แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Hotmail แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Hotmail แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2550

สิ่งที่ผมได้จากการเขียนบล็อก... 1. ซอฟท์แวร์ Notifier2 Full Version ฟรี 2. นิตยสาร Computer Chiang Mai ฟรี

หลังจากที่ผมเขียนบล็อกนี้มาได้สองเดือน ก็มีเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นเกิดขึ้นกับผมถึงสองเรื่อง

เรื่องแรกเกี่ยวข้องกับบทความเรื่อง Notifier2 เช็ค mail มาใหม่ทั้ง Hotmail, Yahoo!, Gmail แถมเช็คคลิกใน AdSense ได้อีกต่างหาก ที่ผมเขียนรีวิวซอฟท์แวร์ที่ชื่อ Notifier2 ไว้ว่าเป็นโปรแกรมเล็กๆ ที่ฝังอยู่ที่ System Tray และจะคอยเช็ค e-mail มาใหม่ได้ทั้งค่าย Hotmail Yahoo! และ Gmail แถมยังเช็คยอดคลิก Google AdSense ได้อีกด้วย

ปรากฎว่าเพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น ฝรั่งที่เป็นผู้พัฒนาซอฟท์แวร์ตัวนี้ได้ส่ง e-mail มาถึงผม บอกว่าเขาเข้ามาเจอบล็อกของผมที่มีลิงค์ไปหาเว็บ Notifier2 แต่เขาอ่านภาษาไทยไม่ออก เขาคลำหา e-mail address ของผมจนเจอ ก็เลยส่งมาถามผมว่าบล็อกของผมมีเนื้อหาเกี่ยวกับซอฟท์แวร์ของเขาหรือเปล่า ผมก็ส่ง e-mail ตอบกลับไปว่าผมชอบซอฟท์แวร์ของเขามาก ก็เลยเขียนรีวิวลงบล็อก

เจ้าของซอฟท์แวร์ก็เลยขอบคุณกลับมา แล้วบอกว่าจะส่งซอฟท์แวร์ Full Version มาให้ผมถ้าผมต้องการ แน่นอนสิครับ ของฟรีใครก็ชอบ ผมก็ตอบรับทันที แต่ก็ต้องไว้เชิงหน่อยด้วยการให้คอมเมนต์กลับไปถึงเขาด้วย โดยผมบอกว่าถ้าซอฟท์แวร์ตัวนี้สามารถเช็ค e-mail จาก Google Apps ได้ด้วยก็จะดีมาก เพราะตอนนี้กระแสเรื่อง Google Apps ในบ้านเราก็เริ่มมาแล้ว โรงเรียนในต่างจังหวัด และธุรกิจ SME บางแห่งก็เริ่มใช้งานกัน ซึ่งผมมองว่าธุรกิจ SME หลายแห่งมีการใช้ e-mail เพื่อพูดคุยกับลูกค้า ถ้ามีโปรแกรมตัวเล็กๆ อย่าง Notifier2 ที่คอยเตือนเมื่อมี e-mail ใหม่เข้ามาก็คงจะดีไม่น้อย จะได้ตอบ e-mail ได้อย่างรวดเร็วโดยที่ไม่ต้องเปิดบราวเซอร์แช่ไว้ที่หน้า Gmail ตลอดเวลา

ทางเจ้าของซอฟท์แวร์ก็รับไอเดียของผมไป คาดว่าอีกไม่นานคงจะมีความสามารถนี้ให้ใช้งานกัน

ส่วนตอนนี้ผมก็ได้ซอฟท์แวร์ Full Version มาใช้งานฟรีครับ สามารถเช็ค e-mail ได้ไม่จำกัดจำนวน และตั้งเวลาให้เช็คบ่อยกว่า 15 นาทีได้ด้วยครับ

เรื่องตื่นเต้นเรื่องที่สองก็คือบทความในบล็อกผมได้ลงตีพิมพ์ในนิตยสารน้องใหม่ที่ชื่อ Computer Chiang Mai เป็นนิตยสารที่จับกลุ่มคนอ่านในจังหวัดเชียงใหม่โดยเฉพาะครับ เมื่อเดือนที่แล้ว บ.ก. ของนิตยสารได้ติดต่อผมมาเพื่อขอนำบทความไปลงในนิตยสาร ผมเองก็ยินดีให้นำไปลงได้ (ใครอยากนำบทความของผมไปใช้ กรุณาติดต่อมาหน่อยนะครับ) ซึ่งมีผลดีในแง่ที่จะได้เผยแพร่เรื่องราวในแวดวงดอทคอมจากมุมมองเชิงธุรกิจให้กว้างขวางมากขึ้น และก็เหมือนผมได้โปรโมทบล็อกนี้ผ่านทางหน้านิตยสารด้วย

