วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554

ทดสอบ

วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ทำเว็บสมัยนี้ แข่งกันที่ใครคูณเลขได้มากกว่ากัน

จากบทความตอนที่แล้วเรื่อง ทำเว็บสมัยนี้ แข่งกันที่ใครตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้มากกว่ากันผมได้อธิบายถึงปัจจัยที่ทำให้คนเลือกที่จะใช้เว็บใดๆ เพราะเว็บนั้นตอบสนองความต้องการพื้นฐานของเขาได้ อย่างไรก็ตาม การทำให้คนเข้าเว็บเยอะๆ ได้นั้นต้องอาศัยปัจจัยอื่นนอกจากการตอบสนองความต้องการด้วย

การจะทำให้คนเข้าเว็บครั้งแรกได้นั้นต้องอาศัยการตลาด ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณา การทำ Search Engine Marketing การใช้ Social Media Marketing หรือการตลาดอื่นๆ แต่การจะทำให้คนเข้าเว็บครั้งแรกแล้วมีการแวะเข้ามาหลังจากนั้นอีก จะต้องอาศัยเนื้อหาที่มีคุณภาพ จึงมีคำกล่าวที่ว่า Content Is King

อ่านต่อได้ที่ ทำเว็บสมัยนี้ แข่งกันที่ใครคูณเลขได้มากกว่ากัน 

Posted via email from macroart's posterous

มี Twitter Follower เพิ่มขึ้น 19,530 คน ภายใน 30 วัน!

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณคลิกเพียงแค่ปุ่มเดียวแล้วทำให้คุณมี Twitter Follower เพิ่มขึ้นหลายพันคนโดยอัตโนมัติอย่างถูกต้องตามกฎ?

โดยที่คุณไม่ต้องไป Follow คนอื่นเป็นพันคนเพียงเพื่อให้เขา Follow คุณกลับมา

วิธีการนี้เป็นวิธีบนดิน 100% ไม่มีการสแปม และไม่เสียเงินใดๆ ทั้งสิ้น!

อ่านต่อได้ที่ มี Twitter Follower เพิ่มขึ้น 19,530 คน ภายใน 30 วัน! 

Posted via email from macroart's posterous

วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ทำเว็บสมัยนี้ แข่งกันที่ใครตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้มากกว่ากัน

ในยุคของ User-generated content แต่ละเว็บไซต์ต่างก็สร้างเว็บให้เป็น Platform ออกมาแข่งขันกันเต็มไปหมด ทุกเว็บมีสิ่งที่เหมือนๆ กันคือการเปิดให้ผู้ใช้เว็บสามารถสร้างเนื้อหาขึ้นมาเองได้ แต่ใช่ว่าเว็บที่เปิดให้ผู้ใช้สร้างเนื้อหาได้จะต้องประสบความสำเร็จเสมอไป เพราะผู้ใช้เองก็มีคำถามว่าแล้วทำไมฉันจะต้องสร้างเนื้อหาขึ้นบนเว็บนี้ด้วยล่ะ? ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือเว็บประเภท Social Network ที่ผุดขึ้นมากมายเต็มไปหมด ใครที่เล่น Windows Live Messenger (MSN) และมีเพื่อนอยู่เยอะๆ ก็จะพบว่าตัวเองมักจะได้รับอีเมลเชิญชวนให้เข้าไปสมัครสมาชิกของเว็บ Social Network อยู่เรื่อยๆ ซึ่งหลายคนที่ได้รับอีเมลแบบนี้แล้วก็มักจะเพิกเฉย เพราะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องน่าเหนื่อยหน่ายที่ต้องสมัครเว็บนั้นเว็บนี้อยู่เรื่อย พอสมัครแล้วก็ต้องอัปโหลดรูป เขียนแนะนำตัวเอง ซึ่งไม่รู้ว่าจะทำไปทำไมในเมื่อตัวเองก็มีโพรไฟล์เหล่านี้อยู่บน Hi5 อยู่แล้ว

Posted via email from macroart's posterous

วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เมื่อผมทำ SEO ชนะเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง eBay

ถ้าคุณลองเข้า www.google.co.th แล้วค้นหาด้วยคำว่า "ebay" คุณจะพบเว็บไซต์www.thaiebaybible.com ของผมติดอยู่ในอันดับแรก ขณะที่ www.ebay.com เองกลับติดอยู่ในอันดับ 4 โดยที่มีผลลัพธ์การค้นหาทั้งหมด 499,000,000 รายการ

ผมไม่ได้เข้าไปปรับปรุงเนื้อหาอะไรในเว็บนี้มานานเกือบปี เพิ่งจะเข้าไปเขียนบทความเพิ่มเมื่อไม่กี่วันนี้เอง เรียกได้ว่าเป็นการปล่อยให้เว็บร้างไปเลย แต่ด้วยประสิทธิภาพของการทำ SEO ทำให้ที่ผ่านมาเว็บผมมีสัดส่วนคนเข้าเว็บผ่านทาง Search Engine สูงถึง 90% และนี่คือสถิติที่น่าสนใจจาก Google Analytics ครับ

อ่านต่อได้ที่ เมื่อผมทำ SEO ชนะเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง eBay 

Posted via email from macroart's posterous

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เปิดตัวเว็บใหม่ Google Maps Fan in Thailand

ขอแนะนำเว็บไซต์ใหม่ของผม Google Maps Fan in Thailand เว็บที่นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับการใช้งาน Google Maps รวบรวม Google Maps Mashup เจ๋งๆ ทั้งของไทยและเทศ และสอนวิธีการใช้ Google Maps API เพื่อนำมาสร้างเป็น Mashup Application ใหม่ๆ โดยในเร็วๆ นี้จะเปิดให้เป็นชุมชนผู้ใช้และนักพัฒนา Google Maps ด้วยครับ

ลองแวะเข้าไปเยี่ยมชมได้ที่ www.googlemaps.in.th (จำไว้ว่า maps มี s นะครับ)

Posted via email from macroart's posterous

Zickr Feed + Yahoo! Pipes = ลิงก์ที่ถูกโหวตมากที่สุดของคุณเอง

หลายๆ เว็บในยุค Web 2.0 มักจะมีระบบการโหวต ที่เปิดให้ผู้ใช้สามารถโหวตให้กับเนื้อหาที่ตัวเองชอบได้ เนื้อหาใดที่ถูกโหวตเยอะๆ แสดงว่ามีคนจำนวนมากที่ชอบเนื้อหานั้น เจ้าของเว็บก็มักจะนำเนื้อหาเหล่านี้ไปวางในจุดที่มีผู้ใช้เห็นเยอะๆ เป็นนัยยะว่านี่คือเนื้อหาที่น่าสนใจนะ คุณน่าจะลองเข้าไปดูบ้าง

ผมเองก็พยายามเอาวิธีนี้มาใช้กับบล็อกผมอยู่เหมือนกัน เพราะมีหลายบทความที่ถึงแม้จะเก่าจนตกไปอยู่หน้าหลังๆ แล้ว แต่เชื่อว่าบทความเหล่านั้นน่าจะมีประโยชน์กับขาจรที่เข้ามาอ่านเว็บผม เผื่อว่าเขาจะสนใจอ่านบทความอื่นๆ ต่อ

