ปี เรารู้สึกว่ามันอิ่มตัวแล้ว... พอดีเพื่อนชวนมาทำธุรกิจ เออ ๆ คงสนุกดี เลยเปลี่ยนชีวิตใหม่ จังหวะนั้นเป็นจังหวะที่ได้จับอินเตอร์เน็ตครั้งแรก ที่จับคือส่งอี-เมล์ ตอนนั้นเพื่อนทำเป็นการอิมพอร์ตสินค้าจากต่างประเทศมาขาย ด้วยความที่ต้องติดต่อกับต่างประเทศบ่อย ใช้แฟกซ์มันแพงเราเลยซื้อชั่วโมงอินเตอร์เน็ตมา แล้วให้คนจากไต้หวันมาแนะนำการใช้ประโยชน์ แล้วไหน ๆ เราซื้อชั่วโมงอินเตอร์เน็ตอยู่แล้วเลยลองเข้าเว็บค้นหาข้อมูลดู ทำให้รู้ว่าอินเตอร์เน็ตนอกจากอี-เมล์แล้ว ยังมีอะไรอีกมากมายที่น่าสนใจ

ตอนนั้นเป็นธุรกิจมั้ยคะ

ก็พยายามให้เป็นโมเดลที่เราคิด เป็นโมเดลโฆษณาแต่ตอนนั้นที่ผมคิดคือเราทำเป็นแม็กกาซีนออนไลน์ ซึ่งมันน่าจะดี เมื่อเทียบกับแม็กกาซีนที่เป็นกระดาษ โฆษณาแค่ 10 บาทแต่เราเอามาลงเว็บค่าใช้จ่ายไม่เท่าไหร่ ขณะที่แม็กกาซีนทั้งเล่มก็หลายแสน เลยมองว่าต้องเป็นที่กระบวนการผลิตที่ดูดเงินเราไป มีการพิมพ์ เรื่องกระดาษ เรื่องแท่นพิมพ์ เรื่องต้นทุนให้สายส่ง อินเตอร์เน็ตมันเหมือนเป็นการตัดต้นทุนทุกอย่าง แต่ในที่สุดก็ผันตัวเองมาเป็นเรื่องของเว็บบอร์ด ใช่ครับ คือผมไปได้ข้อมูลจากคุณหมอท่านหนึ่งที่มา จุดประกาย จากการที่ผมทำแม็กกาซีนออนไลน์ ผมก็ส่งอี-เมล์ไปทั่วเพื่อโปรโมทเว็บไซต์ คุณหมอท่านนี้ส่งอี-เมล์ตอบกลับมาว่าเว็บคุณเนื้อหาดี แต่น่าจะมีเพลงประกอบสักหน่อยจะได้มีอะไรมากขึ้น ตอนนั้นผมหัดทำเว็บใหม่ ๆ ก็เมล์ไปถามว่าทำไงหรือครับเพลง ทำไม่เป็น คุณหมอบอกไปดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ตัวนี้มา แล้วโค้ดลงไปแบบนี้ก็ใช้ได้แล้ว อี-เมล์ฉบับหลังนี่คือตัวจุดประกาย โดยมีประเด็นอยู่ 2 อย่างคือ คำตอบที่ได้เป็นคำตอบที่ดีมาก แค่สั้น ๆ 2 ย่อหน้า แต่ถ้าใครได้อ่านสามารถสร้างเว็บของ ตัวเองให้มีเพลงประกอบได้ แล้วเกิดคำถามว่าทำไมผมถึงเป็นคนเดียวที่ได้อ่านคำตอบดี ๆ แบบนั้น มันไม่มีวิธีเลยเหรอที่ผมจะให้อีก 10 คน 100 คน 1,000 คนได้อ่าน คนไทยจะได้ทำเพลงใส่ในเว็บเป็น แล้วอีกตัวที่สร้างแรงบันดาลใจก็คือ ผมเรียนด้านไอทีมาตลอด แต่ว่าคนที่ตอบผมเป็นหมอ ดังนั้นเรื่องคอมพิวเตอร์ไม่ได้ถูกขีดวงอยู่แต่ในนักคอมพิวเตอร์ มันกว้างมาก และคนทั่วไปสามารถเข้าถึงเรื่องพวกนี้ได้ อยู่ที่ว่าเราจะหยิบอันไหนมาเล่นอันไหนมาศึกษา