วันนี้ผมเพิ่งได้รับนิตยสารที่ทางผู้จัดทำส่งมาให้ ซึ่งเป็นฉบับแรกที่มีบทความของผม บทความแรกที่ถูกนำไปตีพิมพ์ก็คือเรื่อง Google Convergence ยิ่งรวมกัน ชีวิตยิ่งดีขึ้น โดยไม่ต้องมีปาติหาน ตำแหน่งหน้าในนิตยสารที่บทความผมได้ลงตีพิมพ์ต้องถือว่าอยู่ในตำแหน่งที่ดีมาก เป็นคอลัมน์ที่สองของเล่มเลย รู้สึกเป็นเกียรติมากครับที่จะได้ใกล้ชิดกับผู้อ่านชาวเชียงใหม่มากขึ้น ใครที่อยู่เชียงใหม่ก็อย่าลืมอุดหนุนนิตยสาร Computer Chiang Mai นะครับ

ปิดท้ายด้วยเรื่องที่ผมไปพบเข้าในบล็อก Keng.com Pay per post ในไทย เกิดจริงหรือ? เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากครับถ้าเราสามารถสร้างรายได้จากการเขียนบล็อกได้ อาชีพ Blogist ก็จะเกิดขึ้นในไทยทันที ผมมองว่าบล็อกเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เจ้าของสินค้าหรือบริการสามารถใช้เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม บล็อกที่เขียนดีๆ สามารถสร้างการตัดสินใจซื้อได้ทันทีครับ

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

Notifier2 เช็ค mail มาใหม่ทั้ง Hotmail, Yahoo!, Gmail แถมเช็คคลิกใน AdSense ได้อีกต่างหาก

ผมเชื่อว่าหลายๆ คนมี free e-mail เยอะมาก ส่วนตัวผมเองมี 1 Hotmail 2 Yahoo! Mail และ Gmail อีกเท่าไหร่ไม่รู้ ขี้เกียจนับ

mail ที่ผมเช็คบ่อยที่สุดก็คือ Hotmail เนื่องจากผมใช้ Windows Live Messenger ด้วย ซึ่งโปรแกรมจะช่วยเตือนทันทีที่มี e-mail ใหม่เข้ามา ทำให้ผมสามารถ take action ได้ทันที

ทีนี้ผมก็ใช้ Yahoo! Mail ด้วย ซึ่งเป็น mail ที่ผมใช้ก่อนจะย้ายมาใช้ Hotmail แทน ผมคงจะไม่ใช้ Yahoo! Mail ถ้าเพื่อนสมัยเรียนมัธยมกับปริญญาตรีไม่ใช้ Yahoo! Group กัน ตอนนี้นานๆ ผมถึงจะเข้าไปเช็ค Yahoo! Mail ที เพื่อดูว่าเพื่อนๆ คุยอะไรกันบ้าง

ส่วน Gmail นี่ใช้เยอะมาก มีทั้งที่ใช้ส่วนตัว เอาไว้รับไฟล์ใหญ่ๆ จากเพื่อนโดยเฉพาะ มีที่ใช้เป็นบัญชี PayPal เอาไว้รับจ่ายเงิน แถมมีที่ไปทำ Google Apps ไว้อีก ซึ่งปกติแล้วก็ไม่ค่อยได้เข้าไปเช็คหรอกครับ

แต่วันนี้ผม setup เว็บไซต์ตัวหนึ่งขึ้นมา เป็นเว็บไซต์ที่ตั้งใจจะเอามาใช้ทำธุรกิจ ซึ่งผมเสียเงินจดโดเมนเพียงอย่างเดียว ส่วนระบบของเว็บไซต์ทั้งหมด ผมใช้ Google Apps (ไว้วันหลังจะเล่ารายละเอียดอีกที) รวมถึง e-mail ของเว็บไซต์นี้ด้วย