เจ้าของบล็อกส่วนใหญ่จะใช้วิธีเลือกบทความเจ๋งๆ ของตัวเอง เอามาทำลิงก์ไว้ที่ Sidebar แต่พอผ่านไประยะหนึ่ง ลิงก์ก็จะยาวขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ผู้อ่านลายตา เลือกไม่ถูกว่าจะคลิกไปอ่านลิงก์ไหนดี ซึ่งวิธีที่เหมาะสมก็คือการทำลิงก์จำนวนไม่มากไปยังบทความที่คนสนใจจริงๆ แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าบทความไหนล่ะที่คนสนใจ? นั่นก็คือจะต้องใช้ระบบโหวตเข้ามาช่วยตัดสิน

อ่านต่อได้ที่ Zickr Feed + Yahoo! Pipes = ลิงก์ที่ถูกโหวตมากที่สุดของคุณเอง 

Posted via email from macroart's posterous

ผู้ก่อตั้งพันทิปปิ๊งไอเดียให้บล็อกเกอร์เปิดหมวก (ผู้จัดการออนไลน์ 26 มกราคม 2552)

"วันฉัตร ผดุงรัตน์" ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารเว็บไซต์พันทิปดอทคอม จุดประเด็นสร้างโมเดลหารายได้ทางใหม่ให้นักเขียนบล็อกไทย เสนอไอเดียให้นักอ่านสามารถบริจาคเงินแก่นักเขียนบล็อกในราคาตั้งแต่ 5-10 บาท เพื่อเป็นกำลังใจให้นักเขียนบล็อกอิสระโดยไม่ต้องพึ่งพาเฉพาะรายได้จากโฆษณา แม้ขณะนี้ยังไม่มีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน แต่เชื่อว่าถ้าทำได้จะส่งให้วงการคอนเทนท์ไทยรุ่งเรือง

"โมเดลหารายได้ใหม่นี้ผมยังเรียกชื่อมันไม่ถูก และก็ยังไม่คิดว่าจะทำอะไรยังไงต่อ ผมคิดแค่ว่าอยากจะให้คนอ่านตอบแทนคนทำบล็อกได้ เมื่อมองไปกว้างๆ ยุคนี้คือยุคที่ผู้ใช้เป็นผู้สร้างคอนเทนท์ ไม่ใช่คอนเทนท์บทความแต่รวมถึงวีดีโอต่างๆ ตรงนี้ผมคิดว่าเขาควรจะได้รับกลับมาจากที่ลงแรงไป"

อ่านต่อได้ที่ ผู้ก่อตั้งพันทิปปิ๊งไอเดียให้บล็อกเกอร์เปิดหมวก (ผู้จัดการออนไลน์ 26 มกราคม 2552) 

Posted via email from macroart's posterous

Viral Marketing บน Twitter - คุณอยากได้ MacBook AIR ฟรีหรือเปล่า?

ปัจจุบันนี้มีวัฒนธรรมอย่างหนึ่งเกิดขึ้นบน Twitter นั่นก็คือการ Re-Tweet ซึ่งเป็นวิธีการที่ชาว Tweeple นำข้อความของคนที่ตัวเองติดตามอยู่มา Tweet ซ้ำอีกครั้ง เนื่องจากข้อความนั้นมีความน่าสนใจหรืออะไรก็ตามแต่ เช่น ถ้าผมโพสต์ข้อความลงไปว่า "ขาว หมวย สวย เอ๊กซ์ ดูได้ที่ http://…" คนที่ติดตาม Twitter ของผมอยู่บางคนเห็นข้อความของผมแล้วชอบ ก็ทำการเผยแพร่ต่อด้วยการ Re-Tweet ว่า "rt @macroart ขาว หมวย สวย เอ๊กซ์ ดูได้ที่ http://…"

วัฒนธรรม Re-Tweet นี้ทำให้ Twitter กลายเป็นเครื่องมือการตลาดแบบบอกต่อหรือ Viral Marketing ที่ทรงพลังมาก สมมุติว่าผมมี Follower อยู่ 500 คน แปลว่า 500 คนนี้จะเห็นข้อความของผม ถ้ามี 5 คนที่ Re-Tweet ข้อความของผมต่อ โดยที่ทั้ง 5 คนต่างก็มี Follower ของตัวเองอยู่ 100 คนที่ไม่ซ้ำกัน แปลว่าจะมีคนอีก 500 คนที่เห็นข้อความของผม เพียงแค่การ Re-Tweet หนึ่งต่อก็ทำให้มีคนเห็นข้อความแล้ว 1,000 คน หากมีการ Re-Tweet ต่อที่สองที่สามอีก จำนวนคนที่เห็นข้อความก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

อ่านต่อได้ที่ Viral Marketing บน Twitter - คุณอยากได้ MacBook AIR ฟรีหรือเปล่า? 

Posted via email from macroart's posterous

และแล้ว Twitter Advertising ก็เกิดขึ้นจริง

ผมเคยเขียนบทความเรื่องการโฆษณาผ่าน Twitter ไว้เมื่อปีที่แล้ว (อ่าน Twitter Advertising โฆษณาแบบเรียลลิตี้สู่สายตาแฟนคลับ) ซึ่งในวันนี้ โฆษณาในรูปแบบใหม่ผ่านทาง Twitter ก็เกิดขึ้นจริงแล้วครับ

TwittAd เป็นบริการ Advertising Network ที่จับคู่ระหว่าง Tweeple (ผู้ใช้ Twitter) ที่ต้องการมีรายได้จากการใช้ Twitter และนักโฆษณาออนไลน์ที่ต้องการประชาสัมพันธ์แบรนด์หรือสินค้าของตนผ่านทาง Social Media อย่าง Twitter โดยค่าโฆษณาที่ TwittAd เรียกเก็บจากผู้ลงโฆษณา จะถูกนำมาจ่ายให้กับ Tweeple สูงถึง 95%

อ่านต่อได้ที่ และแล้ว Twitter Advertising ก็เกิดขึ้นจริง 

Posted via email from macroart's posterous

วันนี้ผมได้รับ Direct Message ทาง Twitter จากคนที่เป็น Follower คนหนึ่งของผม โดยมีข้อความดังนี้

hey! check out this funny blog about you… http://jannawalitax.blogspot.com/

พอผมลองคลิกเข้าไปดูที่บล็อกนี้ สิ่งที่ผมพบก็คือหน้าจอที่เหมือน Twitter ตอนที่ยังไม่ได้ล็อกอินเปี๊ยบ แต่ URL ของเว็บกลับเป็น http://twitter.access-logins.com/login/ ซึ่งนี่คือเทคนิคที่เรียกว่า Phishing โดยการทำเว็บเลียนแบบต้นฉบับ เพื่อหลอกให้เหยื่อล็อกอินโดยใช้รหัสผ่านของตัวเอง จากนั้นผู้ไม่ประสงค์ดีก็จะนำรหัสผ่านที่ได้ไปใช้หาประโยชน์ในด้านมืดต่ออีก

อ่านต่อได้ที่ ระวัง!!! Twitter Phishing มาแล้ว

Posted via email from macroart's posterous

Social Media Optimization (SMO) ปรับแต่งเว็บให้ถูกใจคน

แหล่งที่มาของคนเข้าเว็บ (Traffic Source) ของเว็บใดๆ มักจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ประเภทแรกคือคนที่เข้าเว็บผ่านทาง Search Engine ประเภทที่สองคือคนที่คลิกลิงก์มาจากเว็บอื่น (Referring Site) และประเภทสุดท้ายคือคนที่เข้าเว็บโดยตรง (Direct Traffic) ซึ่งอาจจะพิมพ์ชื่อเว็บเองหรือเข้าทางบุ๊คมาร์ค

