แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Google AdSense แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Google AdSense แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2550

Next E-Business Model 2.0 คุณจะเป็นเศรษฐีออนไลน์ได้อย่างไรในยุคนี้

E-Business Model 1.0 - Digitize the offline world

ผมเข้าสู่แวดวงดอทคอมครั้งแรกในปี 2538 ซึ่งเป็นปีที่ผมหัดเขียนโฮมเพจโดยใช้ Notepad และเปิดดูโดยใช้ Netscape พอในปี 2539 ผมได้พัฒนาเว็บไซต์สำหรับส่งเพจได้ทุกค่าย ไม่จำกัดจำนวนหมายเลข ไม่จำกัดความยาวของข้อความที่ใช้ส่ง และยังพัฒนาเว็บไซต์ส่งอีการ์ดที่เป็นเว็บของคนไทยเว็บแรกๆ

แต่ถ้าถามว่าแล้วผมเข้าสู่แวดวง "ธุรกิจ" ดอทคอมครั้งแรกเมื่อไร ก็คงจะต้องตอบว่าในปี 2540 ที่ได้เข้าไปเป็นทีมงานรุ่นแรกของ Pantip.com เว็บไซต์ที่ถึงแม้จะไม่ได้มีภาพความเป็นธุรกิจจ๋า แต่ก็มีโมเดลธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ได้อย่างยั่งยืน และคงจะเป็นเว็บไทยเพียงไม่กี่แห่ง ที่มีอายุยืนยาวกว่า 10 ปี โดยใช้เงินลงทุนเพียง 200,000 บาท ไม่มีการเพิ่มทุน ไม่มีการขายหุ้นเพื่อหาเงินเพิ่ม แต่เติบโตจนถึงทุกวันนี้ได้ก็ด้วยกำไรสะสมเพียงอย่างเดียว ซึ่งต้องยกเครดิตให้กับคุณวันฉัตร ผดุงรัตน์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ที่มีวิสัยทัศน์และมุมมองต่อธุรกิจดอทคอมที่เฉียบขาด

ในยุคเกือบ 10 ปีที่แล้ว ที่เราอาจจะเรียกว่ายุค 1.0 ซึ่งผมเรียกชื่อยุคนี้ว่า Digitize the offline world วิธีการคิดหาโมเดลธุรกิจดอทคอมในยุคนี้นั้นง่ายมาก เพียงแค่นึกถึงสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเราในโลกที่จับต้องได้ แล้วทำสิ่งนั้นให้เป็นดิจิตอลซะ

ตัวอย่างเช่น ในโลกที่จับต้องได้ เรามีนิตยสารให้อ่าน ในโลกดอทคอม เราก็มี E-Magazine ในโลกที่จับต้องได้ เรามีสภากาแฟที่อากงอาแปะมานั่งกินกาแฟตอนเช้าแล้วคุยเรื่องการเมืองกัน ในโลกดอทคอม เราก็มี Web Forum ในโลกที่จับต้องได้ เรามีธนาคาร ในโลกดอทคอม เราก็มี E-Banking เป็นต้น

Digitize the offline world

แต่การ Digitize the offline world ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จไปหมดทุกอย่าง ในเดือนมีนาคม ปี 2000 ดัชนี NASDAQ Composite พุ่งขึ้นไปสูงถึงระดับ 5,000 จุด แต่ในปลายปีเดียวกัน มูลค่ากลับลดลงเหลือเพียงครึ่งเดียว และลดลงถึงจุดต่ำสุดในปี 2002 ที่มูลค่าเหลือเพียง 1,200 จุด

The technology-heavy NASDAQ Composite index peaked in March 2000, reflecting the high point of the dot-com bubble.(ภาพจาก www.wikipedia.com/wiki/Dot-com_bubble)

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ธุรกิจ Dot-com กลายเป็นธุรกิจ Dot-bomb?

ผมขอยกตัวอย่างโมเดลธุรกิจหนึ่งที่ใช้หลักการ Digitize the offline world นั่นก็คือ E-Supermarket เว็บไซต์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในยุคปี 2000 ที่ใช้โมเดลนี้ก็คือ Webvan.com เว็บที่ให้คุณแม่บ้านที่มีภาระต้องดูแลลูกเล็กอยู่กับบ้านจนไม่มีเวลาปลีกตัวออกมาซื้อของ ได้เข้ามาเลือกช็อปสินค้าที่ต้องการจากหน้าเว็บได้ ไม่ว่าจะเป็นนม ไข่ เนื้อสัตว์ ผลไม้ มีให้เลือกซื้อหมด พนักงานของเว็บจะนำสินค้าที่สั่งซื้อขนใส่รถตู้ แล้วขับไปส่งถึงหน้าบ้าน เว็บไซต์นี้ใช้เงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสูงเกือบหนึ่งพันล้านเหรียญ แต่ก็ล้มละลายในปี 2001 โดยที่ยังไม่เคยมีกำไรเลย ด้วยเหตุผลที่ว่า ถ้ารถตู้มาส่งของตอนที่เจ้าของบ้านไม่อยู่ แล้วจะทำอย่างไรกับนมหรือเนื้อสัตว์?

อีกเว็บไซต์หนึ่งที่เป็นสัญชาติไทยและพยายามใช้โมเดลนี้ก็คือ Chowhuay.com มีสินค้าทุกอย่างเหมือนเวลาที่คุณไปเดินซุปเปอร์มาร์เก็ต ถ้าคุณสั่งซื้อสินค้าตอนเช้า สินค้าจะไปส่งที่บ้านตอนบ่าย ถ้าคุณสั่งซื้อตอนบ่าย สินค้าจะไปส่งในเช้าวันรุ่งขึ้น ซึ่งผมก็เกิดคำถามขึ้นว่าแล้วทำไมผมจะต้องเข้าเว็บในตอนบ่ายเพื่อซื้อสินค้าด้วยล่ะ ในเมื่อเวลาเลิกงานแล้วผมก็ไปเดินซื้อของก่อนกลับบ้านได้ เว็บนี้ปิดตัวไปในปี 2001

ทำไมโมเดลธุรกิจบางอย่างถึงไปได้ไม่เลว แต่บางโมเดลกลับดิ่งลงเหว?


E-Business Model 2.0 - Make people's life easier

หลังจากผ่านพ้นช่วง Dot-bomb ผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจดอทคอม ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ เจ้าของเงินทุน หรือแม้แต่เจ้าหนี้ ต่างก็ตระหนักถึงภาพลวงตาของธุรกิจนี้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทุกคนต่างค้นหาว่าปัจจัยอะไรที่จะทำให้ธุรกิจดอทคอมประสบความสำเร็จได้ จึงเป็นที่มาของยุค 2.0 ซึ่งผมเรียกว่ายุค Make people's life easier หรือการทำให้ชีวิตของคนเราง่ายขึ้น

มี framework หนึ่งที่เกี่ยวข้องกับโลกยุค 2.0 อย่างมาก นั่นก็คือ The Transaction Triangle

ถ้าคุณเป็นพ่อบ้านแสนดีเข้าครัวเพื่อทำไก่อบให้แฟนทาน คุณก็จะต้องไปหาซื้อไก่ก่อน โดยมีทางเลือกให้คุณสองทาง คือการซื้อจากหน้าฟาร์ม CPF ที่นครปฐม ราคาตัวละ 30 บาท หรือซื้อจากห้างเทสโก้โลตัสแถวบ้านคุณ ราคาตัวละ 50 บาท คุณจะซื้อไก่จากที่ไหน?

Comparable Chicken Sale in CPF and Tesco Lotus

คนส่วนใหญ่มักจะตอบได้เลยว่าซื้อจากเทสโก้โลตัสสิ เพราะมันอยู่ใกล้บ้านกว่าฟาร์ม CPF นี่แหละครับที่เรียกว่า Transaction Cost เพราะถ้าคุณไปซื้อจากฟาร์ม CPF ถึงแม้ว่าจะขายไก่ในราคาเพียง 30 บาท แต่คุณอาจจะต้องเสียค่าเดินทางถึง 200 บาท รวมแล้วไก่ตัวนี้จะมีมูลค่า 230 บาท ขณะที่เทสโก้โลตัสขายไก่ที่ราคา 50 บาท ก็เพราะว่ามีต้นทุนค่าขนส่งและการจัดการอีก 15 บาท และอาจจะขอกำไรไว้ 5 บาท แต่คุณมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปที่ห้างเพียง 20 บาท ถึงแม้ว่าราคาไก่จะสูงถึง 50 บาท แต่โดยรวมแล้วคุณจะจ่ายเพียง 70 บาทเพื่อให้ได้ไก่มา เมื่อเทียบกับ CPF ที่จะต้องเสียถึง 230 บาท

Transaction Cost มีอะไรบ้าง? ถ้าว่ากันตามตำรา Management Strategy ของ Daniel F. Spulber ก็มีทั้งหมด 5 อย่าง

  1. Fixed cost of exchange คือต้นทุนคงที่ที่เกิดจากการแลกเปลี่ยน เช่น CPF คงไม่อยากลงทุนระบบ Point of Sale ที่หน้าฟาร์มเพื่อขายปลีกไก่ ไม่อยากทำระบบแคชเชียร์ ไม่อยากจ้างพนักงานยิงบาร์โค้ด ไม่อยากติดตั้งเครื่องรูดบัตรเครดิต เพราะระบบเหล่านี้มันเป็นต้นทุนคงที่ และคงไม่คุ้มถ้าจะเอามาใช้เพื่อขายไก่เพียงอย่างเดียว ขณะที่เทสโก้โลตัสมีระบบนี้ไว้เพื่อให้ความสะดวกแก่ลูกค้ามากที่สุด และระบบ POS ของเทสโก้โลตัสไม่ได้มีไว้เพื่อขายไก่เพียงอย่างเดียว แต่ยังขายเครื่องดื่ม ขายขนมขบเคี้ยว ขายแชมพู ขายเสื้อผ้า ฯลฯ
  2. Search costs คือต้นทุนที่เกิดขึ้นเพื่อให้คนสองคนหากันจนเจอ เช่น ถ้าไม่มีห้างค้าปลีกใดๆ เลย ไม่มีร้านค้าปลีก ไม่มีตลาดสด และคุณไม่อยากซื้อไก่จากฟาร์ม CPF แล้วคุณจะไปซื้อไก่จากที่ไหน? คุณจะต้องมีต้นทุนเท่าไหร่ในการค้นหาฟาร์มขายไก่ฟาร์มอื่น?
  3. Communication costs คือต้นทุนของการแลกเปลี่ยนข้อมูล เช่น ถ้าคุณพอจะหารายชื่อฟาร์มขายไก่รายอื่นมาได้แล้ว แต่คุณก็ยังไม่ทราบว่าฟาร์มนั้นมีไก่ประเภทไหนขายบ้าง ไซส์ของไก่เป็นอย่างไร และขายในราคาเท่าไหร่ คุณก็ต้องโทรศัพท์ถามเจ้าของฟาร์ม แล้วลองคิดดูว่าถ้ามีลูกค้ารายย่อยแบบคุณโทรถามสักวันละ 100 คน เจ้าของฟาร์มคงไม่ได้เลี้ยงไก่กันพอดี
  4. Information costs คือต้นทุนในการรวบรวมข้อมูลจำนวนมาก เช่น ถ้าคุณมีรายชื่อฟาร์มไก่ 10 แห่ง คุณก็จะต้องโทรเช็คทุกฟาร์มเพื่อจะได้รู้ว่าราคาไก่ของฟาร์มไหนขายถูกที่สุด
  5. Monitoring costs คือต้นทุนความน่าเชื่อถือ เช่น ถ้าคุณซื้อไก่ตรงจากฟาร์มไก่ คุณจะทราบได้อย่างไรว่าไก่จากฟาร์มนั้นไม่ติดเชื้อไข้หวัดนก แต่ถ้าคุณซื้อจากเทสโก้โลตัส อย่างน้อยคุณก็พอจะมั่นใจได้ว่าห้างได้ทำการตรวจสอบฟาร์มไก่มาในระดับหนึ่งแล้ว เพราะถ้ามีคนซื้อไก่จากห้างนี้แล้วติดเชื้อไข้หวัดนก ทางห้างก็อาจจะเสื่อมเสียชื่อเสียงได้