ปัญหาเกิดขึ้นเลยครับ ผมเซ็ต e-mail ตัวหนึ่งขึ้นมาเพื่อใช้รับออเดอร์จากลูกค้าโดยเฉพาะ และผมตั้งใจว่าจะตอบ e-mail ลูกค้าให้เร็วที่สุด แต่การใช้ Gmail โดยที่ไม่ได้ใช้ Google Talk ด้วย มันทำให้ผมไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามี e-mail ใหม่เข้ามาหรือเปล่า นอกจากจะเข้าเว็บ Gmail หรือไม่งั้นก็ต้อง forward mail มาที่ Hotmail แทน

ผมก็เลยหาโปรแกรมที่จะช่วยเตือนผมเวลามี e-mail ใหม่เข้ามา คล้ายๆ กับที่ Windows Live Messenger ช่วยเตือน ซึ่งก็ไปเจอ Gmail Notifier เข้า เป็นโปรแกรมของ Google ที่ช่วยแจ้งเตือนเวลามี e-mail ใหม่ ผมก็ดาวน์โหลดมา แต่ลองใช้ดูแล้วรู้สึกไม่ถูกใจ เพราะผมหาที่ตั้งค่า e-mail address ที่ผมต้องการให้เช็คไม่เจอครับ

ผมเลยนึกดูว่ามันน่าจะมีใครที่ทำซอฟท์แวร์คล้ายๆ แบบนี้ออกมา แต่สามารถเช็คได้ทั้ง Gmail, Hotmail และ Yahoo! Mail ก็เลยไปเจอเข้ากับ Notifier2 ที่มีฟีเจอร์ตามที่ผมต้องการ แถมยังใช้เช็คยอดคลิกและยอดเงิน AdSense ของคุณได้อีกต่างหาก

Notifier Screenหน้าตาของโปรแกรม ผมได้เพิ่ม e-mail เข้าไปสองรายการ และ AdSense อีกหนึ่งรายการ วันนี้ยังไม่มีคนคลิก AdSense ของผมเลยครับ ส่วน e-mail มี 1 ข้อความใหม่

Click Previewถ้าคลิกขวาที่ e-mail address แล้วคลิกที่ Preview

Subject Previewโปรแกรมก็จะแสดง subject ของ e-mail ให้ดู

Click GDriveถ้าใช้ Gmail ก็สามารถคลิกขวาแล้วเลือก GDrive ได้

GDrive Filesโปรแกรมจะแสดง attachment ที่อยู่ใน Gmail ให้ดู ซึ่งสามารถ double click ที่ชื่อไฟล์เพื่อเปิดดูไฟล์ได้เลย

คุณสามารถดาวน์โหลดโปรแกรม Notifier2 ได้ฟรีที่ http://www.notifier2.com/download.htm นอกจากนี้ยังมีเวอร์ชั่นเสียเงิน $9.99 ซึ่งมีความสามารถที่สูงกว่าครับ

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

Triangle of Brand Benefit เว็บไซต์ของคุณมีแบรนด์แบบไหน?

นักการตลาดมีวิธีการแบ่งประเภทแบรนด์หลายวิธี วิธีการหนึ่งที่ใช้กันก็คือ Triangle of Brand Benefit ซึ่งจะแบ่งกลุ่มแบรนด์สินค้าออกตาม benefit ที่ลูกค้าของแบรนด์เหล่านี้ได้รับออกเป็น 3 กลุ่ม

Triangle of Brand Benefit

กลุ่มแรกคือแบรนด์ประเภท Economical ที่ลูกค้ามักจะตระหนักว่าแบรนด์นี้มีจุดเด่นด้านความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคา สินค้าที่มีแบรนด์แบบนี้มักจะมีราคาถูกเมื่อเทียบกับสินค้าชนิดเดียวกันที่ใช้แบรนด์อื่นๆ

กลุ่มที่สองคือแบรนด์ประเภท Functional ซึ่งเป็นที่รู้จักของลูกค้าว่าสินค้าที่ใช้แบรนด์นี้มีความสามารถพิเศษที่แตกต่างจากสินค้าชนิดเดียวกันที่ใช้แบรนด์อื่น เป็นสินค้าที่เหมาะแก่การใช้งานเฉพาะด้าน

กลุ่มที่สามคือแบรนด์ประเภท Emotional ที่อาจจะไม่ได้มีราคาถูก ไม่ได้มีความสามารถเฉพาะทาง แต่เน้นเรื่องอารมณ์ความรู้สึกของลูกค้า เป็นความพึงพอใจทางนามธรรมที่จับต้องไม่ได้ แต่รู้สึกได้