ศาสตร์ในการเพิ่มจำนวนคนเข้าเว็บที่เป็นที่รู้จักกันดีก็คือ Search Engine Optimization (SEO) ที่เน้นการปรับแต่งหน้าเว็บให้ "คอมพิวเตอร์" อย่าง Google ถูกใจ จนยอมมอบตำแหน่งที่ดีในผลลัพธ์การค้นหาให้

ล่าสุดมีอีกศาสตร์ที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น ซึ่งชื่อของศาสตร์นี้พ้องกับชื่อ Search Engine Optimization นั่นก็คือศาสตร์ที่เรียกว่า Social Media Optimization (SMO) โดยศาสตร์นี้จะเน้นการปรับแต่งหน้าเว็บให้ "คน" ชอบ อยากมีส่วนร่วมกับเว็บ รวมถึงอยากบอกต่อเว็บนี้ให้คนอื่นรู้

อ่านต่อได้ที่ Social Media Optimization (SMO) ปรับแต่งเว็บให้ถูกใจคน

Posted via email from macroart's posterous

วันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

Software-as-a-Service ทางรอดของธุรกิจดอทคอมในปี 2552

จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่กำลังถดถอย ธุรกิจหลายแห่งจะต้องปรับตัว เราเริ่มเห็นสัญญาณกันบ้างแล้วที่บริษัทหลายแห่งเริ่มชะลอการจ้างพนักงานเพิ่ม บางแห่งไม่มีการจ้างเพิ่มเลย และบางแห่งก็ใช้วิธีย้ายพนักงานไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม เพื่อให้พนักงานตัดสินใจลาออกด้วยตัวเอง โดยบริษัทไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยให้

ในช่วงวิกฤตแบบนี้ ผู้บริหารส่วนใหญ่มักจะตัดสินใจรักษากระแสเงินสดในปัจจุบันไว้ให้ได้มากที่สุด อย่างที่รู้กันว่าบริษัทจะขาดทุนมากแค่ไหนก็ไม่เป็นไร ขอให้มีเงินสดมากพอที่จะจ่ายหนี้ได้ก็พอ แต่ถ้าวันไหนที่เจ้าหนี้เรียกเก็บเงินแล้วบริษัทไม่มี (ไม่หนี ไม่จ่าย) นั่นก็แปลว่าบริษัทเข้าสู่ภาวะล้มละลายหรือเจ๊งนั่นเอง จะเห็นได้ว่าตอนนี้ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ในอเมริกากำลังรอลุ้นเงินจากรัฐบาลที่จะช่วยประคับประคองธุรกิจให้อยู่รอดต่อไปได้

Posted via email from macroart's posterous

การศึกษาแนวใหม่ในยุค Web 2.0

เมื่อวันก่อนผมไปเป็นวิทยากรบรรยายในพิธีมอบรางวัล โครงการประกวดสื่อสร้างสรรค์ Flash Animation Presentation เรื่องแนวพระราชดำริกับภาวะโลกร้อน จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) โดยผมได้พูดเรื่องสื่ออินเทอร์เน็ตกับการศึกษาในยุคใหม่ จะขอนำเนื้อหามาสรุปไว้ในที่นี้ครับ

Posted via email from macroart's posterous

เรามี สคบ. สำหรับคนไอทีแล้ว เน็ตห่วย มือถือแย่ ร้องเรียนได้!

งานจิบกาแฟคนทำเว็บครั้งที่ผ่านมา มีสปอนเซอร์ของงานเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งรายคือ สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม หรือ สบท. ซึ่งผมรู้สึกว่าเป็นหน่วยงานของภาครัฐที่น่าประทับใจมาก เลยอยากจะนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

คุณส้ม ปิยวรรณ สมสาร์ เจ้าหน้าที่สำนักสื่อสารสาธารณะและบริการประชาชน สบท. ได้มาเล่าให้ฟังว่า สบท. เป็นหน่วยงานที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นมาได้เพียงปีกว่าๆ โดยเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติหรือ กทช. ภารกิจหลักของ สบท. ก็คือการรับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคที่ใช้โทรศัพท์พื้นฐาน โทรศัพท์มือถือ และอินเทอร์เน็ต ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมอะไรบ้าง จากนั้น สบท. ก็จะประสานไปยังผู้ให้บริการที่ถูกร้องเรียน โดยจะเป็นตัวกลางในการเจรจาให้ผู้ให้บริการแก้ไขปัญหาของผู้บริโภคทันที

อธิบายแบบเข้าใจง่ายๆ สบท. ก็เหมือน สคบ. แต่เอาไว้ร้องเรียนเรื่องโทรศัพท์กับอินเทอร์เน็ตนั่นเองครับ

อ่านต่อได้ที่ เรามี สคบ. สำหรับคนไอทีแล้ว เน็ตห่วย มือถือแย่ ร้องเรียนได้!

Posted via email from macroart's posterous

สารพัดเว็บเด็ดจากงาน MashCamp Bangkok

จบไปแล้วอย่างสนุกสนานและมีสาระกับงาน MashCamp Bangkok งานสำหรับผู้ที่สนใจ Mashup และ API งานนี้ได้รู้จักกับเว็บไซต์ไอเดียดีหลายเว็บเลยครับ

ในช่วงเช้าของงาน ผมเริ่มนำเสนอหัวข้อ  12 Cool Google Maps Mashups โดยพูดถึง 12 เว็บไซต์ที่นำ Google Maps มาใช้ได้อย่างน่าสนใจ


Posted via email from macroart's posterous

วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

Bugham อยากรู้อะไร...ถามบักหำ

มีโอกาสได้เจอโปรแกรมเด็ดๆ ฝีมือคนไทยที่ใช้แล้วต้องพูดว่า "คิดได้ไงเนี่ย" โปรแกรมตัวนี้มีชื่อว่า "บักหำ"

โปรแกรมนี้ไม่ต้องดาวน์โหลดมาติดตั้งบนคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่โปรแกรมบนเว็บที่ต้องเปิดเว็บถึงจะใช้งานได้ แต่เป็นโปรแกรมที่ใช้งานผ่าน Windows Live Messenger โดยไม่ต้องติดตั้งปลั๊กอินอะไรทั้งสิ้น เพียงแค่ add contact เข้าไปเท่านั้นก็พอ contact ที่สามารถเลือก add ได้ก็มีดังนี้ครับ

เมื่อ add เรียบร้อยแล้ว คุณก็สามารถใช้บริการได้เลย หน้าที่หลักของโปรแกรมนี้คือการเป็นดิกชันนารีที่แปลได้ทั้ง ไทย-อังกฤษ อังกฤษ-ไทย และอังกฤษ-อังกฤษ เพียงแค่พิมพ์คำที่คุณต้องการทราบความหมายลงไป โปรแกรมก็จะตอบกลับมาทันที เช่น