พวกนี้คือทฤษฎีครับ แต่ผมมักจะขี้เกียจจำ ผมก็จะเหมารวมเอาเลยว่า Transaction Cost คือต้นทุนที่ทำให้ชีวิตของคุณลำบากขึ้นนั่นเอง

แต่โดยปกติแล้วเรามักจะไม่ค่อยรู้สึกกันว่าชีวิตของเราตอนนี้มันลำบากอะไร เป็นเพราะเราเคยชินกับการใช้ชีวิตแบบนี้อยู่ ให้ลองนึกย้อนไปในสมัยที่คุณยังเป็นนักเรียน (สำหรับคนที่เป็นนักเรียนในยุคที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ตนะครับ) ถ้าครูสั่งให้คุณทำรายงาน คุณจะต้องทำอย่างไรบ้าง? วิธีที่ผมทำก็คือการเดินเข้าห้องสมุด ยืนเลือกหนังสือที่ดูน่าจะเกี่ยวข้องกับหัวข้อรายงานของผม เพื่อที่จะพบว่าหนังสือเล่มนี้ยังไม่ใช่ แล้วก็หยิบใส่ที่เดิม จากนั้นก็หาเล่มอื่นๆ ต่อไปจนพบ เดินไปที่บรรณารักษ์ ทำเรื่องขอยืมหนังสือกลับบ้าน พอถึงบ้านก็เปิดหาเนื้อหาที่จะเอามาสรุปเป็นรายงานได้

แต่ถ้าลองถามนักเรียนในสมัยนี้ดูสิครับว่าทำรายงานกันอย่างไร คำตอบก็คือเข้า Google ค้นข้อมูลกันทั้งนั้น ในสมัยก่อนเราไม่ได้รู้สึกลำบากอะไรกับการใช้บริการห้องสมุด แต่ถ้าให้นักเรียนสมัยนี้ไปค้นหนังสือจากห้องสมุด เขาก็จะรู้สึกว่ามันลำบาก เพราะ Google ได้ช่วยลด Transaction Cost ให้กับเขาเรียบร้อยแล้ว เขาเคยชินกับความสบายแบบนี้ไปแล้ว

เมื่อเรารู้แล้วว่าชีวิตของมนุษย์ชอบอะไรที่ง่ายๆ ดังนั้น ถ้าเราค้นพบว่ายังมีอะไรที่ทำให้ชีวิตมนุษย์ยุ่งยากอยู่ เราก็สามารถสร้างธุรกิจรูปแบบใหม่ขึ้นมาเพื่อช่วยให้พวกเขาเหล่านั้นมีชีวิตที่ง่ายขึ้น


กรณีศึกษาของ Compaq และ Dell

เมื่อสิบปีที่แล้ว บริษัท Compaq เป็นบริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลยักษ์ใหญ่ของโลก การขายคอมพิวเตอร์ของ Compaq ก็เป็นเช่นเดียวกับการขายไก่ของ CPF ก็คือตัวเองวางตัวเป็นเพียงผู้ผลิต ส่วนงานขายปลีกให้เป็นหน้าที่ของร้านค้าปลีก ซึ่งในกรณีนี้ก็คือร้าน Best Buy ที่เป็นห้างค้าปลีกด้านอิเล็คทรอนิคส์และคอมพิวเตอร์

เมื่อ Compaq ผลิตคอมพิวเตอร์ขึ้นมา ก็ส่งไปให้ Best Buy ขาย ลูกค้าก็ไม่ต้องเดินทางมาถึงโรงงานของ Compaq แต่เดินทางไปที่ Best Buy สาขาใกล้บ้าน ก็สามารถหาซื้อคอมพิวเตอร์ที่ต้องการได้แล้ว ดูเหมือนว่าชีวิตของลูกค้าก็ไม่ได้ลำบากอะไรเลย

แต่แล้ววันหนึ่ง Dell ก็เข้ามาสู่อุตสาหกรรมนี้ บริษัทที่ก่อตั้งโดยชายหนุ่มที่ชื่อ Michael Dell เขาเริ่มธุรกิจของเขาตั้งแต่เป็นนักศึกษาปีหนึ่ง ด้วยการรับจ้างทำงานจิปาถะด้านฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ เช่น การ format ฮาร์ดดิสก์ การใส่แรมเพิ่ม เป็นต้น จุดเริ่มต้นของเขาอาจจะแตกต่างจากมหาเศรษฐีไอทีคนอื่นๆ คนอื่นอาจจะเริ่มธุรกิจจากโรงรถ แต่ Michael Dell เริ่มธุรกิจจากห้องน้ำในหอพัก ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าพ่อแม่ของ Michael Dell อยากให้เขาตั้งใจเรียนหนังสือมากกว่า เวลาที่พ่อแม่มาเยี่ยมที่หอพัก Michael Dell ก็ต้องย้ายคอมพิวเตอร์ทั้งหลายไปฝากไว้ในห้องน้ำของห้องเพื่อน

ต่อมา Michael Dell ได้ขยายธุรกิจไปเป็นการประกอบคอมพิวเตอร์เพื่อขายให้กับบริษัทต่างๆ และเมื่ออินเทอร์เน็ตเริ่มบูม Dell จึงได้สร้างเว็บไซต์สำหรับขายคอมพิวเตอร์ตรงถึงมือลูกค้า ลูกค้าเพียงเข้าเว็บเพื่อเลือกสเป็กคอมพิวเตอร์ที่ต้องการ จากนั้น Dell จะจัดส่งคอมพิวเตอร์ให้ภายใน 1 - 3 วัน

ในกรณีนี้ Dell ได้ทำการตัดตัวกลางคือ Best Buy ออกไป สิ่งที่ลูกค้าได้อย่างแรกก็คือราคาคอมพิวเตอร์ที่ถูกลงอย่างมากเมื่อเทียบกับ Compaq เพราะลูกค้าไม่ต้องจ่ายให้กับตัวกลาง อย่างที่สองคือลูกค้าจะได้รับคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ล่าสุดจริงๆ เพราะ Dell จะประกอบหลังจากที่ได้รับออเดอร์จากลูกค้าแล้วเท่านั้น ต่างจาก Compaq ที่ต้องคาดการณ์ก่อนว่าคอมพิวเตอร์แต่ละรุ่นจะมียอดขายมากน้อยแค่ไหน จากนั้นจึงผลิตตามที่คาดการณ์ไว้ แล้วจัดส่งไปให้ Best Buy แล้วลูกค้าถึงจะมาเลือกซื้อ จำนวนวันที่กว่าคอมพิวเตอร์จะไปถึงมือลูกค้าอาจจะสูงถึง 45 วัน ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นตกรุ่นได้แล้ว ขณะที่ Dell สามารถขายคอมพิวเตอร์ที่ใช้ CPU รุ่นใหม่ของ Intel ได้ในวันเดียวกับที่ Intel เปิดตัว CPU รุ่นใหม่

แต่สิ่งที่ Dell ได้รับนั้นมากกว่าที่ลูกค้าได้รับเสียอีก Dell เก็บเงินจากลูกค้าที่จ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตก่อน แล้วจึงส่งของให้ลูกค้า ขณะที่ Compaq จะต้องให้ credit term แก่ Best Buy กว่าจะเก็บเงินได้ก็ผ่านไปหนึ่งเดือนแล้ว ทำให้ Dell ได้เปรียบเรื่องต้นทุนเงินทุนมากกว่า Compaq สภาพคล่องจึงสูงกว่ามาก

ถ้าเราลองวาดสามเหลี่ยม Transaction ออกมา จะพบว่าราคาคอมพิวเตอร์ที่ Dell ขาย PD รวมกับ Transaction Cost T3 แล้ว ยังน้อยกว่าราคาคอมพิวเตอร์ของ Compaq PC รวมกับ Transaction Cost T1 และ T2 นี่จึงเป็นเหตุผลว่าโมเดลการตัดตัวกลางของ Dell สามารถเอาชนะโมเดลของ Compaq ได้

The Transaction Triangle of Computer Manufacturer Compaq and Dell

แล้วถ้า Compaq จะขายตรงผ่านหน้าเว็บตัวเองบ้างล่ะ? คำตอบก็คือทำได้ยากและต้องใช้เวลามาก เพราะการทำแบบนั้นคือการทำลาย Best Buy ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ของ Compaq อีกทั้ง Compaq ยังขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หลายอย่างผ่าน Best Buy การเปลี่ยนโมเดลมาขายตรงจะทำให้เกิด Channel Conflict ขึ้นทันที ต่างกับ Dell ที่ไม่เคยอาศัยตัวกลางมาก่อนอยู่แล้ว Dell ก็เลยกลายเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมประกอบคอมพิวเตอร์ได้อย่างง่ายดาย ขณะที่ Compaq ก็ตกต่ำลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายต้องควบรวมกิจการกับ HP


กรณีศึกษาของ PantipMarket.com

ถ้าคุณเป็นเจ้าของรถยนต์และอยากจะขายเพื่อไปซื้อรถคันใหม่ โดยที่คุณไม่มีเพื่อนคนไหนที่กำลังอยากซื้อรถมือสองเลย และคุณก็ไม่อยากขายให้เต๊นท์รถมือสองเพราะจะถูกกดราคา คุณจะทำอย่างไร?

หรือถ้าคุณเป็นคนที่อยากซื้อรถมือสอง โดยที่คุณไม่รู้จักเพื่อนคนไหนที่กำลังอยากขายรถ และคุณก็ไม่อยากซื้อจากเต๊นท์เพราะเต๊นท์ขายแพง คุณจะทำอย่างไร?