บรรยากาศในช่วงแรก ๆ ของเว็บบอร์ดพันทิปเป็นยังไงคะ

มีพัฒนาการของมันมาเรื่อย ๆ ถ้าเริ่มแรกเลย สองอาทิตย์แรกจะดี แบบว่าถามกันตอบกัน คุยกัน สนุกสนาน แล้วความไม่ดีก็ตามมาในเวลาไม่นานนัก (หัวเราะ) ยุคแรกนี่เขียนแบบไม่มีการตรองอะไรเลย ตอนนั้นคิดว่าคนใช้อินเตอร์เน็ตได้ เขาคงไม่ทำอะไรที่ไม่ดีหรอกน่ะ ด้วยการที่มองโลกในแง่ดี เราก็เขียนโปรแกรมแบบตรง ๆ ใครเขียนอะไรก็ได้ เขียนแล้วขึ้นตรงนั้นเลย จากนั้นก็เจอเลย หลังจากมีความสนุกสนานก็เริ่มมีคนใช้คำหยาบ มีคนมาป่วน ด่ากัน ทะเลาะกัน เริ่มจากตรงคำหยาบ ผมเลยกลับมาทำลิสต์แก้คำหยาบขึ้นมา ตอนแรกได้แค่ 20 คำ แล้วก็ได้คำที่ 21 ตามมาจนน้องที่เป็นคนร่วมงานในตอนแรกเขาเข้ามาเจอผม เขาบอกว่า โห...คนทำเป็นเป็นแบบนี้เองเหรอ ทำไมพี่รู้จักคำหยาบเยอะ ขนาดนี้ ผมบอกเฮ้ยไม่ใช่ นั่นไม่ใช่ตัวตนผม แต่มันจำเป็นต้องสะสม ก็เป็นอะไรที่ตลกดี

พันทิปโดนกระแสโน่นนี่อยู่บ่อยครั้ง ที่เป็นแรงกดดันจากสังคมที่สุด คิดว่าเป็นเรื่องของอะไรคะ

ไม่มีเหตุการณ์เฉพาะ มันเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไป เหมือนกับว่าตอนนี้เราเริ่มมองเห็นจุดเบี่ยงเบนอันหนึ่ง มีแนวโน้มไม่ค่อยดี บางทีเนื้อหาจากอินเตอร์เน็ตทำท่าว่าจะไม่ได้รับความเชื่อถือมากขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนั้นใครอยากจะเขียนอะไร เรื่องโกหก ด่าใครยังไงยังไม่มีระบบป้องกันได้ ในยุคนั้นสังคมมองว่าอินเตอร์เน็ตเป็นสื่อที่เชื่อถือไม่ได้ จากประสบการณ์จริงนี้ ทำให้เรารู้สึกว่าถ้าเราปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป จะทำให้คุณค่าของอินเตอร์เน็ตต่ำลง พอไม่มีใครเชื่อถือแล้วก็จะหมดคุณค่า

แต่ถ้าถามว่าเรามีวิธีการที่จะกรองได้อย่างไรว่าข้อมูลนั้นถูกต้อง เป็นเรื่องจริง

ผมว่าสำหรับคนอ่านนะ ต้องเข้าใจก่อนว่าโลกของข้อมูลมีอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือข้อเท็จจริง เรื่องที่สองเป็นเรื่องของความคิดเห็น ...ผมว่าเป็นเรื่องของความรู้ที่จะต้องฟัง ๆ เอาไว้ แล้วเอามาประกอบกัน อีกอย่างหนึ่งมันเป็นเรื่องของความคิดเห็น และเป็นอะไรที่เป็นประโยชน์ในมุมของอินเตอร์เน็ต แต่ในแง่ของผู้บริโภคผมว่าการใช้ประโยชน์คือการอ่านหลาย ๆ ความคิดเห็น แล้ววิเคราะห์เองว่ากลุ่มความคิดเห็น สาระมันอยู่ตรงไหน อีกอย่างคือรู้จักตัวตนของผู้ที่ให้ความคิดเห็นเลย จะมีประโยชน์ที่สุด ถ้ามองข้อมูลข่าวสารทั้งระบบ ผมมองว่ามีธรรมชาติของมันอยู่แล้ว เราก็ไม่ต้องไปฝืนธรรมชาติ เช่น สมมุติเราวัดเกรดของความน่าเชื่อถือได้ง่าย ๆ อาจจะมี 3 เกรด คือบทความทางวิชาการ เขียนเปเปอร์ ทำธีซิส การวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ต้องเขียนว่าเอามาจากใคร แล้วผลเป็นอย่างไร ต้องผ่านการไตร่ตรองจากอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นการกลั่นกรองเนื้อหา ที่น่าเชื่อถือสูงสุด รองลงมาคือสิ่งที่เราพบในหนังสือพิมพ์ ในคอลัมน์ทั่วไป ไม่ได้ถูกกลั่นกรองเท่างานวิชาการ แต่มีข้อความเนื้อหาที่น่าเชื่อถือมั้ย ก็มี แต่เท่าเนื้อหางานวิจัยมั้ย ยังไม่เท่า ในขณะที่การมาของอินเตอร์เน็ตเป็นการ มาแบบกว้าง ๆ ความเชื่อถือน้อยที่สุด แต่ถ้าเราบอกว่าไม่ได้ เราต้องทำให้มันน่าเชื่อถือมาก ๆ พยายามจะดันให้มาอยู่ที่ 1 หรือ 2 เราก็จะเสียธรรมชาติของมันไป...