ตัวอย่างการใช้งานดิกชันนารีตัวอย่างการใช้งานดอกชันนารี

นอกจากนี้ยังสามารถดูดวงชะตารายวันได้

ตัวอย่างการใช้งานโปรแกรมดูดวง

และเล่นทายปัญหาอะไรเอ่ยได้

ตัวอย่างการใช้เล่นเกมทายปัญหาอะไรเอ่ย

ผมเชื่อว่าในอนาคตคงมีบริการสนุกๆ ออกมาให้ใช้อีกเพียบแน่นอน

หันมามองในด้านธุรกิจบ้าง โปรแกรมแบบนี้สามารถสร้างรายได้จากการขายโฆษณาได้ไม่ยากเลยครับ ถ้ามีใครส่งข้อความมาถาม โปรแกรมก็จะตอบกลับไปพร้อมกับข้อความโฆษณา เช่น ถ้าส่งมาว่า "soda" ก็จะส่งคำแปลกลับไป พร้อมกับโฆษณาว่า "เป๊บซี่ดีที่สุด" เป็นต้น ดูแล้วคล้ายๆ Google AdWords เลยนะครับ

แต่ผมมองว่าโปรแกรมนี้ทำได้มากกว่า Google AdWords เสียอีก ถ้าโปรแกรมสามารถเก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ได้ เช่น เพศ อายุ โปรแกรมก็จะเลือกส่งโฆษณาที่ตรงกลุ่มเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น เช่น ถ้าผู้ใช้เป็นผู้หญิงอายุ 25 ปี เมื่อใช้โปรแกรมตัวนี้ โปรแกรมจะส่งโฆษณาไปว่า "เลือกซื้อเครื่องสำอางค์หลากหลายยี่ห้อได้ที่เว็บ..."

การจูงใจให้คนแจ้งเพศและอายุของตัวเองอาจจะเป็นเรื่องยาก แต่มันจะไม่ยากเลยถ้ามี benefit บางอย่างให้ เช่น บันทึกวันเกิดของคุณไว้ในระบบของเรา เพื่อที่คุณจะได้ดูดวงชะตาแบบเจาะจงรายบุคคลได้ฟรี

โปรแกรมตัวนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นสร้างฐานผู้ใช้ อีกหน่อยคงเป็นที่นิยมกันมากขึ้น และอาจจะมีคู่แข่งเพิ่มมากขึ้นด้วย ความสามารถในการแข่งขันจึงอยู่ที่ใครมี content ที่ผู้ใช้ถูกใจมากกว่ากัน ใครสามารถรวบรวม content partner ไว้ได้เยอะและแบ่งผลประโยชน์ได้ลงตัวมากกว่ากัน

วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2550

โปรแกรม 30+ ตัวที่จะฆ่า Microsoft

จากการที่ Google เข้าซื้อกิจการโปรแกรมที่คล้ายกับ PowerPoint เพื่อเสริมเข้าไปในชุดออฟฟิศบนเว็บ และยังมีบริษัทเกิดใหม่นับร้อยรายที่มีบริการทุกอย่างตั้งแต่ word processor บนเว็บ ไปจนถึงระบบปฏิบัติการสมบูรณ์แบบ ทำให้ Microsoft ต้องตกอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง แน่นอนว่าบริษัทยังคงระรื่นอยู่ได้ในตอนนี้ แต่อีก 5 ปีหลังจากนี้ Microsoft จะต้องดิ้นรนอย่างหนักถ้าไม่ยอมปรับเปลี่ยนตัวเองสู่โลกแห่งเว็บยุคใหม่ที่รายได้ของซอฟท์แวร์มาจากค่าโฆษณา ในสัปดาห์นี้ เราได้ทดสอบบริการบางตัวที่คอยตอดเล็กตอดน้อยยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft โดยที่ Google เป็นผู้นำทีมตอด

เป้าหมาย: Microsoft Word

Microsoft Word Killer

Google Docs - โปรแกรม word processor ของ Google ที่ติดมากับ Google Account ของคุณ และถูกผนวกเข้ากับบริการอื่นๆ ใน Google Apps

Buzzword - โปรแกรม word processor แบบเรียบง่ายที่สร้างจาก Adobe Flex ขณะนี้ยังเป็นเบต้าอยู่

Writeboard - โดย 37signals ถูกออกแบบให้ใช้งานได้หลายคนพร้อมกัน สามารถแชร์ข้อมูลและร่วมกันแก้ไขข้อมูลได้

ThinkFree - มันคือ Microsoft Word แบบออนไลน์

เป้าหมาย: Microsoft Excel

Microsoft Excel Killer

Google Spreadsheet - อาจจะไม่หรูเท่า Excel แต่ก็มีความสามารถพื้นฐานที่ spreadsheet ควรมี เช่นเดียวกัน โปรแกรมนี้ถูกผนวกเข้ากับ Google Apps

Zoho Sheet - คล้ายๆ Excel แต่มีฟีเจอร์น้อยกว่า

EditGrid - ไม่ใช่ตัวแทน Excel แต่ก็มีกราฟ และเน้นฟีเจอร์ให้ผู้ใช้สามารถทำงานร่วมกันได้

ThinkFree Calc - มันคือ Excel แบบออนไลน์

เป้าหมาย: PowerPoint

PowerPoint Killer

Empressr - ให้คุณใส่ไฟล์ได้หลากหลายประเภท รวมถึงไฟล์ flash ด้วย... น่าประทับใจมาก

Zoho Show - เรียบง่ายมาก หน้าตาดูธรรมดา แต่เหมาะสำหรับการทำ presentation อย่างเร็วและดี

Google Presentations - ยังไม่เปิดให้บริการ แต่ Google จะเปิดตัวในเร็วๆ นี้ (ฤดูร้อนนี้)

Spresent - โปรแกรมที่ทำจาก flash และสามารถสร้าง presentation ที่เป็น flash ดูพอใช้ได้และสามารถผนวกเข้ากับ Flickr ได้ด้วย

เป้าหมาย: Outlook

Outlook Killer

Gmail - โปรแกรม mail ของ Google ที่ให้พื้นที่เกือบ 3 GB สามารถสร้าง e-mail address ให้อยู่ภายใต้ชื่อ domain ของคุณได้ฟรีถึง 25 ชื่อ

Yahoo Mail - โปรแกรม mail ของ Yahoo ที่ไม่จำกัดพื้นที่เก็บ โปรแกรมสามารถทำงานได้เร็วมาก

Zoho Mail - ฟรีสำหรับการใช้งานส่วนบุคคล คิดเงินสำหรับการใช้งานเป็นกลุ่ม มีฟีเจอร์สำหรับการใช้งานร่วมกันได้

Zimbra - โปรแกรม mail บนเว็บที่ ISP สามารถใช้เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าได้ มีโปรแกรมปฏิทินและพื้นที่เก็บไฟล์เอกสาร และสามารถใช้ VoIP ได้ด้วย

เป้าหมาย: Outlook Calendar

Google Calendar - โปรแกรมปฏิทินแบบพื้นฐานที่ผนวกเข้ากับ Gmail

Yahoo! Calendar - โปรแกรมปฏิทินแบพื้นฐานที่ผนวกเข้ากับ Yahoo Mail

Kiko - โปรแกรมปฏิทินที่ถูกสร้างโดย Justin.tv แล้วถูกขายต่อให้ eBay จนปัจจุบันเป็นเจ้าของโดย Tucows มีฟีเจอร์เจ๋งๆ มากมาย อย่างเช่น RSS import และ contact management

30boxes - โปรแกรมปฏิทินที่เรียบง่ายอย่างน่าอัศจรรย์ เคยเป็นโปรแกรมที่ร้อนแรงที่สุดในโลกจนกระทั่ง Google Calendar เปิดตัว