คำตอบก็คือการใช้บริการจาก Classifieds นั่นเอง ธุรกิจนิตยสาร Classifieds เกิดขึ้นได้ก็เพราะทั้งผู้ขายและผู้ซื้อต่างก็มี Search Costs ในการค้นหาซึ่งกันและกัน ผู้ขายจึงเลือกที่จะลงประกาศขายรถยนต์ใน Classifieds ซึ่งอาจจะลงฟรี หรือแบบเสียเงินเพื่อให้โฆษณาเด่นชัดมากขึ้น ส่วนผู้ซื้อก็ยินดีที่จะซื้อนิตยสาร Classifieds ในราคาถูกมานั่งเลือกรถยนต์มือสองรุ่นที่ตัวเองต้องการ (T2 + T3 < T1)

The Transaction Triangle of Classifieds

แต่เมื่ออินเทอร์เน็ตเกิดขึ้น โมเดลนิตยสาร Classifieds ก็ถูกท้าทายจากคู่แข่งที่มาในรูปแบบดิจิตอลที่มีต้นทุนต่ำกว่า หนึ่งในคู่แข่งเหล่านั้นก็คือเว็บ PantipMarket.com

PantipMarket.com ใช้โมเดลแบบเดียวกับนิตยสาร Classifieds คือการเป็นตัวกลางเพื่อเชื่อมผู้ขายกับผู้ซื้อให้พบกัน แต่ PantipMarket.com โดดเด่นกว่าในแง่ของ Transaction Cost ที่ต่ำกว่า ทั้ง Transaction Cost ในฝั่งผู้ขาย (T4 < T2) และ Transaction Cost ในฝั่งผู้ซื้อ (T5 < T3)

ในฝั่งผู้ขายนั้น PantipMarket.com ช่วยให้ผู้ขายสามารถลงประกาศขายสินค้าได้ทันที ไม่ต้องรอ 15 วันเหมือนนิตยสาร ผู้ขายสามารถปรับแต่งแก้ไขประกาศของตัวเองได้ตลอดเวลา ถ้าลงเบอร์โทรศัพท์ผิดก็แก้ไขได้ทันที แต่ถ้านิตยสารลงเบอร์โทรผิดก็แก้อะไรไม่ได้เลย นอกจากนี้ถ้าผู้ขายสามารถขายสินค้าได้แล้ว จะลบประกาศของตัวเองออกเมื่อไหร่ก็ได้ ต่างกับนิตยสารที่ลบอะไรออกไม่ได้ ถึงจะขายสินค้าได้แล้วแต่ก็ยังต้องคอยรับโทรศัพท์อยู่เรื่อยๆ

ส่วนในฝั่งผู้ซื้อ จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่าพฤติกรรมการค้นหาสินค้าที่ต้องการจะแตกต่างกัน สำหรับนิตยสาร ผู้ซื้อจะต้องคอยกวาดสายตาไปตามคอลัมน์ที่มีตัวหนังสือเล็กจิ๋ว เมื่อพบสินค้าที่สนใจแล้ว ก็อาจจะใช้ปากกาไฮไลท์วงเอาไว้ หรือไม่ก็ตัดโฆษณานั้นออกมาจากนิตยสารเลย ขณะที่ PantipMarket.com ช่วยให้ผู้ซื้อสามารถค้นหาสินค้าที่ตัวเองต้องการได้ง่ายๆ ด้วยระบบ Search เมื่อผู้ซื้อค้นเจอแล้วก็ Bookmark ไว้ได้ทันที

นี่คือการทำให้ชีวิตของคนเราง่ายขึ้นแบบเห็นได้ชัด จนทำให้เกิดโมเดล Online Classifieds ขึ้นมาได้ ยอดขายของธุรกิจนี้จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะสวนทางกับยอดขายของนิตยสาร Classifieds ที่จะค่อยๆ ลดลงเนื่องจากการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค และยังประสบปัญหาต้นทุนกระดาษที่สูงขึ้นอีก


กรณีศึกษาของ Google AdWords และ Google AdSense

เว็บมาสเตอร์ในยุคก่อนมีชีวิตที่ค่อนข้างลำบากกว่าเว็บมาสเตอร์ในยุคปัจจุบัน เพราะนอกจากจะต้องทำเว็บแล้ว ยังต้องวิ่งหาลูกค้ามาลงโฆษณาในเว็บอีก

ส่วนผู้ซื้อโฆษณาก็เหนื่อยไม่แพ้กัน ตัวเองก็ไม่ได้รู้จักเว็บไซต์มากนัก ไม่รู้ว่าจะไปหาเว็บไซต์ที่ไหนเพื่อโฆษณาสินค้าของตัวเองดี ถึงแม้จะหาเว็บไซต์ที่ตรงกลุ่มเป้าหมายได้แล้ว ก็ยังต้องคอยโทรสอบถามราคาค่าโฆษณาและจำนวนคนเข้าเว็บอีก

ปัญหาความลำบากของชีวิตทั้งคู่จบลงเมื่อ Google อาสาเข้ามาเป็นตัวกลางเพื่อเชื่อมคนทั้งสองเข้าด้วยกัน โดย Google นำเสนอผลิตภัณฑ์ Google AdSense ให้แก่เว็บมาสเตอร์ที่อยากมีรายได้จากการทำเว็บ แต่ไม่อยากวิ่งหาโฆษณาเอง และยังนำเสนอ Google AdWords แก่ผู้ซื้อโฆษณาที่อยากเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยไม่ต้องเหนื่อย

The Transaction Triangle of Google AdWords and Google AdSense

โมเดลนี้น่าจะเป็นที่คุ้นเคยของคนในวงการดอทคอมกันดีอยู่แล้ว แต่ที่น่าสนใจก็คือเราสามารถเป็นตัวกลางของตัวกลางได้อีก เช่น เว็บมาสเตอร์บางคนอาจจะบอกว่า Google AdSense ยิงโฆษณาที่ไม่ค่อยตรงกลุ่มเป้าหมายมาให้ ทำให้ไม่ค่อยมีคนคลิก เว็บก็เลยไม่ได้เงิน เว็บมาสเตอร์ก็อาจจะไปใช้บริการของ Online Agency แทน เพื่อให้ช่วยหาผู้ซื้อโฆษณาที่ตรงกลุ่มกว่านี้ จ่ายแพงกว่านี้

ในฝั่งผู้ลงโฆษณาก็เช่นกัน บางคนอาจรู้สึกว่า Google AdWords นั้นใช้งานยาก และไม่อยากจะอิงกับเครือข่ายของ Google เพียงรายเดียว อาจจะอยากใช้ของ Yahoo! บ้าง แต่ก็ไม่ค่อยมีความรู้ด้านนี้มากนัก ไม่รู้ว่าควรจะใช้คีย์เวิร์ดไหนถึงจะดีที่สุด การใช้บริการจาก Online Agency อาจจะช่วยให้งานต่างๆ ง่ายขึ้นได้

ในโลก 2.0 ยังมีคนที่เป็นตัวกลางของตัวกลางอีกหลายคน อย่างเช่นคนที่เป็น Search Engine Optimizer ก็เป็นตัวกลางของตัวกลาง เขารู้ว่า Search Engine คือตัวกลางที่เชื่อมผู้ใช้เว็บกับผู้ทำเว็บเข้าหากัน แต่ผู้ทำเว็บหลายคนไม่รู้ว่าจะทำให้เว็บของตัวเองติดอันดับดีๆ ได้อย่างไร อาชีพ SEO จึงเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นตัวกลางระหว่างผู้ทำเว็บกับ Search Engine อีกที


4 วิธีการในการสร้างโมเดลธุรกิจ 2.0

วิธีแรกคือการตัดตัวกลางทิ้ง เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของสินค้าหรือบริการ และมองเห็นวิธีการเปลี่ยนจากโมเดลเดิมๆ เป็นโมเดลใหม่ที่ทำให้ราคาสินค้าและต้นทุนความลำบากของลูกค้าลดลง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องระวังด้วยว่าการตัดตัวกลางจะทำให้กระทบกับธุรกิจของเราหรือเปล่า

Disintermediary Model

วิธีที่สองคือการค้นหาคนสองคนที่ชีวิตลำบากอยู่ แล้วเข้าไปเป็นตัวกลางที่จะช่วยให้ชีวิตของพวกเขาง่ายขึ้น ช่วยลดต้นทุนความลำบากของพวกเขาลง

Be Intermediary Model

วิธีที่สามคือกรณีที่มีตัวกลางอยู่แล้ว แต่อยากจะเข้าไปแข่งขันด้วย ก็ต้องใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้เต็มที่ เพื่อลดต้นทุนความลำบากให้น้อยกว่าของคู่แข่งเดิม

Transaction Reduction Model

วิธีสุดท้ายคือการเป็นตัวกลางของตัวกลาง บ่อยครั้งที่ตัวกลางที่มีอยู่แล้ว อาจจะยังให้ความสะดวกที่ไม่เพียงพอ อาจจะมีอุปสรรคหลายอย่างขวางอยู่ เช่น ความยุ่งยากในการเรียนรู้เพื่อใช้งาน อุปรรคด้านภาษา ขั้นตอนต่างๆ ที่ยุ่งยาก อุปสรรคเหลานี้จะทำให้เกิดตัวกลางของตัวกลางขึ้น แต่คนที่คิดจะเป็นตัวกลางของตัวกลางก็ต้องระวังว่าสักวันหนึ่งอาจจะถูกตัดตอนจากการเป็นตัวกลางก็ได้ เพราะตัวกลางที่แท้จริงก็จะพยายามลดอุปสรรคยุ่งยากต่างๆ ให้น้อยลงเรื่อยๆ เช่นกัน

Intermediary of Intermediaries

ถ้าคุณอยากเป็นเศรษฐีไฮเทค ลองนึกดูสิครับว่าทุกวันนี้ยังมีอะไรที่ทำให้ชีวิตของคุณลำบากอยู่บ้าง?

สามารถดาวน์โหลดไฟล์ Presentation ของบทความนี้ได้ที่ Apisilp_Next_E-Business_Model.ppt

วันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2550

สิ่งที่ผมได้จากการเขียนบล็อก... 1. ซอฟท์แวร์ Notifier2 Full Version ฟรี 2. นิตยสาร Computer Chiang Mai ฟรี

หลังจากที่ผมเขียนบล็อกนี้มาได้สองเดือน ก็มีเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นเกิดขึ้นกับผมถึงสองเรื่อง

เรื่องแรกเกี่ยวข้องกับบทความเรื่อง Notifier2 เช็ค mail มาใหม่ทั้ง Hotmail, Yahoo!, Gmail แถมเช็คคลิกใน AdSense ได้อีกต่างหาก ที่ผมเขียนรีวิวซอฟท์แวร์ที่ชื่อ Notifier2 ไว้ว่าเป็นโปรแกรมเล็กๆ ที่ฝังอยู่ที่ System Tray และจะคอยเช็ค e-mail มาใหม่ได้ทั้งค่าย Hotmail Yahoo! และ Gmail แถมยังเช็คยอดคลิก Google AdSense ได้อีกด้วย

ปรากฎว่าเพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น ฝรั่งที่เป็นผู้พัฒนาซอฟท์แวร์ตัวนี้ได้ส่ง e-mail มาถึงผม บอกว่าเขาเข้ามาเจอบล็อกของผมที่มีลิงค์ไปหาเว็บ Notifier2 แต่เขาอ่านภาษาไทยไม่ออก เขาคลำหา e-mail address ของผมจนเจอ ก็เลยส่งมาถามผมว่าบล็อกของผมมีเนื้อหาเกี่ยวกับซอฟท์แวร์ของเขาหรือเปล่า ผมก็ส่ง e-mail ตอบกลับไปว่าผมชอบซอฟท์แวร์ของเขามาก ก็เลยเขียนรีวิวลงบล็อก