เวลาเจอกระแสต่าง ๆ ตรงนี้คนทำเว็บมีหนทาง หรือมีการแก้ปัญหาอย่างไรบ้าง

เราพยายามวางตัวเป็นเวทีให้มากที่สุดสำหรับทุกฝ่าย อย่างสถานการณ์การเมืองที่ผ่านมาซึ่งถือว่าไม่ปกติ ก็มีปิดบ้างประมาณ 2 สัปดาห์ วันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา ทาง คมช. ขอความร่วมมือในการทำให้ทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอย ตอนนั้นก็ปิด จำไม่ได้ว่าอยู่ในระดับไหน น่าจะปิดเลย จากนั้น 2 สัปดาห์ก็เปิดให้สมาชิกเขียนได้ แต่ว่าต้องเป็นสมาชิกด้วยกันที่อ่าน...ตรงนั้นเราต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ลำบาก ...ในตอนนั้นสถานการณ์ยังไม่นิ่ง มีการปลุกระดม จนถึงขั้นไปรวมพลกัน ถ้าหากว่าเกิดความไม่สงบขึ้นมาจริง ๆ คนต้องไปเสียเลือดเสียเนื้อ ผมจะต้องจำไปตลอดว่าเขาเข้ามาอ่านในเว็บผมเขาเลยไปรวมตัวกัน ไปเสียเลือดเสียเนื้อกัน คงทำให้ผมรับไม่ได้ เลยเป็นวิธีนี้ที่ปิดไว้ก่อนดีกว่า

อินเตอร์เน็ตมีอิทธิพลต่อเรามากที่สุดในแง่ไหนคะในความคิดคุณ

ทุกวันนี้เหมือนกับว่าอินเตอร์เน็ตถูกใช้ในทางที่ไม่ดีนัก หมายถึงว่าไม่คุ้มค่านัก อินเตอร์เน็ตผมว่ามันมีพลัง มากที่สุดในเรื่องที่ว่าใช้สำหรับการหาข้อมูล การหาความรู้ เดี๋ยวนี้ใครสักคนอยากหาความรู้ไม่ต้องเข้าห้องสมุดแล้ว เพราะว่าอินเตอร์เน็ตมีหมดทุกอย่าง...แต่ปรากฏว่าการใช้อินเตอร์เน็ตมากที่สุดกลับเป็นเรื่องของความบันเทิง แต่จะบอกว่ามันผิดเหรอ ก็ไม่ผิด กลับมาในเรื่องของความเป็นมนุษย์ ที่ทุกอย่างต้องสมดุลกันทั้งในเรื่องของวิชาการ เรื่องความบันเทิง ที่สุดท้ายมันต้องมารับใช้ รับฟังมนุษย์ แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ในมุมที่ไม่เหมาะสม ต้องยอมรับว่าอินเตอร์เน็ตน่ากลัวเหมือนกัน เช่น เราอยู่ในที่รโหฐานแล้วเราอยากจะเปิดเว็บที่มันไม่เหมาะสม เป็นอะไรที่คลิกเดียว ประเภทต้องตอบว่า yes หรือ no จะเข้าหรือไม่เข้านี่คลิกซ้ายขึ้นสวรรค์ คลิกขวาลงนรก (หัวเราะ) โลกนี้มันง่ายขนาดนั้น

บางทีมีผู้ใหญ่ก็บอกว่าเด็กที่อยู่แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์จะขาดมนุษยสัมพันธ์กับเพื่อน ขาดคนที่เราจะทำความรู้จักในแง่อื่น ๆ