เป้าหมาย: Windows Live Messenger

Windows Live Messenger Killer

Meebo - โปรแกรมแชทบนเว็บที่รองรับ Google Talk, Yahoo Messenger, MSN Messenger, AIM, ICQ และ Jabber มีการเพิ่มห้องแชทเมื่อไม่นานมานี้

eBuddy - รองรับ MSN, Yahoo และ AIM มีบริการผ่านโทรศัพท์มือถือ

Google Talk - มีโปรแกรม Gtalk อยู่ใน Gmail ซึ่งมีฟีเจอร์ทุกอย่างของ Google Talk ที่ทำงานบน desktop และยังมีเวอร์ชั่นสำหรับใช้งานบนโฮมเพจส่วนบุคคลด้วย

Campfire - คล้ายกับ IRC แต่มีหน้าตาดีกว่า มีบริการแชร์ไฟล์ และถูกผนวกเข้ากับโปรแกรมของ 37signals ตัวอื่นๆ

เป้าหมาย: Movie Maker (และอื่นๆ)

Movie Maker Killer

Movie Maker เป็นโปรแกรมฟรี Microsoft จึงไม่สูญเสียรายได้อะไร แต่ผู้ใช้จะใช้เวลากับโปรแกรมบน desktop น้อยลงเมื่อการแก้ไขวิดีโอมีความสะดวกมากขึ้น (เราคิดว่ามันยังไม่น่าพอใจในตอนนี้) คนที่ใช้โปรแกรมบน desktop ที่น้อยลงย่อมหมายถึงแรงจูงใจที่ลดลงสำหรับนักพัฒนาโปรแกรมบน Windows

JumpCut - iMovie ในบราวเซอร์ของคุณ ช่วยให้คุณแก้ไขวิดีโอของคนอื่นได้ด้วย

MotionBox - ไม่อนุญาตให้คุณแก้ไขวิดีโอของคนอื่น แต่ก็มีฟีเจอร์ในการแก้ไขปรับแต่งที่ครบครัน

YouTube Remixer - พัฒนาโดย Adobe แต่ยังเป็นเบต้าอยู่ การใช้งานยังไม่ค่อยน่าพอใจ ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้น

Eyespot - ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นโปรแกรมแก้ไข แต่เอาไว้ remix และเป็น mashup maker มากกว่า มีการตกลงกับ Starwars ที่จะให้แฟนๆ เข้ามาสร้าง mashup ได้

เป้าหมาย: Windows??

Microsoft Windows Killer

เอาล่ะ ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครเลิกใช้ระบบปฏิบัติการเลยก็ตาม แต่ระบบปฏิบัติการและ desktop ที่อยู่บนเว็บ จะทำให้ผู้คนใช้เวลากับ desktop จริงของพวกเขาน้อยลง และจะใช้เวลามากขึ้นกับการเคลื่อนย้ายไฟล์บนอินเทอร์เน็ต

DesktopOnDemand - ให้พื้นที่ 1 GB มีโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ โปรแกรมอ่าน mail โปรแกรม word processor โปรแกรม spreadsheet โปรแกรมแชท โปรแกรมเล่นเพลงและหนัง และโปรแกรมอื่นๆ

Nivio - ให้พื้นที่ 5 GB ดูเหมือนเป็น Windows ในบราวเซอร์ของคุณ

AjaxWindows - ระบบปฏิบัติการบนเว็บที่สร้างโดย Ajax มีโปรแกรมจำนวนมาก พื้นที่ประมาณ 1 GB มีรหัสผ่านป้องกันเวลาเขียนไฟล์

EyeOS - ระบบปฏิบัติการบนเว็บที่เป็น open source ให้ทุกคนเข้าไปร่วมพัฒนาได้

และผมเชื่อว่ายังมีโปรแกรมแบบนี้อีกเป็นร้อยตัว ลองแชร์กันหน่อยสิว่าคุณเคยใช้ตัวไหนอีกบ้าง

แปลจาก Mashable

Web Design For Blind Man การออกแบบเว็บเพื่อให้คนตาบอดใช้งานได้

ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีโปรแกรม JAWS ที่ใช้อ่านข้อความที่ปรากฎบนหน้าจอคอมพิวเตอร์และสังเคราะห์ออกมาเป็นเสียงภาษาอังกฤษ และมีโปรแกรม PPA Tatip ที่สามารถสังเคราะห์เสียงภาษาไทยได้ ซึ่งช่วยให้คนตาบอดมีโอกาสที่จะใช้งานคอมพิวเตอร์ได้เหมือนคนตาดี แต่เราก็ยังต้องตระหนักถึงการออกแบบโปรแกรมซอฟท์แวร์ต่างๆ ที่จะต้องเป็นมิตรกับคนตาบอดด้วย และยิ่งไปกว่านั้นก็คือการออกแบบเว็บไซต์และเนื้อหาภายในเว็บไซต์ที่จะช่วยให้คนตาบอดใช้งานเว็บนั้นๆ ได้สะดวก

W3C ได้กำหนดมาตรฐานการสร้างเนื้อหาภายในเว็บไซต์ที่ช่วยให้คนตาบอดสามารถเข้าถึงเว็บได้ง่าย เข้าใจสิ่งต่างๆ ที่อยู่ภายในเว็บ โดยล่าสุดได้มีการปรับปรุง Web Content Accessibility Guidelines 2.0 ไปเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2007 มีเนื้อหาใจความโดยสรุปดังนี้

กฎข้อที่ 1: รับรู้ได้ - เนื้อหาและองค์ประกอบ user interface จะต้องทำให้ผู้ใช้รับรู้ได้ทั้งหมด

หมายถึงเนื้อหาต่างๆ ภายในเว็บที่ไม่ใช่ตัวอักษร เช่น รูปภาพ กราฟ แผนผังต่างๆ จะต้องมี text alternative ที่ให้ข้อมูลว่าเนื้อหานั้นๆ คืออะไร เพื่อที่ text alternative เหล่านี้จะถูกแปลงเป็นเสียงอ่านที่คนตาบอดรับรู้ได้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ข้อความกำกับรูปภาพทุกรูป พวกรูปที่ใช้เพื่อการจัดรูปแบบหรือตกแต่งเว็บก็ไม่ต้องใส่

กฎข้อที่ 2: จัดการได้ - องค์ประกอบ user interface จะต้องทำให้ผู้ใช้จัดการได้

หมายถึงผู้ใช้จะต้องใช้คีย์บอร์ดในการเข้าถึงส่วนต่างๆ ของเว็บได้ทั้งหมด ถ้าเป็นพวก Rich Application ก็ควรจะมี shortcut key ให้กดได้ นอกจากนี้ยังต้องให้เวลาผู้ใช้ให้เพียงพอที่จะอ่านและใช้องค์ประกอบต่างๆ ได้

กฎข้อที่ 3: เข้าใจได้ - ข้อมูลและการจัดการ user interface จะต้องทำให้ผู้ใช้เข้าใจได้

หมายถึงต้องมีการระบุว่าเว็บแต่ละหน้าเป็นภาษาอะไร พวกตัวย่อต่างๆ ที่ใช้ในเว็บก็ต้องมีคำอธิบายว่ามันคืออะไร (อาจจะลิงค์ไปที่หน้ารวมความหมายของตัวย่อ) หรือพวกการเปิดหน้าต่างใหม่หรือ popup ก็ควรเกิดจากการที่ผู้ใช้คลิก spacebar แล้วถึงจะเปิด ไม่ใช่ว่าเปิดขึ้นมาเฉยๆ ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งง