เจ้าของซอฟท์แวร์ก็เลยขอบคุณกลับมา แล้วบอกว่าจะส่งซอฟท์แวร์ Full Version มาให้ผมถ้าผมต้องการ แน่นอนสิครับ ของฟรีใครก็ชอบ ผมก็ตอบรับทันที แต่ก็ต้องไว้เชิงหน่อยด้วยการให้คอมเมนต์กลับไปถึงเขาด้วย โดยผมบอกว่าถ้าซอฟท์แวร์ตัวนี้สามารถเช็ค e-mail จาก Google Apps ได้ด้วยก็จะดีมาก เพราะตอนนี้กระแสเรื่อง Google Apps ในบ้านเราก็เริ่มมาแล้ว โรงเรียนในต่างจังหวัด และธุรกิจ SME บางแห่งก็เริ่มใช้งานกัน ซึ่งผมมองว่าธุรกิจ SME หลายแห่งมีการใช้ e-mail เพื่อพูดคุยกับลูกค้า ถ้ามีโปรแกรมตัวเล็กๆ อย่าง Notifier2 ที่คอยเตือนเมื่อมี e-mail ใหม่เข้ามาก็คงจะดีไม่น้อย จะได้ตอบ e-mail ได้อย่างรวดเร็วโดยที่ไม่ต้องเปิดบราวเซอร์แช่ไว้ที่หน้า Gmail ตลอดเวลา

ทางเจ้าของซอฟท์แวร์ก็รับไอเดียของผมไป คาดว่าอีกไม่นานคงจะมีความสามารถนี้ให้ใช้งานกัน

ส่วนตอนนี้ผมก็ได้ซอฟท์แวร์ Full Version มาใช้งานฟรีครับ สามารถเช็ค e-mail ได้ไม่จำกัดจำนวน และตั้งเวลาให้เช็คบ่อยกว่า 15 นาทีได้ด้วยครับ

เรื่องตื่นเต้นเรื่องที่สองก็คือบทความในบล็อกผมได้ลงตีพิมพ์ในนิตยสารน้องใหม่ที่ชื่อ Computer Chiang Mai เป็นนิตยสารที่จับกลุ่มคนอ่านในจังหวัดเชียงใหม่โดยเฉพาะครับ เมื่อเดือนที่แล้ว บ.ก. ของนิตยสารได้ติดต่อผมมาเพื่อขอนำบทความไปลงในนิตยสาร ผมเองก็ยินดีให้นำไปลงได้ (ใครอยากนำบทความของผมไปใช้ กรุณาติดต่อมาหน่อยนะครับ) ซึ่งมีผลดีในแง่ที่จะได้เผยแพร่เรื่องราวในแวดวงดอทคอมจากมุมมองเชิงธุรกิจให้กว้างขวางมากขึ้น และก็เหมือนผมได้โปรโมทบล็อกนี้ผ่านทางหน้านิตยสารด้วย

วันนี้ผมเพิ่งได้รับนิตยสารที่ทางผู้จัดทำส่งมาให้ ซึ่งเป็นฉบับแรกที่มีบทความของผม บทความแรกที่ถูกนำไปตีพิมพ์ก็คือเรื่อง Google Convergence ยิ่งรวมกัน ชีวิตยิ่งดีขึ้น โดยไม่ต้องมีปาติหาน ตำแหน่งหน้าในนิตยสารที่บทความผมได้ลงตีพิมพ์ต้องถือว่าอยู่ในตำแหน่งที่ดีมาก เป็นคอลัมน์ที่สองของเล่มเลย รู้สึกเป็นเกียรติมากครับที่จะได้ใกล้ชิดกับผู้อ่านชาวเชียงใหม่มากขึ้น ใครที่อยู่เชียงใหม่ก็อย่าลืมอุดหนุนนิตยสาร Computer Chiang Mai นะครับ

ปิดท้ายด้วยเรื่องที่ผมไปพบเข้าในบล็อก Keng.com Pay per post ในไทย เกิดจริงหรือ? เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากครับถ้าเราสามารถสร้างรายได้จากการเขียนบล็อกได้ อาชีพ Blogist ก็จะเกิดขึ้นในไทยทันที ผมมองว่าบล็อกเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เจ้าของสินค้าหรือบริการสามารถใช้เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม บล็อกที่เขียนดีๆ สามารถสร้างการตัดสินใจซื้อได้ทันทีครับ

วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

งานสัมมนา Next E-Business Model 2.0

โครงการสัมมนา ม.รังสิต และ บริษัท ไทยเวนเจอร์ดอท คอม จำกัด
เรื่อง Next E-Business Model 2.0
วัน/เวลา เสาร์ 9 มิถุนายน 2550 13.00 -16.30 น.
สถานที่ ณ ศูนย์ศึกษาสาธรธานี ม.รังสิต อาคารสาธรธานี ชั้น 7 ห้อง 701
จัดโดย มหาวิทยาลัยรังสิต และ บริษัทไทยเวนเจอร์ ดอท คอม จำกัด

หลักการและเหตุผล

มหาวิทยาลัยรังสิต และ บริษัทไทยเวนเจอร์ ดอทคอมจำกัด มีความประสงค์ให้บริการความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต โดยหัวข้อนี้เน้นไปที่เรื่องของ โมเดลธุรกิจของอินเทอร์เน็ต

ความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจบนโลกอินเทอร์เน็ตได้เปลี่ยนไปเริ่มมีศัพท์ใหม่ว่า Web 2.0 ทำให้โมเดลธุรกิจเปลี่ยนไป คนยุคเก่าบนโลกอินเทอร์เน็ต 1.0 ปรับเปลี่ยนตัวเองไม่ทัน และปัจจุบันมีคนรุ่นใหม่ที่สร้างธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตด้วยความรู้ทางเทคโนโลยี ด้วยการสร้างโมเดลธุรกิจจาก Web 2.0 , ตัวแทนการขายสินค้า (affiliate program) , การนำโฆษณามาติดที่เว็บไซค์ (google adsense) มีคนไทยที่ประสบความสำเร็จจากรูปแบบดังกล่าวและให้ความรู้ในวงกว้างมาแล้ว

การสัมมนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรที่มีความรู้ได้รับการยอมรับว่าเก่งที่สุดและอยู่แนวหน้าในระดับประเทศ และมีความสามารถทัดเทียมกับชาวต่างประเทศเพราะสามารถแข่งขันธุรกิจนี้กับชาวต่างประเทศ โดยแต่ละท่านจะมาแบ่งปันประสบการณ์ในการปรับเปลี่ยน Business Model , เทคนิคการแสวงหาความรู้บนโลกอินเทอร์เน็ต , รูปแบบธุรกิจแห่งอนาคต , รายได้จากสินค้าที่เป็น digital มีอะไรบ้าง , การสร้างชุมชนออนไลน์ , การสร้างกฎเกณฑ์ใหม่ในธุรกิจ , การเบียดแย่งชิงพื้นที่จากรายเก่า , กลยุทธ์การสู้กับฝรั่ง , ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้โมเดลเปลี่ยน , โอกาสของตลาดใหม่ , การบริหารทีมงานในต่างประเทศ

เชื่อว่าการสัมมนาครั้งนี้เป็นสุดยอดการรวมของผู้ประสบความสำเร็จที่เป็นแรงบันดาลใจของคนรุ่นใหม่ในประเทศไทย และการสัมมนาครั้งนี้จะทำให้คนไทยได้รับความรู้บนโลกอินเทอร์เน็ตเท่าทันและสามารถแข่งขันกับชาวต่างประเทศได้

จุดประสงค์

  1. บริการวิชาการให้กับผู้สนใจ ซึ่งเนื้อหาของการบรรยายหาฟังได้ยาก
  2. เพื่อให้รู้จักแนวคิดของโมเดลทางธุรกิจบนโลกอินเทอร์เน็ต
  3. เชื่อมโยงสร้างองค์ความรู้อินเทอร์เน็ตให้กับสังคมไทย
  4. เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างผู้ประกอบการใหม่
  5. เป็นการส่งเสริมผู้ที่ประสบความสำเร็จและเป็นแบบอย่างให้กับคนรุ่นใหม่ได้รู้จักและนำวิธีการทำงานความสำเร็จไปประยุกต์ใช้กับชีวิตส่วนตัวและธุรกิจ
  6. องค์ความรู้ในการสัมมนาเป็นการป้องกันความเสี่ยงสำหรับการเริ่มธุรกิจบนโลกอินเทอร์เน็ต

กลุ่มผู้เข้าร่วมสัมมนา

  • กลุ่มผู้สนใจที่ธุรกิจบนโลกอินเทอร์เน็ต
  • ภาคเอกชนที่ต้องการฟังโมเดลใหม่ ๆ บนธุรกิจอินเทอร์เน็ต

วิทยากร

  • ปรเมศวร์ มินสิริ กรรมการผู้จัดการ บัณฑิตเซ็นเตอร์ จำกัด และ ผู้บริหาร Kapook.com
  • อภิศิลป์ ตรุงกานนท์ ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ธุรกิจออนไลน์ ทีมงานรุ่นบุกเบิกผู้วางระบบให้ Pantip.com
  • ธนพล ทรัพย์สมบูรณ์ (โซวบักท้ง) ผู้ก่อตั้ง ThaiSEOBoard.com เจ้าพ่อ google adsense หมายเลขหนึ่งของประเทศไทย
  • ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ผู้แต่งหนังสือ Google Make Me Rich

กำหนดการ

12.30 – 13.00 ลงทะเบียน

13.10 – 13.15 ผู้ช่วยอธิการบดี ฝ่ายการตลาด มหาวิทยารังสิต และ ไทยเวนเจอร์ดอทคอม จำกัด กล่าวต้อนรับและวัตถุประสงค์ของการจัดงานสัมมนา

13.15 – 13.40 วิเคราะห์เจาะลึก e-Business Model ที่อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ชื่อดังของไทยและของโลก ด้วยทฤษฎีจากหลักสูตร MBA โดย อภิศิลป์ ตรุงกานนท์

13.40 – 14.30 Web 2.0 Next Internet Business Model เก็บตกประสบการณ์จากงาน Web 2.0 Expo ที่สหรัฐอเมริกา โดย ปรเมศวร์ มินสิริ

14.30 – 14.50 พักรับประทานอาหารว่าง

14.50 – 15.30 โมเดลธุรกิจออนไลน์ ตัวแทนการขายสินค้าบนโลกอินเทอร์เน็ต Affiliate โดย ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ผู้แต่งหนังสือ Google Make Me Rich

15.30 – 16.10 โมเดลธุรกิจออนไลน์ การหารายได้จากโฆษณาบนอินเทอร์เน็ต (Google adsense) โดย โซวปักท้ง ผู้ก่อตั้งเว็บไซค์ Thaiseoboard.com และ เจ้าพ่อ Google Adsense หมายเลขหนึ่งของไทย

16.10 – 16.30 ตอบคำถาม และร่วมสนุกแจกของรางวัล

งานนี้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ใครสนใจร่วมงาน ลงทะเบียนที่ http://www.thaiventure.com/seminars_detail.php?No=79 ได้เลยครับ

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

Notifier2 เช็ค mail มาใหม่ทั้ง Hotmail, Yahoo!, Gmail แถมเช็คคลิกใน AdSense ได้อีกต่างหาก

ผมเชื่อว่าหลายๆ คนมี free e-mail เยอะมาก ส่วนตัวผมเองมี 1 Hotmail 2 Yahoo! Mail และ Gmail อีกเท่าไหร่ไม่รู้ ขี้เกียจนับ

mail ที่ผมเช็คบ่อยที่สุดก็คือ Hotmail เนื่องจากผมใช้ Windows Live Messenger ด้วย ซึ่งโปรแกรมจะช่วยเตือนทันทีที่มี e-mail ใหม่เข้ามา ทำให้ผมสามารถ take action ได้ทันที