ผมไม่แน่ใจ แต่วัยหลัก ๆ ที่ใช้พันทิปจะเป็นวัยทำงานค่อนข้างเยอะ เด็กสุดก็ระดับมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นก็เหมือนเขาไม่ใช่วัยเด็กแล้ว เขาผ่านขั้นตอนอะไรต่าง ๆ แบบนี้ มันเลยเหมือนปรากฏการณ์ อย่างที่เขาคุยกันในเว็บก็ชอบนัดมีตติ้งกัน ตรงนี้จะไปบอกว่าเขาขาดปฏิสัมพันธ์ได้ยังไง เพราะเขาก็คุยทางอินเตอร์เน็ต แล้วเขาก็มาคุยกันต่อข้างนอก ผมว่าเป็นประเด็นที่อินเตอร์เน็ตสามารถทำได้ ทั้งที่แต่ก่อนไม่สามารถทำได้ สมมุติตอนที่ผมจบใหม่ ๆ ผมเข้าทำงานที่บริษัทใหญ่ คนทำงาน 200-300 คน ตอนนั้นผมสนใจเรื่องหนังสือ เรื่องวรรณกรรม แต่ 300 คนเราไม่มีโอกาสเจอได้ทั้งหมด ซึ่งบางทีอาจจะมีคนสนใจเหมือนเราก็ได้แต่เราไม่รู้ แล้วเมื่ออินเตอร์เน็ตเกิดขึ้น โอกาสที่คนคอเดียวกันจะเจอกันเป็นไปได้มาก แล้วเขาก็ไปสานต่อ ไปปฏิสัมพันธ์หลังจากที่เจอกันเบื้องต้นทางอินเตอร์เน็ตแล้ว

ในฐานะคนก่อตั้งเว็บพันทิป อยากให้โลกในอินเตอร์เน็ตเป็นอย่างไร

ผมอยากให้อินเตอร์เน็ตเป็นตัวแทนของคน ผมนั่งหน้าจอเข้าอินเตอร์เน็ต ระบบจะต้องรู้เลยว่าผมเป็นใคร ในระดับหนึ่งนะ ต้องเป็นการจำลองโลกในลักษณะที่เหมือนจริงพอสมควร อย่างเช่นผมล็อกอินปุ๊บในอินเตอร์เน็ตรู้ว่าผมเป็นใคร แล้วผมอยากเข้าไปในพันทิปอยากคุยกับคนอื่น คนอื่นไม่รู้ว่าผมเป็นใคร แต่ผมรู้ว่าผมเป็นตัวจริง ๆ 100 % การเป็นใครแบบ 100 % จะทำให้ประชาธิปไตยแบบกรีกโบราณเป็นไปได้ อย่างน้อยการเลือกตั้งผ่านอินเตอร์เน็ตเกิดขึ้นได้ ถ้าเมื่อไหร่เขาให้เลือกตั้งผ่านทางอินเตอร์เน็ตแสดงว่าอินเตอร์เน็ตเชื่อถือได้ พอเป็นแบบนี้ก็จะมีเวทีที่เป็นการนำเอาความดิบของความคิดเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ หรือว่าจะใช้การสื่อสารที่เป็นจริงเป็นจังอะไรแบบนี้ จะไปคุยไปแช็ตที่ไหน ทุกอย่างมันสะท้อนความเป็นจริงได้ แต่ถ้าไม่อยากให้สะท้อนสามารถทำได้อีกเช่นกัน ผมว่าถ้าระบบตั้งต้นแบบนี้จะดีกว่า

ที่มา นิตยสารขวัญเรือน


มีเกร็ดไร้สาระจากบทความนี้สองเรื่องครับ

โซฟาสีแดงที่คุณวันฉัตรนั่ง เป็นโซฟาที่บริษัทไม่ได้จ่ายเงินซื้อ แต่เป็นโซฟาที่ได้มาจากบริษัทอื่นอีกทีครับ จริงๆ แล้วบรรยากาศการตกแต่งในออฟฟิศของพันทิปดูค่อนข้าง conservative จัดโต๊ะแบบห้องเรียน เก้าอี้พนักงานสีออกทึมๆ โทนน้ำเงินเข้มๆ หรือเทา แต่เจ้าโซฟาสีแดงแปร๊ดตัวนี้กลับฉีกแนวออกไป เพราะเจ้าของเดิมคือบริษัทที่เช่าออฟฟิศอยู่ที่เดียวกับออฟฟิศของพันทิปในซอยอินทามระ 1 ย่านสะพานควาย แต่สุดท้ายแล้วบริษัทนั้นค้างค่าเช่าออฟฟิศหลายเดือน เจ้าของอาคารออฟฟิศก็เลยเลิกสัญญาเช่า และยึดเฟอร์นิเจอร์เอาไว้ ซึ่งบริษัทนี้เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจด้านการออกแบบกราฟฟิกส์ เฟอร์นิเจอร์ก็เลยดูฉูดฉาดหน่อย พอบริษัทนี้ถูกเลิกสัญญาเช่า พันทิปก็เลยขอเช่าพื้นที่ของบริษัทนี้ต่อเลย และได้โซฟาสีแดงตัวนี้มาใช้งานด้วย