กฎข้อที่ 4: ถูกต้องแน่นอน - เนื้อหาจะต้องมีรูปแบบที่ถูกต้อง บราวเซอร์ทุกประเภทจะต้องอ่านได้

หมายถึงแท็กต่างๆ จะต้องเขียนให้ถูกต้องตามมาตรฐาน ถ้ามีแท็กเปิดก็ต้องมีแท็กปิด เนื่องจากคนตาบอดอาจจะใช้บราวเซอร์พิเศษที่แตกต่างจากคนตาดี ซึ่งบราวเซอร์นั้นอาจจะมีปัญหาถ้าไปเจอแท็กที่เขียนผิด

รายละเอียดของการเขียนเว็บให้เป็นมิตรกับคนตาบอดมีค่อนข้างเยอะครับ ให้ลองศึกษาจากเว็บของ W3C ดู หรือถ้าขี้เกียจอ่าน เวลาที่ออกแบบเว็บเสร็จแล้ว ก็ลองหลับตาเล่นเว็บตัวเองดู โดยใช้โปรแกรม JAWS ประกอบไปด้วย ดูว่าจะสามารถเข้าถึงทุกฟีเจอร์ของเว็บได้เหมือนเวลาลืมตาไหม

Blind Man Can Do! เมื่อผมต้องสอนนักศึกษาตาบอดให้เขียนเว็บเป็น

ดร.สาลินี อันตรเสน อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และอาจารย์ประจำวิชา Creative Writing ได้เชิญผมไปเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องการเขียนเว็บให้กับนักศึกษา มันคงจะไม่ยากอะไรถ้าเป็นนักศึกษาปกติ แต่นักศึกษาที่มาเรียนกับผมคือนักศึกษาพิเศษ บางคนนั่งวีลแชร์ บางคนมองเห็นผมพูดแต่จะไม่ได้ยินเสียงผม และบางคนได้ยินเสียงผม แต่มองไม่เห็นผม รวมถึงมองไม่เห็นหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วย

สอนคนธรรมดาให้เขียนเว็บเป็นก็ว่ายากแล้วนะครับ การสอนคนที่มองไม่เห็นเว็บให้เขียนเว็บเป็นจะยากขนาดไหน???

ในตอนแรกผมขอต่อรองว่าสอนนักศึกษาให้เล่นเว็บเป็นก่อนดีไหม เพราะหลายๆ คนอาจจะยังไม่เคยจับคอมพิวเตอร์มาก่อนเลย แต่ก็มีปัญหาว่าไม่สามารถหาคอมพิวเตอร์ที่ต่ออินเทอร์เน็ตให้นักศึกษาใช้ในวันเรียนได้ เลยต้องยอมสอนเขียนเว็บบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ offline อยู่

ผมต่อรองอีกครั้งว่าให้ใช้โปรแกรมอย่าง Microsoft Word ทำเว็บดีไหม เพราะแค่พิมพ์ข้อความที่ต้องการลงไป จากนั้นก็ Save As ให้เป็น HTML ก็จะได้เว็บเพจออกมาหนึ่งหน้าแล้ว แต่อาจารย์บอกว่านักศึกษาที่มีปัญหาด้านการมองเห็นหลายคนที่เคยใช้ Microsoft Word ก็บอกว่าใช้งานยาก ผมมานั่งนึกดูก็พบว่าจริง ลองพิสูจน์ได้ง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง ให้หลับตา เปิดโปรแกรม Microsoft Word ขึ้นมา พิมพ์ข้อความลงไป จากนั้นให้จัดข้อความให้อยู่กลางหน้าดูครับ คุณจะพบว่าเมื่อคุณหลับตาก็จะใช้เมาส์ไม่ได้เลย การจะคลิกให้โดนปุ่มจัดกลางหน้าจอจึงเป็นไปไม่ได้

แปลว่าผมจะต้องสอนให้นักศึกษาพิเศษใช้โปรแกรม Notepad ในการเขียนเว็บ โดยจะต้องสอนภาษา HTML ให้พวกเขาเข้าใจและเห็นภาพอยู่ในใจให้ได้ครับ

ผมไม่มีความมั่นใจเลยว่าจะสอนให้นักศึกษาทำเว็บออกมาได้จริงๆ หรือเปล่า แต่อาจารย์เล่าให้ฟังว่าเคยมีนักศึกษาที่มีปัญหาด้านการมองเห็นสามารถเรียนเขียนโปรแกรมจนจบการศึกษาได้ เพียงแต่จะต้องใช้เวลาเรียนมากกว่าปกติ ผมเลยคิดว่าถ้ามีคนที่สามารถเขียนโปรแกรมได้ การเขียนเว็บก็น่าจะง่ายกว่าการเขียนโปรแกรม

ผมมีเวลาเตรียมเนื้อหาที่จะสอนเพียงคืนเดียวก่อนจะถึงวันสอน ผมทำสไลด์ไปด้วยเพื่อให้นักศึกษาที่ไม่มีปัญหาด้านการมองเห็นได้ดู โดยที่สไลด์ของผมใช้พื้นหลังสีดำ ตัวอักษรสีขาว เผื่อว่านักศึกษาที่ตาพร่ามัวอาจจะพอมองเห็นได้

เนื้อหาที่ผมเตรียมไว้ก็มีตั้งแต่คำนิยามพื้นฐานของคำว่าเว็บไซต์ เว็บเพจ โฮมเพจ URL โครงสร้างของภาษา HTML ไปจนถึงแท็กต่างๆ ในภาษา HTML ได้แก่ h1 - h6, p, br, hr, b, i, big, small, del, a href, img, ul, ol, และ li ผมตัดเรื่อง table ออกไป เพราะรู้สึกว่ามันซับซ้อนมาก ขนาดคนมองเห็นเป็นปกติยังเข้าใจยากเลย คนมองไม่เห็นคงจะลำบากกว่าเยอะ นอกจากนี้ผมก็ยังตัดแท็กที่เกี่ยวกับภาพและสีออกไป เช่น ภาพพื้นหลัง สีตัวอักษร แต่ผมจะต้องสอนแท็ก img เนื่องจากเป็นแท็กสำคัญ ถึงแม้ว่านักศึกษาจะมองไม่เห็นภาพ แต่ก็น่าจะหาคนตาดีมาช่วยบอกว่าภาพนี้คือภาพอะไร แล้วจึงนำภาพไปใส่ในเว็บเพจด้วยแท็ก img ได้

พอถึงวันที่จะต้องสอนจริง ผมไปเตรียมตัวที่มหาวิทยาลัยตั้งแต่เช้า นักศึกษาทยอยกันมา มีนักศึกษามาเรียนทั้งหมด 13 คน เป็นคนที่นั่งวีลแชร์ 2 คน มีปัญหาด้านการฟัง 1 คน และมีปัญหาด้านการมองเห็น 10 คน นักศึกษาที่มีปัญหาด้านการมองเห็นบางคนดูเหมือนคนปกติมากๆ ดวงตาดูเป็นปกติ ไม่ได้มีร่องรอยหรือรูปลักษณ์ที่ผิดปกติ มีแววตาเหมือนคนทั่วไป จนตอนแรกผมเข้าใจผิดคิดว่าเป็นนักศึกษาที่มีปัญหาด้านการฟังเสียอีก ไปโบกไม้โบกมือส่งภาษาใบ้ตั้งนาน ที่แท้ก็มองไม่เห็นผมนี่เอง