ทีนี้ผมก็ใช้ Yahoo! Mail ด้วย ซึ่งเป็น mail ที่ผมใช้ก่อนจะย้ายมาใช้ Hotmail แทน ผมคงจะไม่ใช้ Yahoo! Mail ถ้าเพื่อนสมัยเรียนมัธยมกับปริญญาตรีไม่ใช้ Yahoo! Group กัน ตอนนี้นานๆ ผมถึงจะเข้าไปเช็ค Yahoo! Mail ที เพื่อดูว่าเพื่อนๆ คุยอะไรกันบ้าง

ส่วน Gmail นี่ใช้เยอะมาก มีทั้งที่ใช้ส่วนตัว เอาไว้รับไฟล์ใหญ่ๆ จากเพื่อนโดยเฉพาะ มีที่ใช้เป็นบัญชี PayPal เอาไว้รับจ่ายเงิน แถมมีที่ไปทำ Google Apps ไว้อีก ซึ่งปกติแล้วก็ไม่ค่อยได้เข้าไปเช็คหรอกครับ

แต่วันนี้ผม setup เว็บไซต์ตัวหนึ่งขึ้นมา เป็นเว็บไซต์ที่ตั้งใจจะเอามาใช้ทำธุรกิจ ซึ่งผมเสียเงินจดโดเมนเพียงอย่างเดียว ส่วนระบบของเว็บไซต์ทั้งหมด ผมใช้ Google Apps (ไว้วันหลังจะเล่ารายละเอียดอีกที) รวมถึง e-mail ของเว็บไซต์นี้ด้วย

ปัญหาเกิดขึ้นเลยครับ ผมเซ็ต e-mail ตัวหนึ่งขึ้นมาเพื่อใช้รับออเดอร์จากลูกค้าโดยเฉพาะ และผมตั้งใจว่าจะตอบ e-mail ลูกค้าให้เร็วที่สุด แต่การใช้ Gmail โดยที่ไม่ได้ใช้ Google Talk ด้วย มันทำให้ผมไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามี e-mail ใหม่เข้ามาหรือเปล่า นอกจากจะเข้าเว็บ Gmail หรือไม่งั้นก็ต้อง forward mail มาที่ Hotmail แทน

ผมก็เลยหาโปรแกรมที่จะช่วยเตือนผมเวลามี e-mail ใหม่เข้ามา คล้ายๆ กับที่ Windows Live Messenger ช่วยเตือน ซึ่งก็ไปเจอ Gmail Notifier เข้า เป็นโปรแกรมของ Google ที่ช่วยแจ้งเตือนเวลามี e-mail ใหม่ ผมก็ดาวน์โหลดมา แต่ลองใช้ดูแล้วรู้สึกไม่ถูกใจ เพราะผมหาที่ตั้งค่า e-mail address ที่ผมต้องการให้เช็คไม่เจอครับ

ผมเลยนึกดูว่ามันน่าจะมีใครที่ทำซอฟท์แวร์คล้ายๆ แบบนี้ออกมา แต่สามารถเช็คได้ทั้ง Gmail, Hotmail และ Yahoo! Mail ก็เลยไปเจอเข้ากับ Notifier2 ที่มีฟีเจอร์ตามที่ผมต้องการ แถมยังใช้เช็คยอดคลิกและยอดเงิน AdSense ของคุณได้อีกต่างหาก

Notifier Screenหน้าตาของโปรแกรม ผมได้เพิ่ม e-mail เข้าไปสองรายการ และ AdSense อีกหนึ่งรายการ วันนี้ยังไม่มีคนคลิก AdSense ของผมเลยครับ ส่วน e-mail มี 1 ข้อความใหม่

Click Previewถ้าคลิกขวาที่ e-mail address แล้วคลิกที่ Preview

Subject Previewโปรแกรมก็จะแสดง subject ของ e-mail ให้ดู

Click GDriveถ้าใช้ Gmail ก็สามารถคลิกขวาแล้วเลือก GDrive ได้

GDrive Filesโปรแกรมจะแสดง attachment ที่อยู่ใน Gmail ให้ดู ซึ่งสามารถ double click ที่ชื่อไฟล์เพื่อเปิดดูไฟล์ได้เลย

คุณสามารถดาวน์โหลดโปรแกรม Notifier2 ได้ฟรีที่ http://www.notifier2.com/download.htm นอกจากนี้ยังมีเวอร์ชั่นเสียเงิน $9.99 ซึ่งมีความสามารถที่สูงกว่าครับ

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

Google เปิด Office ใหม่ที่ Singapore โอกาสของคนไทยที่จะได้สัมผัสกับวัฒนธรรม Google

3 พฤษภาคม 2550 - Google เปิดตัวสำนักงานใหม่ที่สิงคโปร์เพื่อรองรับตลาดท้องถิ่นและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำนักงานใหม่แห่งนี้จะช่วยให้ Google นำบริการโฆษณาบนเว็บไซต์และบริการค้นหาข้อมูลไปสู่ผู้ใช้ ผู้ซื้อโฆษณา และพันธมิตรภายในภูมิภาคนี้ได้ดีขึ้น

สำนักงาน Google สิงคโปร์จะมุ่งเน้นที่การให้บริการทั้งลูกค้า Google AdWords และ Google AdSense เป็นหลัก การเปิดตัวสำนักงานแห่งนี้เป็นไปตามความมุ่งมั่นของ Google ที่จะขยายธุรกิจโฆษณาผ่าน search engine ไปยังตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก ผู้ซื้อโฆษณาบน Google จากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีตั้งแต่ธุรกิจ SME ขนาดย่อม ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ และองค์กรของรัฐ

Lori Sobel ได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าฝ่ายขายประจำสิงคโปร์ ซึ่งดูแลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Sobel มีประสบการณ์กว่าหนึ่งทศวรรษในธุรกิจโฆษณาบนอินเทอร์เน็ต เคยเป็นผู้นำในการสร้างและบริหารทีมขายขนาดใหญ่ และเคยมีประสบการณ์ในการขยายธุรกิจของ Google ในตลาดหลักหลายแห่ง

เมื่อเร็วๆ นี้ ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมาที่เธอทำงานกับ Google ในสำนักงาน New York City เธอช่วยสร้างทีม Business Solutions ซึ่งช่วยสร้างรายได้ก้อนโตให้กับ Google

ก่อนหน้าที่จะทำงานกับ Google Sobel เคยร่วมงานกับ DoubleClick เป็นเวลาห้าปี โดยเป็นหัวหน้าทีมขายสื่อโฆษณาให้แก่บริษัทยักษ์ใหญ่ใน Fortune 1000

"ฉันตั้งใจจะช่วยองค์กรต่างๆ ในสิงคโปร์และในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เข้าใจและได้รับประโยชน์จากการใช้สื่อโฆษณาทั้ง AdWords และ AdSense" Sobel กล่าว "ด้วยการใช้งาน Google องค์กรทั้งภาคเอกชนและภาครัฐจะมีประสิทธิภาพในการดำเนินงานที่ดีขึ้น การสื่อสารที่ดีขึ้น และการจัดจำหน่ายไปทั่วโลก" Sobel เสริม

Richard Kimber กรรมการผู้จัดการ Google เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าวว่า "สภาพแวดล้อมของการออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องมาจากการพัฒนาของอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ และกิจกรรมอีคอมเมิร์ซที่เพิ่มขึ้น"

"เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่เปิดสำนักงานใหม่ในสิงคโปร์ ซึ่งเราสามารถหาคนที่มีความสามารถที่จะช่วยให้ผู้ใช้ของเราเข้าถึงข้อมูลที่พวกเขาต้องการได้ และในเวลาเดียวกัน เราก็ช่วยให้ธุรกิจท้องถิ่นและในภูมิภาคประสบความสำเร็จ"

แปลจาก Google Singapore Office Opened To Server Local Market


ผมเพิ่งกลับจากงานเปิดตัวสำนักงาน Google ที่สิงคโปร์ครับ ทำให้ได้เห็นโอกาสที่คนไทยจะเข้าไปร่วมงานกับ Google ในอนาคตได้ครับ ซึ่งบอกได้เลยว่าวัฒนธรรมในการทำงานดูน่าสนุกจริงๆ ในงานเปิดตัวมีการฉายคลิปวิดีโอบรรยากาศในการทำงานและพนักงานของ Google ในสิงคโปร์ ได้เห็นวิศวกร Google เล่นของเล่นหลายๆ อย่างในที่ทำงานแล้วทำให้รู้สึกว่าอยากเข้าไปเล่นด้วยบ้างจัง

ถ่ายกับป้ายหน้างาน

สำหรับโอกาสที่คนไทยจะได้เข้าไปร่วมงานกับ Google ในช่วงแรกนี้น่าจะเป็นด้านงานขาย งาน Localize หรือการแปลเว็บไซต์ต่างๆ ของ Google ให้เป็นภาษาไทย และงานด้าน Product Evaluation เพื่อดูว่าผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ Google นั้นเข้ากับวัฒนธรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทยหรือเปล่า ใครที่สนใจจะร่วมงานกับ Google ลองเข้าไปดูได้ที่ Google Jobs Singapore ครับ

ป้ายชื่อเข้างานที่มาพร้อมกับ thumb drive ยี่ห้อ Google ความจุ 512 MB (นามสกุลผมสะกดผิดนะครับ)

และในขณะนี้ Google กำลังเจรจากับรัฐบาลสิงคโปร์ว่าจะเข้ามาตั้งศูนย์ R&D ถ้ารัฐบาลตอบรับและต่อรองผลประโยชน์กันลงตัว (คิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไร) Google สิงคโปร์ก็จะต้องการวิศวกรคอมพิวเตอร์เป็นจำนวนมากครับ งานนี้วิศวกรคนไทยมีลุ้นนะ ผมมองว่า Google ยังต้องการคนพัฒนา search engine ให้สามารถตัดคำภาษาไทยได้อยู่

ในงานมีการประกวดออกแบบ Doodle นี่เป็นผลงานของคนไทยที่ได้รับรางวัลกระเป๋ายี่ห้อ Google

นอกจากนี้ ในอนาคต Google อาจจะต้องการพนักงานในตำแหน่ง Community Development ที่ทำหน้าที่เพิ่มฐานผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ Google ให้เพิ่มมากขึ้น คล้ายๆ กับที่ Yahoo! สิงคโปร์ก็มีตำแหน่งนี้ซึ่งเป็นคนไทย หรืออย่าง eBay สิงคโปร์ก็มีเช่นกัน แต่ยังเป็นคนสิงคโปร์ที่ทำหน้าที่ดูแลทั้งภูมิภาคอยู่

พูดคุยกับวิศวกร Google สิงคโปร์เรื่อง Google Earth

ถึงแม้ว่าคนไทยจะมีโอกาสได้ร่วมงานกับ Google ได้มากขึ้น แต่ผู้ที่ทำธุรกิจดอทคอมก็ต้องระวังตัวมากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะผู้ที่มีผลิตภัณฑ์ที่คล้ายคลึงกับ Google ซึ่งจะต้องแข่งขันกับคู่แข่งยักษ์ใหญ่ระดับโลก ที่กำลัง Localize ตัวเองเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ

ขอฝากชื่อตัวเองไว้กับโลโก้ Google หน่อย

แต่ถ้ามองในมุมกลับ ก็อาจจะเป็นโอกาสอันดีก็ได้ บรรยากาศของการ take over เว็บไซต์เหมือนสมัยปี 2542 - 2543 อาจจะกลับมาอีกครั้ง