ตอนที่ผมทำงานที่พันทิป ผมชอบเข้างานสายๆ (จริงๆ ต้องเรียกว่าบ่าย) แล้วไปเลิกงานเอาตอนดึกๆ เลย บางทีตอนดึกๆ ผมจะมานอนพักสายตาที่โซฟาตัวนี้สักครึ่งชั่วโมง ถ้าสังเกตดีๆ ตรงกลางโซฟาจะมีรอยยุบลงไป นั่นไม่ใช่ฝีมือของผมนะครับ มันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว เวลานอนก็จะรู้สึกว่าหลังแนบลงไปตามรอยยุบ

โปรแกรมกรองคำหยาบ ตัวแรกเริ่มเป็นโปรแกรมที่คุณวันฉัตรพัฒนาขึ้นมา โดยอาศัยหลักการง่ายๆ คือการนำเอาคำหยาบ 20 คำใส่ลงไปใน array แล้วเขียนโปรแกรมวนลูปเพื่อเช็คว่าพบคำเหล่านี้ในข้อความที่ผู้ใช้ส่งเข้ามาหรือไม่ ผมเป็นคนแรกที่ได้เห็นลิสต์คำหยาบ 20 คำนี้ ซึ่งตอนนั้น innocent มากครับ คือผมไม่รู้จักคำบางคำในลิสต์ ไม่รู้ความหมายของมัน ไม่รู้ว่ามันคือคำหยาบ คิดว่า Blogger คงไม่มีระบบกรองคำหยาบนะ เช่นคำว่า โยนี และ cunt ตอนแรกไม่รู้จริงๆ ว่ามันคืออะไร แต่พอผมเริ่มพัฒนาโปรแกรมกรองคำหยาบตัวใหม่ ก็เลย research ดูว่าคำว่าโยนีคืออะไร จนได้รู้ความหมาย และรู้ว่าเป็นคำสุภาพที่ใช้เรียกน้องจุ๋มจิ๋มของคุณผู้หญิง นอกจากนี้ยังเป็นคำที่ถูกใช้ในพระไตรปิฎกด้วย ผมเลยคิดว่าไม่ควรจะมองว่าคำนี้เป็นคำหยาบ และเอาคำนี้ออกไปจากลิสต์

โปรแกรมกรองคำหยาบที่ผมพัฒนาขึ้นใหม่ น่าจะเรียกได้ว่าเป็นโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดตัวหนึ่งในประเทศไทย จนถึงตอนนี้พันทิปก็ยังใช้โปรแกรมตัวนี้อยู่ มันสามารถเข้าใจว่าคำเหล่านี้คือคำหยาบ

ควย
ค#ว#ย
ค_ย



ฆวย
ฅรวย
หมอย
หี

แต่โปรแกรมจะรู้ว่าคำเหล่านี้ไม่ใช่คำหยาบ

หมอยา
ไหมอย่า
ปาหี่
หีบ

มีเว็บมาสเตอร์หลายเว็บที่ส่ง e-mail มาขอโค้ดโปรแกรมกรองคำหยาบตัวนี้จากผม ซึ่งผมก็ส่งให้ เว็บมาสเตอร์เหล่านั้นได้ดูโค้ดแล้วคงจะคิดว่าทีมงานพันทิปรู้จักคำหยาบเยอะจัง ที่แท้ก็เป็นคนแบบนี้เองเหรอเนี่ย

เฮ้ย... ไม่ใช่นะ นั่นไม่ใช่ตัวตนของผม!

3 ความคิดเห็น:

Nui Saran กล่าวว่า...

ทำไงเนี่ย มี Adsense ส่งมาแล้วด้วย
เจ๋งจิง

nadia กล่าวว่า...

น่าสนใจมากเลยค่ะ pantip เป็นตำนาน

Pop กล่าวว่า...

business income money insurance loan Tips for the best insurance rating