ในช่วงเช้า อาจารย์ได้ให้นักศึกษาทำแบบทดสอบที่เกี่ยวกับการมองเห็น มีการถามนักศึกษาว่าถ้าพูดถึงสีต่างๆ แล้ว นักศึกษาจะนึกถึงอะไร เช่น ถ้าถามสีแดง นักศึกษาก็จะตอบว่านึกถึงไฟจราจรให้รถหยุด นึกถึงเลือด ถ้าถามสีเขียว นักศึกษาจะตอบว่านึกถึงต้นไม้ สนามหญ้า นี่เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกผิดคาดมากๆ ไม่เคยคิดเลยว่าพวกเขาจะจับคู่สีกับสิ่งของต่างๆ รอบตัวได้อย่างถูกต้อง ผมเลยกะว่าจะลองเสี่ยงด้วยการเพิ่มสไลด์สอนเรื่อง font color เข้าไปอีกหนึ่งสไลด์

เมื่อถึงเวลาเริ่มสอน ผมก็ต้องเตรียมใจก่อน คือต้องไม่ให้ใจร้อน ต้องสอนแบบค่อยเป็นค่อยไป พูดช้าๆ ไปเรื่อยๆ ให้นักศึกษาค่อยๆ สร้างมโนภาพขึ้นมาได้ นอกจากนี้ก็ต้องเตรียมร่างกายด้วยการมีน้ำดื่มไว้ใกล้มือ เพราะต้องพูดติดต่อกันถึงสองชั่วโมง และเป็นการพูดช้าๆ พูดซ้ำๆ ซึ่งจะผิดแปลกไปจากสไตล์การพูดปกติของผมที่เป็นคนพูดเร็ว การเปลี่ยนสไตล์การพูดจะทำให้รู้สึกกระหายน้ำมากขึ้น

ภาพขณะบรรยายเรื่องการเขียน HTML ให้นักศึกษาพิเศษฟังภาพขณะบรรยายเรื่องการเขียน HTML ให้นักศึกษาพิเศษฟัง

ผมเริ่มการสอนด้วยการอธิบายว่า HTML ก็เป็นภาษาหนึ่ง คล้ายๆ กับภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ ที่เราจะต้องเรียนรู้ทั้งไวยากรณ์และคำศัพท์ ไวยากรณ์ของภาษา HTML นั้นแบ่งเป็นสองรูปแบบ คือแบบที่มีการกำหนดจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด ซึ่งระบุด้วยการเขียนแท็กเปิดและปิด เช่น <p> ... </p> ส่วนอีกรูปแบบคือแท็กเดี่ยวที่ไม่ต้องเปิดปิด เช่น <br />

ส่วนคำศัพท์ในภาษา HTML ก็มีเพียงไม่กี่สิบคำ คำศัพท์ที่เราต้องท่องจำก็คือแท็กและ attribute เช่น <p align="center"> เราจะต้องรู้ว่า p ซึ่งเป็นแท็กหมายถึงอะไร และ align="center" ที่เป็น attribute มีความหมายว่าอะไร

ในการสอนแท็กแต่ละประเภท ผมจะอธิบายว่าแท็กนั้นๆ มีหน้าที่อะไร ใช้แล้วจะทำให้เว็บมีหน้าตาออกมาอย่างไร เวลาใช้งานจะต้องพิมพ์คำสั่งอย่างไร และต้องยกตัวอย่างการใช้งานให้เห็นภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องอธิบายออกมาเป็นคำพูดที่ฟังแล้วสามารถจินตนาการได้ว่ามันเป็นอย่างไร เช่น ถ้าอธิบายแท็ก <p align="center"> ก็ต้องอธิบายว่ามันเป็นย่อหน้าที่ถูกแสดงผลให้อยู่ตรงกลางหน้าจอ ส่วนการยกตัวอย่างก็ต้องพูดช้าๆ ซ้ำๆ หลายๆ รอบ ต้องอ่านไปทีละตัวอักษรให้นักศึกษาคิดตาม ยิ่งแท็กที่โครงสร้างมีความซับซ้อนสูงอย่าง ul, ol, li ก็ต้องพูดซ้ำมากขึ้น

ขอเล่าถึงการพูดช้าๆ หน่อย การพูดช้าไม่ใช่เพียงเพื่อให้นักศึกษานึกภาพตามได้เท่านั้น แต่ยังเพื่อให้นักศึกษาจดเลคเชอร์ทันด้วย นักศึกษาที่มีปัญหาด้านการมองเห็นก็สามารถจดเล็คเชอร์ได้ไม่ต่างอะไรกับคนปกติครับ ทุกคนจะมีแผ่นพลาสติกที่มีความกว้างเท่ากับกระดาษ A4 แผ่นพลาสติกนี้มีลักษณะเหมือนบานพับที่ใช้หนีบกระดาษเอาไว้ บนบานพับมีช่องสี่เหลี่ยมเรียงเป็นแถว หนึ่งช่องเท่ากับตัวอักษรหนึ่งตัว นักศึกษาจะมีหมุดขนาดใหญ่ที่มือจับสะดวก ปลายหมุดเป็นโลหะเรียวเล็ก ใช้สำหรับเจาะกระดาษให้เป็นรูตามรหัสอักษรเบรลล์ การจดเลคเชอร์ของนักศึกษาพิเศษจะช้ากว่านักศึกษาที่มองเห็นเป็นปกติ เพราะจะต้องจิ้มหมุดแล้วดึงออก แล้วจิ้มรูใหม่อีก ซึ่งอาจจะต้องจิ้มถึง 5 - 6 รู เพื่อให้ได้ตัวอักษรหนึ่งตัว

ภาพอุปกรณ์ที่นักศึกษาใช้จดเลคเชอร์อุปกรณ์ที่นักศึกษาใช้จดเลคเชอร์

ในตอนแรกผมไม่รู้ว่านักศึกษาจะจดเลคเชอร์ได้ ก็เลยพูดด้วยความเร็วในระดับที่ฟังแล้วนึกภาพตามได้ แต่กลับกลายเป็นว่ายังพูดเร็วเกินไป เพราะนักศึกษาจดเลคเชอร์ตามไม่ทัน จากที่สังเกตดู ถ้าพูดตัวอักษรหนึ่งตัว ควรจะเว้นระยะเวลาให้นักศึกษาจดตัวอักษรตัวนั้นประมาณ 2 - 3 วินาที

ภาพนักศึกษาจดเลคเชอร์กันมือหงิกนักศึกษาจดเลคเชอร์กันมือหงิก

ส่วนการสอนแท็ก font color เพื่อใช้กำหนดสีตัวอักษร ผมอธิบายว่าให้ใส่ชื่อสีเป็นภาษาอังกฤษลงไปเลย เช่น ถ้าต้องการให้ตัวอักษรมีสีแดง ก็ให้ใช้แท็ก <font color="red"> ปรากฎว่าผมเจอคำถามที่เกินความคาดหมาย คือมีนักศึกษาคนหนึ่งถามผมว่า แล้วถ้าเราจะผสมสีล่ะ มันทำได้ไหม?