เราอาจจะได้เห็นข่าวการซื้อกิจการเว็บไซต์ประเภท Blog Provider ด้วยมูลค่าเป็นตัวเลขแปดหลักก็ได้นะครับ

วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2550

Google Convergence ยิ่งรวมกัน ชีวิตยิ่งดีขึ้น โดยไม่ต้องมีปาติหาน

ผมสมัครสมาชิกของ Blogger ไว้ตั้งแต่ปี 2004 ด้วยความที่ตอนนั้นอยากรู้ว่าบล็อกมันต่างจากไดอารี่ยังไง และบล็อกต่างประเทศสามารถทำอะไรได้บ้าง แต่ก็ได้แค่ลองเล่นเฉยๆ ไม่ได้ลงมือเขียนบล็อกจริงจัง เพราะผมเขียนไดอารี่อยู่ที่ DiaryIS อยู่แล้ว

เมื่อไม่นานมานี้ ผมอยากเขียนบล็อกด้านธุรกิจออนไลน์โดยเฉพาะ ก็เลยเปิดบล็อกใหม่แยกออกมาจาก DiaryIS โดยไปสร้างบล็อกไว้กับ Exteen ซึ่งมีโปรแกรมสำหรับเขียนบล็อกที่ใช้งานได้ง่ายมาก เว็บไซต์ก็โหลดได้รวดเร็ว แต่ก็มีข้อเสียตรงที่เว็บไซต์ไม่อนุญาตให้โฆษณาขายของ และไม่สามารถนำโปรแกรมวิเคราะห์คนเข้าบล็อกมาติดได้

ผมลองกลับมาเล่น Blogger ดูอีกครั้ง เนื่องจากเห็นหลายๆ บล็อกที่ใช้บริการ Blogger อยู่ สามารถติดโฆษณาของ Google AdSense ได้ และพอได้ลองเล่นมากขึ้นก็พบว่ามันยอดเยี่ยมมากครับ เลยตัดสินใจย้ายข้อมูลจาก Exteen มาอยู่ที่ Blogger และเริ่มเขียนบทความนี้เป็นบทความแรก

ผมเชื่อว่าทุกคนคงเคยเห็นโฆษณาของ True Convergence ที่เด็กชายมีเงิน 80 บาท ขอซื้อปาติหานเพื่อช่วยให้น้องสาวของตัวเองหายจากโรคที่เป็นอยู่ คำว่า Convergence ในที่นี้เป็นคำศัพท์ทางธุรกิจและถูกใช้อย่างมากในโลกยุคดิจิตอล ซึ่งคำนี้มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า Synergy อย่างมาก โดยคำว่า Synergy หมายถึงการที่สองธุรกิจซึ่งอาจจะเหมือนหรือแตกต่างกันก็ได้ มาผนึกกำลังกันเพื่อสร้างผลประโยชน์บางอย่าง โดยที่ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะมากกว่าที่ต่างคนต่างทำกันเอง แต่คำว่า Convergence มีความหมายที่แคบกว่า โดยเน้นไปที่การรวมกันของสิ่งที่มีความสามารถแตกต่างกัน เช่น โทรศัพท์มือถือสมัยนี้คือการรวมกันของโทรศัพท์ กล้องดิจิตอล และคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก

การเขียนบล็อกที่ Blogger ทำให้ผมเห็นภาพของ Google Convergence ที่ชัดเจนมาก และผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนที่อยากเขียนบล็อกให้เป็นธุรกิจของตัวเองครับ

Convergence อย่างแรกเลยก็คือ Blogger เป็นบริการของ Google ที่ถูกซื้อเข้ามาในปี 2003 นั่นแปลว่าคนที่เขียนบล็อกกับ Blogger ก็จะได้รับประโยชน์จากการใช้เครือข่ายบริการของ Google ไปด้วย เช่น มั่นใจได้ว่าข้อมูลจะไม่สูญหายเหมือนที่ใช้บริการกับผู้ให้บริการบล็อกในไทยหลายๆ ราย เซิร์ฟเวอร์ก็มีความเสถียร เนื่องจากได้รับการดูแลจากวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญของ Google พื้นที่การเขียนบล็อกก็เยอะมากจนอาจเรียกได้ว่าไม่จำกัด (อารมณ์เดียวกับ Gmail) นอกจากนี้ Google Search ก็จะทำดัชนีบล็อกของคุณได้อย่างรวดเร็ว บทความใหม่ของบล็อกคุณจะไปปรากฎบน Google Search ได้ในเวลาไม่นาน (ตอนที่ผมลองทดสอบ Blogger ดูโดยยังไม่ได้เอาบล็อกไปโปรโมทที่ไหน ปรากฎว่าบล็อกของผมก็ติดอยู่ใน Google Search ไปแล้วครับ) และที่สำคัญคือทุกอย่างนี้ฟรีหมดครับ

Convergence อย่างที่สองคือคุณสามารถติดโฆษณา Google AdSense ในบล็อกของคุณได้ จะติดตรงส่วนไหนของบล็อกก็ได้ ติดกี่อันก็ได้ ทำให้คุณไม่ต้องเขียนบล็อกฟรีๆ อีกต่อไป อย่างน้อยก็มีค่าขนมนิดๆ หน่อยๆ จากการโฆษณา ซึ่งยังไม่มีผู้ให้บริการบล็อกในไทยที่ให้ทำแบบนี้ได้ (อาจจะมีแต่ผมยังไม่เคยเห็น) เนื่องจากผู้ให้บริการส่วนใหญ่ยังใช้โมเดลการขายโฆษณาแบบเดิมอยู่ คือต้องการพื้นที่บนบล็อกของคุณเพื่อติดแบนเนอร์โฆษณาที่ลูกค้าขอซื้อ ทั้งนี้เพื่อที่เว็บไซต์จะได้มีรายได้สำหรับการดูแลระบบรวมถึงการพัฒนาบริการใหม่ๆ

Convergence ที่สามคือคุณสามารถนำคลิปวิดีโอจาก YouTube หรือ Google Video ในหัวข้อที่คุณสนใจมาติดในทุกหน้าภายในบล็อกของคุณได้แบบง่ายๆ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ชมบล็อกของคุณสามารถดูวิดีโอได้ทันที

Video clip in Blogger

Convergence ที่สี่คือคุณสามารถนำตัวเก็บสถิติคนเข้าเว็บไซต์ของ Google Analytics มาติดไว้ในบล็อกของคุณได้ ซึ่งจะช่วยให้คุณทราบว่าคนเข้าเว็บไซต์คุณมาจากที่ไหนบ้าง มีจำนวนขาประจำมากน้อยแค่ไหน

Google Analytics in Blogger

ผมเชื่อว่ายังมี Convergence อื่นๆ อีกหลายอย่างที่คนเขียนบล็อกแต่ละคนสามารถสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ และในอนาคตก็คงมีบริการใหม่ๆ อีกหลายอย่างที่ Google พัฒนาขึ้นมา หรือไปซื้อกิจการคนอื่นมา แล้วเอามา Convergence กับ Blogger ได้อีก อย่างเช่นพวกอัลบั้มรูป หรือ Social Network ที่จะช่วยเติมเต็มความต้องการของคนเขียนบล็อกได้มากขึ้นอีก

วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2550

เมื่อ Google จดทะเบียนสมรสกับ DoubleClick แล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับโลกนี้บ้าง?

หลังจากที่ได้เขียนเรื่อง <Google ซื้อ DoubleClick ด้วยเงินสดมูลค่า 3.1 พันล้านเหรียญ นี่คือราคาที่สมเหตุสมผล หรือเป็นราคาที่ต้องการเอาชนะ Microsoft กันแน่?> ซึ่งจะช่วยให้ทุกท่านเห็นภาพของการเคาะราคาอย่างมีที่มาที่ไป ได้เข้าใจว่าทำไม Microsoft ถึงแพ้ ทั้งที่ตัวเองก็มีเงินสดอยู่ในมือสูงถึง 30 พันล้านเหรียญ

บทความนี้จะเล่าต่อว่าเมื่อ Google ได้ DoubleClick มาแล้ว จะเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นกับโลกออนไลน์ใบใหญ่แต่แบนราบนี้บ้าง?


DoubleClick มีดีอะไร?

DoubleClick DoubleClick เป็นบริษัทที่ให้บริการด้านเทคโนโลยีการตลาดออนไลน์ทั้งแก่ผู้ที่เป็นเจ้าของเว็บไซต์ที่ต้องการขายพื้นที่โฆษณาบนเว็บของตัวเอง (ผู้ขาย) และเอเจนซี่โฆษณาซึ่งเป็นผู้ที่ต้องการซื้อพื้นที่โฆษณาเพื่อใช้ประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการต่างๆ (ผู้ซื้อ)

สิ่งที่ DoubleClick ทำก็คือการเป็นตัวกลางที่เชื่อมผู้ขายกับผู้ซื้อเข้าด้วยกัน DoubleClick ได้สร้างเครือข่ายของเจ้าของเว็บไซต์ซึ่งมีพื้นที่โฆษณาจำนวนมากเอาไว้ และได้นำพื้นที่นี้ไปขายต่อให้กับเอเจนซี่ ซึ่ง DoubleClick มีหน้าที่บริหารพื้นที่โฆษณาให้ดีที่สุดทั้งในแง่ของปริมาณและคุณภาพ

Google and DoubleClick act as intermediator

ในด้านปริมาณก็คือจะต้องลดจำนวนพื้นที่ว่างให้เหลือน้อยที่สุด ให้ลองนึกภาพว่าคุณเป็นเจ้าของหอพักที่มีจำนวนห้องให้บริการได้ 100 ห้อง ถ้ามีคนใช้บริการเพียง 50 ห้อง คุณก็อาจจะขาดทุน แต่ถ้ามีคนใช้บริการสัก 95 ห้อง แบบนี้เยี่ยมครับ ถึงแม้ว่า DoubleClick จะไม่ได้เป็นเจ้าของพื้นที่โฆษณาเอง ไม่ได้ลงทุนสร้างและบริหารเว็บไซต์เอง แต่ทำตัวเป็นนายหน้าขายพื้นที่ให้ (นึกภาพว่าคุณเป็นเจ้าของหอพักที่ไม่ได้ขายห้องเอง แต่มีคนมารับอาสาช่วยขายให้คุณ และเขาจะได้รับคอมมิสชั่นจากคุณ) ถ้า DoubleClick ปล่อยให้มีพื้นที่ว่างเหลือเยอะๆ เจ้าของเว็บไซต์ก็อาจจะไม่พอใจและเปลี่ยนไปให้บริษัทอื่นขายโฆษณาให้ หรือไม่ก็ขายเองซะเลย

ในด้านคุณภาพ DoubleClick จะต้องบริหารโฆษณาให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุดทั้งฝั่งผู้ขายและฝั่งผู้ซื้อ สิ่งที่ผู้ซื้อโฆษณาต้องการก็คือได้เห็นโฆษณาของตัวเองไปปรากฎอยู่บนเว็บไซต์ที่มีผู้ชมเป็นกลุ่มเป้าหมายตามที่ต้องการ เช่น ถ้าผมเป็นเจ้าของโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว อาจจะเป็นเจ้าของรีสอร์ทก็ได้ สิ่งที่ผมอยากเห็นก็คือโฆษณารีสอร์ทของผมไปปรากฎอยู่บนเว็บไซต์ด้านท่องเที่ยว แต่ไม่อยากเห็นมันไปปรากฎบนเว็บไซต์สอนเขียนโปรแกรม PHP ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ผู้ขายโฆษณาต้องการก็คือได้เห็นโฆษณาที่เหมาะกับผู้ใช้เว็บมาปรากฎบนเว็บของตัวเอง เช่น ถ้าผมเป็นเจ้าของเว็บไซต์ที่ฐานคนเล่นเป็นเด็ก ผมคงไม่อยากเห็นโฆษณาขายซีดีโป๊มาโผล่บนเว็บผม