สินค้าที่มีการแบ่งประเภทแบรนด์ตาม Triangle of Brand Benefit ที่เห็นได้ชัดมากก็คือ Consumer Shampoo ที่วางขายอยู่บน shelf ใน supermarket หรือ discount store ไม่ใช่แชมพูระดับหรูที่ขายตาม shop เครื่องสำอาง หรือแชมพูที่ขายผ่านช่องทาง direct sale หรือ network marketing นะครับ

Shampoo Brand

สมมุติว่าเราดูแชมพูของค่าย Unilever ละกัน ค่ายนี้มีแชมพู 3 แบรนด์ แบรนด์แรกคือ Sunsilk ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เน้นด้านราคาเป็นหลัก ลองไปเดินดูตาม discount store ที่มีป้ายแสดงราคาต่อกรัมของแชมพูติดอยู่ที่ shelf ดูครับ จะพบว่า Sunsilk มีระดับราคาที่ 0.2x บาทต่อกรัม

แบรนด์ที่สองคือ Clinic Clear เป็นแบรนด์ที่มุ่งเน้นการใช้งานเฉพาะทางคือเพื่อการขจัดรังแค ถึงแม้ว่าจะมีแชมพูหลายสูตรหลากประเภท แต่ยี่ห้อนี้ก็สื่อถึงความสามารถในการขจัดรังแค

แบรนด์ที่สามคือ Dove เป็นแบรนด์ที่เล่นเรื่องอารมณ์ความรู้สึกของลูกค้าล้วนๆ แพ็กเกจจะดูดีไฮโซกว่าแบรนด์อื่น เน้นการโฆษณาทางโทรทัศน์ให้ดูมีระดับ เพื่อสื่อให้กลุ่มเป้าหมายรู้ว่าแชมพูยี่ห้อนี้เหมาะกับคนมีคลาส

เมื่อแบรนด์เหล่านี้มีจุดเด่นในตัวมันเองอยู่ ก็ต้องพยายามรักษาจุดเด่นนั้นเอาไว้ ถ้า Sunsilk ขึ้นราคาแชมพูให้แพงขึ้น ลูกค้าก็อาจจะหนีไปใช้ Rejoice ของค่าย P&G ก็ได้ ถ้า Head & Shoulders ของค่าย P&G ใช้แล้วขจัดรังแคได้ยอดเยี่ยมจนผมร่วงหัวล้าน แบบนี้ลูกค้าก็คงจะหนีมาซื้อ Clinic แทน และถ้า Dove ทำโฆษณาออกมาได้โลว์ๆ เบๆ ลูกค้าก็อาจจะหนีไปใช้ Pantene ดีกว่า

ทีนี้ถ้าเราลองดูในธุรกิจออนไลน์บ้าง ซึ่งพอจะนำเรื่อง Triangle of Brand Benefit มาประยุกต์ใช้ได้บ้างเหมือนกัน โดยผมจะยกตัวอย่างของ e-mail ที่ผมใช้งานอยู่เป็นประจำ และเป็นการวิเคราะห์โดยใช้มุมมองส่วนตัวของผมที่มีต่อแต่ละแบรนด์นะครับ ซึ่งมุมมองผมอาจจะไม่เหมือนของคุณก็ได้

E-mail Brand ผมมี e-mail ส่วนตัวอยู่หลายๆ ที่ e-mail ที่ผมใช้งานบ่อยที่สุดคือ @hotmail.com เหตุผลที่ใช้งานบ่อยก็คือ Functional ของตัวมันเอง เนื่องจากผมใช้ Live Messenger ด้วย ซึ่งมันถูกผูกเข้ากับ Hotmail เวลาที่ใครส่ง e-mail มาถึงผมที่ Hotmail ผมก็จะรู้และเข้าไปเช็คได้ทันที

ขณะที่ @gmail.com ของค่าย Google ซึ่งผมมองว่าแบรนด์นี้เป็นผู้นำด้านราคา บริการที่คนอื่นคิดเงิน Google จะทำออกมาแข่งแบบไม่คิดเงิน ตอนนี้เวลาที่ผมนึกถึงของฟรี ผมจะนึกถึง Google เป็นที่แรกเลย Gmail ก็เช่นกัน เป็น e-mail ที่ให้พื้นที่เยอะมากและเยอะขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีการคิดเงิน แปลว่าผมสามารถใช้รับและเก็บ e-mail ได้ตามที่ต้องการ ไม่ต้องมาคอยลบ e-mail ทิ้งเหมือน Hotmail ในสมัยก่อนที่ยังให้พื้นที่แค่นิดเดียว Gmail จึงเป็นแบรนด์ Economical สำหรับผม