เป็นคำถามที่ทำให้ผมชะงักอยู่พักหนึ่ง เนื่องจากไม่นึกมาก่อนว่านักศึกษาที่มีปัญหาด้านการมองเห็น จะเข้าใจหลักการผสมสีแบบที่คนตาดีเข้าใจด้วย ผมใช้เวลารวบรวมความคิดว่าจะอธิบายการใช้รหัสสีแทนชื่อสีอย่างไรดี แล้วก็ตอบนักศึกษาไปว่า

หลักการผสมสีจะต้องเข้าใจแม่สี RGB ก่อน R คือ Red หรือสีแดง G คือ Green หรือสีเขียว ส่วน B คือ Blue หรือสีน้ำเงิน แม่สีแต่ละสีจะถูกแทนด้วยเลขฐานสิบหกสองหลัก คือ 00 ถึง FF

แต่จะต้องทำความเข้าใจเลขฐานสิบหกกันก่อน เลขที่มนุษย์ใช้ในชีวิตประจำวันคือเลขฐานสิบ มีตัวเลขสิบตัวคือ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 และ 9 ถ้าจะนับมากกว่านี้ก็ต้องเป็นเลขสองหลัก คือ 10 11 12 ไปเรื่อยๆ ส่วนเลขที่ใช้ในรหัสสีเป็นเลขฐานสิบหก มีตัวเลขสิบหกตัวคือ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 A B C D E และ F ถ้าจะนับมากกว่านี้ก็ต้องเป็นสองหลัก คือ 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 1A 1B 1C 1D 1E และ 1F

รหัสสี RGB ถูกแทนด้วยเลขฐานสิบหก 6 หลัก R แทนด้วย 2 หลัก G แทนด้วย 2 หลัก และ B แทนด้วย 2 หลัก ดังนั้น RGB จะมีค่าตั้งแต่ 000000 ถึง FFFFFF ถ้า R ถูกแทนด้วย 00 หมายถึงไม่มีสีแดง แต่ถ้าเป็น FF หมายถึงมีสีแดงมากที่สุด ส่วน G และ B ก็เป็นเช่นเดียวกัน

ถ้ารหัสสี RGB เป็น FF0000 สีที่ออกมาก็คือสีแดง ถ้าเป็น 00FF00 ก็เป็นสีเขียว และถ้าเป็น 0000FF ก็เป็นสีน้ำเงิน ถ้าเราเอาสีแดงผสมสีน้ำเงินให้เป็นสีม่วง รหัสสีม่วงก็คือ FF00FF แต่ถ้าใส่รหัสสีเป็น 000000 จะได้สีดำ ส่วนรหัสสี FFFFFF จะได้สีขาว

แล้วนักศึกษาก็ถามผมว่าถ้าอยากได้สีเทาจะทำอย่างไร

เป็นอีกคำถามที่ผมไม่นึกว่านักศึกษาจะถามลงลึกขนาดนี้ แต่ก็เป็นคำถามที่ดีมาก ผมเลยตอบไปว่าเมื่อ 000000 คือสีดำ และ FFFFFF คือสีขาว ถ้าเราใช้ RGB มีค่าเท่ากัน เช่น R = G = B = AA ออกมาเป็น AAAAAA เราก็จะได้สีเทา ถ้าเราให้ R = G = B = F0 ออกมาเป็น F0F0F0 เราจะได้สีเทาที่อ่อนมากจนใกล้จะเป็นสีขาว แต่ถ้าให้ R = G = B = 10 ออกมาเป็น 101010 จะได้สีเทาเข้มจนเกือบจะเป็นสีดำ

ผมมานั่งนึกหลังจากการสอนจบไปแล้วว่าผมยังอธิบายเรื่องการผสมสีบกพร่องอยู่บ้าง เนื่องจาก RGB คือแม่สีทางแสง แต่แม่สีที่นักศึกษาเคยรู้กันมาเป็นแม่สีวัตถุธาตุที่ประกอบด้วย แดง เหลือง และน้ำเงิน วิธีการผสมสีจึงต่างไป ถ้ามีโอกาสอีกคงต้องอธิบายความแตกต่างของแม่สีทั้งสองแบบให้ชัดเจนขึ้น

เมื่อผมสอน HTML เบื้องต้นจนจบแล้ว ก็ใช้ Notepad เพื่อเขียนตัวอย่างให้นักศึกษาดูโดยการใช้โปรแกรม Notepad ในตอนแรกผมไม่รู้ว่าจะอธิบายวิธีการเปิด Notepad ขึ้นมาให้นักศึกษาเข้าใจได้อย่างไร ก็มีนักศึกษาบอกว่าให้กดปุ่ม Start + R เพื่อเรียกหน้าต่าง Run ขึ้นมา จากนั้นก็พิมพ์คำว่า notepad ลงไป ทำให้ผมเข้าใจวิธีการใช้คอมพิวเตอร์ของผู้ที่มีปัญหาด้านการมองเห็นมากขึ้น

หลังจากที่ยกตัวอย่างจบแล้ว ก็ถึงเวลาพักเบรค จากนั้นจึงให้นักศึกษาจับกลุ่มกันเพื่อเขียนเว็บขึ้นมาจริงๆ เห็นผลงานของนักศึกษาแล้วชื่นใจครับ สามารถเขียนออกมาเป็นเว็บได้จริงๆ มีอยู่หนึ่งกลุ่มที่ทำเว็บนำเสนอเนื้อหาเรื่องการนวดแผนไทยออกมาอย่างดีเลย กลุ่มอื่นๆ ก็ผลงานดีไม่แพ้กัน อาจจะมีข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ บ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการพิมพ์ผิดโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เพราะมองไม่เห็น

ภาพบรรยากาศการทำ workshop เขียนเว็บภาพบรรยากาศการทำ workshop เขียนเว็บ

ภาพขณะช่วยแก้ไขข้อผิดพลาดให้นักศึกษาช่วยแก้ไขข้อผิดพลาดให้นักศึกษา

ในช่วงที่เบรค อาจารย์มาเปรยกับผมว่า สังคมมักจะมองเห็นว่าผู้ที่มีปัญหาด้านการมองเห็นเหล่านี้คงจะประกอบอาชีพอะไรได้ไม่มากนัก พวกเขามักจะถูกส่งไปเรียนหมอนวด ทั้งที่หลายคนไม่ชอบ ทั้งที่หลายคนมีความสามารถที่จะทำอะไรได้มากกว่านั้น นี่เป็นสิ่งที่ผมฟังแล้วรู้สึกสะท้อนใจ

ผมเชื่อว่าคนเหล่านี้ไม่ได้ต้องการความสงสารเห็นอกเห็นใจจากใคร สิ่งที่พวกเขาต้องการคือโอกาสที่จะได้เรียนรู้ โอกาสที่จะได้ทำงานที่ใช้มันสมอง และโอกาสที่คนตาดีจะเข้าใจว่าพวกเขามีศักยภาพที่จะทำอะไรได้มากกว่าที่คิด

สามารถอ่านบทความของ ดร.สาลินี ที่เขียนถึงบรรยากาศการเรียนการสอนครั้งนี้ได้ที่เว็บ http://www.innovativewriting.org/news

บทความตอนนี้ผมเขียนเรื่องสอนคนตาบอดเขียนเว็บให้คนตาดี ส่วนตอนต่อไปคือเรื่องคนตาดีจะทำเว็บอย่างไรให้คนตาบอดใช้งานได้สะดวก ตามอ่านต่อได้เลยครับ Web Design For Blind Man การออกแบบเว็บเพื่อให้คนตาบอดใช้งานได้