บางคนอาจจะสงสัยว่า เอ๊ะ มันก็ไม่ต่างอะไรกับ Google AdSense เลยสิ ที่ให้เจ้าของเว็บเอาพื้นที่โฆษณามาขายให้กับผู้ที่ซื้อโฆษณาผ่าน Google AdWords ใช่เลยครับ ทั้ง Google และ DoubleClick ต่างก็เป็นตัวกลางเชื่อมผู้ขายและผู้ซื้อเหมือนกัน จะต่างกันก็ที่ Google ให้บริการแบบ Pay-Per-Click Text Ads เป็นหลัก ผู้ซื้อโฆษณาจะซื้อคีย์เวิร์ดจาก Google AdWords จากนั้น Google จะนำข้อความโฆษณาของผู้ซื้อไปแสดงบนเว็บไซต์ที่มีคีย์เวิร์ดนั้นๆ อยู่ ถ้าผู้เล่นเว็บไซต์นั้นเห็นโฆษณาแล้วคลิกที่โฆษณา ผู้ซื้อคีย์เวิร์ดก็จะต้องจ่ายเงินให้กับเจ้าของเว็บไซต์ โดย Google จะเป็นตัวกลางและเรียกเก็บค่าต๋งไป

ขณะที่ DoubleClick จะต่างออกไปตรงที่ไม่ได้มีเทคโนโลยี Search Engine แบบ Google จึงไม่สามารถให้บริการ Text Ads ได้ดีนัก แต่ DoubleClick ก็มี Image Ads ที่แข็งแกร่ง มีเครือข่ายเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเน้นรูปภาพและมัลติมีเดีย

Text Ads กับ Image Ads มีวัตถุประสงค์การใช้งานที่แตกต่างกัน Text Ads จะถูกใช้เพื่อสื่อสารข้อความออกไปตรงๆ เพื่อให้ผู้มองเห็นตัดสินใจคลิกเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมทันที ขณะที่ Image Ads จะไม่เน้นการถูกคลิกมากนัก แต่ถูกใช้เพื่อสร้าง Brand Awareness ให้ภาพของโฆษณาฝังเข้าไปในหัวของผู้มองเห็น

เจ้า Image Ads เนี่ยแหละครับ ที่ Google สู้ไม่ได้

Performics

นอกจากนี้ DoubleClick ยังมีบริษัทลูกที่ชื่อ Performics ซึ่งเป็นเครือข่าย Affiliate Marketing ใหญ่เป็นอันดับสามของอเมริกา และเป็นเอเจนซี่ด้าน Search Engine Marketing อันดับหนึ่งของอเมริกา

ใครที่เคยอ่านหนังสือ Google Make Me Rich ก็คงรู้จักคำว่า Affiliate Marketing ดี เจ้า Performics ที่เป็นเบอร์สามของตลาดนี้ก็ทำตัวเป็นตัวกลางเช่นกัน ด้วยการสร้างเครือข่ายบริษัทผู้ผลิตสินค้าหรือบริการที่มีเว็บไซต์สำหรับขายออนไลน์ และเปิดให้คนที่อยากเป็นนายหน้าช่วยบริษัทเหล่านี้ขายของได้เข้ามาสมัครสมาชิก และเลือกสินค้าที่มีเพื่อนำไปโฆษณาประชาสัมพันธ์ตามเว็บต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้น Google AdWords ถ้ามีคนคลิกเข้ามาที่เว็บไซต์ของบริษัทขายสินค้าผ่านการแนะนำของนายหน้า และคนนั้นตัดสินใจเป็นลูกค้าของบริษัท คนที่เป็นนายหน้าก็จะได้รับค่าต๋งไป

แต่เมื่อ Google เข้ามาขอแต่งงานกับ DoubleClick และได้ Performics เป็นเรือพ่วงติดไปด้วย ต้นทุนของ Affiliate Marketing จะลดลงทันที จากเดิมที่บริษัทผู้ผลิตสินค้าจะต้องจ่ายเงินให้ Performics และ Performics จะแบ่งเงินออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งให้นายหน้า อีกส่วนให้ตัวเอง และนายหน้าที่ทำ Affiliate Marketing ที่จ่ายเงินซื้อคีย์เวิร์ดให้กับ Google เงินที่จ่ายก็ถูกแบ่งเป็นสองส่วนเช่นกัน ส่วนหนึ่งให้เจ้าของเว็บไซต์ที่มีพื้นที่โฆษณา อีกส่วนให้ Google เอง

Before acquisition of Google and DoubleClickBefore

ต่อจากนี้ไป Google จะเป็นผู้รับคนเดียวครับ คือรับเงินจากบริษัทผู้ผลิตสินค้า และรับเงินจากผู้ซื้อโฆษณา ซึ่ง Google สามารถที่จะลดเปอร์เซ็นต์ของเงินสองก้อนนี้ลงได้เพื่อให้ตลาดของ Affiliate Marketing โตมากขึ้น กระตุ้นให้เจ้าของสินค้าเอาสินค้ามาฝากให้ Google ช่วยขายมากขึ้นเนื่องจากค่าต๋งถูกลง ซึ่งจะทำให้นายหน้ามีสินค้าให้เลือกขายได้มากขึ้น และลงโฆษณากับ Google AdWords มากขึ้นเช่นกัน

After acquisition of Google and DoubleClickAfter

เว็บไซต์ Affiliate Marketing รายอื่นอย่าง Commission Junction (CJ) หรือ Linkshare ก็เตรียมนับถอยหลังวันตายได้เลยครับ แข่งต้นทุนกับ Google ไม่ได้แน่นอน นอกจากว่าเว็บเหล่านี้จะถูก Microsoft หรือ Yahoo! ซื้อไป (โก่งค่าตัวไม่ได้ด้วยนะ ใครๆ ก็รู้ว่าถ้าไม่ยอมขายก็มีแต่ตายลูกเดียว)


โลกนี้จะดีขึ้นอย่างไรเมื่อ Google สมหวังกับ DoubleClick แล้ว

มาดูกันทีละฝ่ายเลยนะครับ ฝ่ายแรกคือเจ้าของเว็บไซต์ที่ติดโฆษณาของ Google AdSense คุณจะมีตัวเลือกมากขึ้นแล้วครับ คุณจะมีโอกาสได้ติดโฆษณาแบบรูปภาพมากขึ้น คนที่มาลงโฆษณากับคุณก็มากขึ้นเนื่องจาก DoubleClick มีฐานลูกค้ารายใหญ่อยู่ถึง 1,500 ราย โอกาสทำเงินก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

ฝ่ายที่สองคือผู้ที่ซื้อโฆษณา จากเดิมที่ต้องไปคุยกับ Google AdWords เมื่อต้องการซื้อโฆษณาแบบตัวอักษร และต้องไปคุยกับ DoubleClick เมื่อต้องการซื้อโฆษณาแบบรูปภาพ ต่อไปนี้ก็คุยกับ Google แค่คนเดียวพอครับ และ Google จะบริหารโฆษณาของคุณให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด จาก FAQ ของการซื้อกิจการครั้งนี้ระบุว่า จะช่วยให้ผู้ซื้อโฆษณานำโฆษณาที่ถูกต้อง (right ad) ไปสู่ผู้ชมที่ถูกต้อง (right user) ในเวลาที่ถูกต้อง (right time)

ฝ่ายที่สามคือบริษัทที่ขายสินค้าบนเว็บไซต์ ต้นทุนค่าคอมมิสชั่นของบริษัทที่ต้องจ่ายให้ตัวกลางอย่าง Performics จะถูกลง หรือบริษัทอาจจะคงจำนวนเงินสำหรับคนกลางไว้เท่าเดิม แต่เมื่อจ่ายให้ Performics ถูกลงแล้ว เงินก็จะถูกแบ่งให้แก่นายหน้ามากขึ้น

ฝ่ายที่สี่คือนายหน้าที่ทำ Affiliate Marketing จะได้รับผลประโยชน์จากฝ่ายที่สาม คือได้ส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น และยังได้มีสินค้าให้เลือกมากขึ้น รวมทั้งได้ประโยชน์จากฝ่ายที่หนึ่ง คือมีเว็บไซต์ให้โปรโมทสินค้าได้มากขึ้น ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

ฝ่ายที่ห้าก็คือคนเล่นเว็บธรรมดาๆ อย่างพวกเราที่จะได้เห็นโฆษณาแบบรูปภาพที่ตรงกับความสนใจของเรามากขึ้น หรือถึงแม้ว่าบางคนอาจจะไม่ได้สนใจเรื่องโฆษณา แต่อย่างน้อยเว็บที่คุณเปิดดูก็อาจจะโหลดเร็วขึ้น ถ้าเว็บนั้นใช้โฆษณาจาก Google เนื่องจาก Google มี infrastructure ที่ดีเยี่ยม ทำให้โหลดข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว คุณจะใช้เวลาน้อยลงในการนั่งรอให้เว็บโหลดให้จบ


อะไรคือความเสี่ยงที่จะทำให้ Google ล่มปากอ่าว

ในเว็บไซต์ของ Google ได้ระบุว่ามีปัจจัย 5 ข้อที่จะทำให้ Google ไม่ประสบความสำเร็จตามที่ฝันไว้

  1. การเปลี่ยนแปลงของสภาวะเศรษฐกิจ ธุรกิจ การแข่งขัน เทคโนโลยี หรือการเข้ามามีส่วนของภาครัฐ... อันนี้เป็นความเสี่ยงแบบกว้างๆ ครับ ไม่ว่าธุรกิจไหนก็เจอความเสี่ยงพวกนี้ทั้งนั้น
  2. การซื้อกิจการอาจไม่ได้รับการรับรองจากภาครัฐ... เรื่องนี้เป็นเรื่องของกฎหมาย ทำให้ถูกกฎหมายเข้าไว้ก็พอ
  3. ความล้มเหลวในการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่แข่งขันกันอย่างรุนแรง และมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะการแข่งขันอย่างรวดเร็ว... ปัจจัยข้อนี้สำคัญนะครับ คงต้องหาอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในรายงานประจำปี
  4. ไม่สามารถรักษาพนักงานที่สำคัญเอาไว้ได้... มันเป็นไปได้ที่พนักงานของ DoubleClick จะลาออก เพราะไม่อยากอยู่ร่วมบริษัทกับ Google แต่ยุคที่ใครๆ ก็อยากจะทำงานกับ Google แบบนี้ ปัจจัยข้อนี้ก็คงมีความเสี่ยงไม่มากนัก
  5. ปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานทางธุรกิจของ Google และ DoubleClick... กว้างจริงๆ แต่สำคัญครับ

ผมมองว่าความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดก็คือการสูญเสีย "ข้อดี" ของ DoubleClick ไป อย่างการสูญเสียพนักงานที่สำคัญก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ก็ยังมีอย่างอื่นอีก เช่น ถ้าเดิมที DoubleClick มีเครือข่ายพื้นที่โฆษณาอยู่ แต่เจ้าของพื้นที่โฆษณาดันเป็นบริษัทในเครือของคู่แข่งของ Google พอคู่แข่งเห็นแบบนี้ก็อาจจะยกเลิกพื้นที่โฆษณาที่ให้ DoubleClick ขายให้ก็ได้ หรือในอีกฟากหนึ่งคือฟากของผู้ซื้อโฆษณา ถ้าผู้ซื้อโฆษณาเป็นบริษัทคู่แข่งกับ Google ก็คงจะยกเลิกการซื้อได้เหมือนกัน เรื่องอะไรจะเอาเงินไปให้คู่แข่งง่ายๆ ล่ะ จริงไหม?