ส่วน @macroart.net และ @trunganont.com เป็นแบรนด์ Emotional ของผมเอง สิ่งที่ Hotmail และ Gmail ให้ผมไม่ได้ก็คือ Uniqueness หรือความมีเอกลักษณ์เพียงหนึ่งเดียว ในโลกนี้จะมีใครที่มี e-mail แบบนี้ได้อีก? ผมยอมเสียเงินจ่ายค่าเช่าโดเมนเนมปีละไม่กี่ร้อยบาทก็เพื่อเป็นเจ้าของความมีเอกลักษณ์นี้ อย่าง @trunganont.com ซึ่งเป็นนามสกุลของผมเอง ผมได้ผูกโดเมนเนมนี้เข้ากับระบบของ Google Apps และคิดว่าจะใช้เป็น e-mail สำหรับครอบครัวผม อีกหน่อยก็จะมี ชื่อพ่อผม@trunganont.com ชื่อแม่ผม@trunganont.com ชื่อน้องผม@trunganont.com เป็นต้น

ปิดท้ายบทความด้วยเรื่องของการ Globalization ของธุรกิจดอทคอมยักษ์ใหญ่หลายแห่ง ซึ่งบางคนกลัวว่าการขยายตัวของเว็บไซต์อย่าง Google และ eBay เข้ามาในประเทศไทย จะส่งผลกระทบต่อเว็บไซต์ของไทยหรือเปล่า อย่าง Google เองก็มีบริการที่ทั้งดีและฟรี ตัว Search Engine ก็เข้ามาแทนที่ SiamGuru ไปเรียบร้อย บางคนอาจจะกลัวว่าแล้ว Blogger จะเข้ามาแทนที่ Blog Service Provider อย่าง Exteen, BlogGang หรือ DiaryIS หรือเปล่า? และบางคนอาจจะกลัวว่าถ้า eBay เปิดตลาดซื้อขายสินค้าในไทย จะทำให้เว็บอย่าง PantipMarket, ThaiSecondHand, Tarad และ MarketAtHome ต้องถึงจุดจบหรือเปล่า?

ถึงแม้ว่า Blogger จะฟรีและดีมากๆ แต่เว็บไทยก็ยังสู้ได้ด้วยการมุ่งเน้น Emotional Brand ว่าเป็นเว็บที่มี Community ของคนไทย เล่นแล้วได้เพื่อนใหม่ๆ ได้ความรู้สึกอบอุ่นในแบบที่ Blogger ยังไม่มี หรือแม้ว่าถ้า eBay เข้ามาแข่งกับเว็บไทยด้วยการเปิดให้ขายสินค้าได้ฟรีเหมือนกับเว็บไซต์ท้องถิ่นของ eBay หลายๆ แห่งใน South East Asia ประกอบกับความสามารถด้าน E-commerce ของ eBay ที่ครบวงจร แต่สิ่งที่ eBay ยังขาดอยู่ก็คือ Community ของคนซื้อคนขายชาวไทยที่ยังนิยมใช้บริการของเว็บไซต์ซื้อขายสินค้าของไทยอยู่

ถึงแม้ว่าเว็บไซต์ไทยยังได้เปรียบด้าน Emotional แต่ก็ใช่ว่าจะนิ่งนอนใจได้นะครับ เพราะเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกมีเงินมากพอที่จะสร้าง Community ขึ้นมา และสามารถทำให้ความโดดเด่นด้าน Emotional ของเว็บไซต์ไทยหายไปได้ สิ่งที่เว็บไซต์ไทยพอจะทำได้ก็คือพยายามพัฒนาความสามารถของเว็บไซต์ (Functional) ให้พอที่จะแข่งขันได้ ส่วนด้านต้นทุน (Economical) เราคงต้องยอมรับว่าแข่งได้ยาก เพราะเว็บไซต์ระดับโลกที่มีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก ย่อมทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำมากจนเว็บไทยเล็กๆ เทียบไม่ติด

แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเรื่องของ Emotional เว็บไซต์ไทยจะต้องเอาใจใส่กับความต้องการ อารมณ์ และความรู้สึกของผู้ใช้เว็บให้มาก พยายามฟังเสียงของผู้ใช้เว็บให้มากขึ้น ถ้าผู้ใช้รักเว็บนั้นแล้วก็ยากที่จะถอนตัวขึ้นครับ