ผมเองไม่รู้รายละเอียดเชิงลึกของสภาพอุตสาหกรรมโฆษณาออนไลน์มากนัก แต่ก็เชื่อว่าความเสี่ยงต่างๆ ที่มีอยู่เกิดขึ้นจริงได้ยาก ถึงแม้จะเกิดขึ้นแต่ก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบรุนแรงนัก ผมเชื่อว่า Google น่าจะทำให้ธุรกิจโฆษณาออนไลน์ก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น

อย่าให้เป็นเหมือนการซื้อกิจการโทรศัพท์มือถือในบางประเทศล่ะ ความเสี่ยงที่วิเคราะห์ออกมาหลายสิบข้อ ผู้ซื้อโดนเข้าไปทุกข้อเลย

Social Business Enterprise เมื่อเป้าหมายธุรกิจไม่ใช่เพื่อ Maximize Profit แต่เพื่อ Minimize Poverty

Muhammad Yunus

ได้ดูรายการชีพจรโลกโดย สุทธิชัย หยุ่น ที่นำเสนอเรื่องราวของ Dr. Muhammad Yunus เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2006 ซึ่งผมมองว่าเป็นบุคคลที่มีแนวคิดที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างมาก น่าที่จะลองศึกษาแนวคิดของเขาดู โดยเฉพาะนักศึกษา MBA ที่ถูกครอบงำด้วยแนวคิดการทำธุรกิจเพื่อ Maximize Profit ทำอย่างไรก็ได้ให้บริษัทมีกำไรมากที่สุด ขณะที่แนวคิดของ Dr. Yunus กลับเป็นการ Minimize Poverty หรือการลดจำนวนคนยากจนให้เหลือน้อยที่สด รวมถึงการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับคน

ฟังดูอาจจะรู้สึกแปลกๆ ว่าการลดจำนวนคนจน มันไม่น่าจะเรียกว่าธุรกิจ น่าจะเรียกว่ามูลนิธิมากกว่า ถ้าทำธุรกิจเพื่อคนจน ธุรกิจจะอยู่รอดได้อย่างไร (แต่ถ้าทำธุรกิจหากินกับคนจน แบบนี้มีโอกาสรวยล้นฟ้าได้ครับ) แต่ Dr. Yunus ก็ได้พิสูจน์แล้วว่ามันเป็นไปได้ อย่างเช่นธุรกิจ Village Phone ที่มีแนวคิดว่าคนในชนบทของบังกลาเทศขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร Dr. Yunus ก็ใช้วิธีปล่อยกู้ให้แก่ผู้หญิงในหมู่บ้านตามชนบทเพื่อนำเงินไปซื้อโทรศัพท์มือถือ แล้วให้ทำอาชีพเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือสาธารณะ (เหมือนการตั้งโต๊ะมือถือตามหอพักนักศึกษาในสมัยก่อนครับ ไม่รู้ว่าสมัยนี้ยังมีอยู่มั้ย นักศึกษาส่วนใหญ่คงมีมือถือเป็นของตัวเองกันหมดแล้ว) คนในหมู่บ้านที่ต้องการการติดต่อสื่อสาร แต่ไม่มีโทรศัพท์ ก็มาใช้บริการได้ คนที่ให้บริการก็มีรายได้เสริม

หลักการดำเนินธุรกิจของ Dr. Yunus คือต้องมีกำไร ธุรกิจต้องทำให้ผู้ลงทุนได้เงินของตัวเองกลับคืนไป แต่กำไรของธุรกิจไม่ต้องสูงมาก เมื่อสามารถคืนทุนให้เจ้าของเงินได้แล้ว บริษัทก็ยังต้องดำเนินต่อไปได้โดยใช้กำไรของตัวเองเป็นทุนในการดำเนินงาน กำไรส่วนที่เกินทุน ส่วนหนึ่งจะต้องคืนกลับสู่สังคม อีกส่วนใช้สำหรับขยายกิจการเพื่อก่อประโยชน์ให้แก่ประชาชนในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

เป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง เลยครับ

จริงๆ แล้ว Dr. Yunus มีชื่อเสียงมากจากแนวคิด Micro Credit หรือเงินกู้ระดับรากแก้ว ซึ่งมีผู้ที่เขียนอธิบายถึงแนวคิดนี้ไว้ได้อย่างละเอียดดีมากครับ ลองอ่านดูได้ที่นี่ <ยูนุส (Yunus) และ ธนาคารกรามีน (Grameen Bank) เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ 2006>

คนไทยเองก็มี Micro Credit เช่นกัน แต่อยู่ภายใต้ชื่อ สัจจะสะสมทรัพย์ ซึ่งริเริ่มโดย ครูชบ ยอดแก้ว และ พระสุบิน ปณีโต รายละเอียดอาจจะแตกต่างจาก Dr. Yunus อยู่บ้างครับ

หลักการมีอยู่ว่า ให้คนที่อยู่ในหมู่บ้านมาพบกันทุกเดือน และแต่ละคนนำเงินมาฝากประจำไว้ คนละนิดละหน่อย แค่หลักสิบหรือหลักร้อยบาท แต่ต้องมีวินัย มาฝากกันทุกเดือน แล้วเวลาที่มีชาวบ้านคนไหนร้อนเงิน ต้องการใช้เงินด่วน ก็จะมาขอกู้จากกรรมการที่ดูแลบัญชี กรรมการก็จะพิจารณาและปล่อยกู้ให้โดยที่ไม่ต้องมีทรัพย์สินมาเป็นหลักประกัน แต่ใช้หลักของความเชื่อใจหรือ "สัจจะ"

สัจจะสะสมทรัพย์มีความแตกต่างจากนโยบายกองทุนหมู่บ้านตรงที่เงินที่ถูกนำมาเป็นกองทุนหมู่บ้านคือเงินที่รัฐบาลให้กู้ยืม ขณะที่เงินของสัจจะสะสมทรัพย์เป็นเงินของชาวบ้านเอง ความรู้สึกเป็นเจ้าของเงินจะแตกต่างกัน ชาวบ้านที่กู้จากกองทุนหมู่บ้านจะรู้สึกว่าถ้าไม่ใช้หนี้ก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวรัฐบาลก็ช่วย ขณะที่การกู้เงินจากโครงการสัจจะสะสมทรัพย์ ลูกหนี้จะรู้สึกถึงความรับผิดชอบ เพราะเจ้าหนี้ก็คือคนรู้จักนับร้อยคนที่อยู่ในหมู่บ้าน ตัวเจ้าหนี้เองก็รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของเงิน ถ้าลูกหนี้ประสบปัญหาผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้ก็จะพยายามช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้ วิธีการแบบนี้ทำให้รากแก้วมีความเข้มแข็งมากขึ้น สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง

เขียนถึงเรื่องการทำเพื่อสังคม และการให้สังคมดูแลกันเอง คงต้องวกเข้ามาที่วงการออนไลน์หน่อย ทุกวันนี้เราได้ยินคำว่า Web 2.0 กันมากขึ้น ซึ่งมีคีย์เวิร์ดที่สามารถบ่งบอกความเป็น Web 2.0 ได้ก็คือคำว่า Collaboration, Community และ Social

Web 2.0

ทั้งสามคำนี้ต่างก็มีความหมายไปในแนวทางเดียวกัน คือการเชื่อมโยงประชากรออนไลน์เข้าด้วยกัน ให้แต่ละคนได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สิ่งที่มีประโยชน์ขึ้นมา

เว็บไซต์ที่มีลักษณะแบบนี้ก็เช่น Wikipedia ที่ให้คนเข้ามาร่วมเขียนบทความลงสารานุกรมออนไลน์ หรือ del.icio.us ที่ให้คนเอาเว็บดีๆ ที่ตนเองไปพบเจอมาแบ่งปันกัน

ถ้าพูดถึงเว็บไซต์ไทยที่มี concept แบบนี้ ก็คงนึกถึง Pantip.com กัน ที่เปิดให้คนเข้าไปเขียนตอบกระทู้ แบ่งปันความรู้ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

สมัยที่ผมทำงานอยู่กับ Pantip.com คุณวันฉัตรซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ เคยปรารภอยู่บ่อยๆ ว่าอยากเห็น Pantip.com เป็นของประชาชนจริงๆ อยากเห็นคนเล่นเว็บเข้ามาเป็นคนบริหารเว็บ อยากเห็นอะไรที่คล้ายๆ กับสหกรณ์ที่คนเล่นเว็บร่วมเป็นเจ้าของ ร่วมบริหาร เมื่อมีกำไรก็ปันผลกลับไปให้แก่คนเล่นเว็บเอง

คุณวันฉัตรเคยนำแนวคิดนี้ไปปรึกษากับนักธุรกิจหลายท่าน ผลตอบรับก็คือมันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำแบบนั้น

อาจจะคล้ายๆ กับที่ Dr. Yunus ไปคุยกับผู้จัดการธนาคารว่าอยากให้ธนาคารปล่อยกู้ให้กับคนจน แต่ธนาคารปฏิเสธว่าเป็นไปไม่ได้เพราะไม่คุ้มที่จะทำ และคนจนก็ไม่มีหลักประกัน แต่สุดท้ายก็เกิดธนาคาร Grameen และแนวคิด Micro Credit ขึ้นจนได้

ทุกวันนี้แนวคิดของการให้คนเล่นเว็บเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารเว็บ ค่อนข้างชัดเจนขึ้นในบางเว็บไซต์ อย่างเช่นเว็บ ThaiVI.com ซึ่งเป็นชุมชนของนักลงทุนเน้นคุณค่า ผู้บริหารชุดเก่าได้ประกาศวางมือ และเปิดรับผู้บริหารชุดใหม่ที่จะเข้าไปทำหน้าที่แทนโดยสมบูรณ์

ส่วนการแบ่งรายได้ให้แก่คนเล่นเว็บเองก็เริ่มมีแนวโน้มความเป็นไปได้ที่สูงขึ้น การเกิดขึ้นของ AdSense ที่ช่วยให้คนทำเว็บไม่ต้องไปวิ่งขายโฆษณาเอง ก็สามารถมีรายได้จากการทำเว็บได้ และการประกาศของ YouTube ที่จะแบ่งรายได้โฆษณาให้แก่ผู้ที่โพสต์วิดีโอบนเว็บไซต์

ถ้า YouTube ทำสำเร็จ คงจะกลายเป็นต้นแบบให้เว็บบล็อกและเว็บบอร์ดหลายแห่งทำตาม อีกหน่อยคนเขียนบล็อกใน Exteen หรือเขียนกระทู้ใน Pantip อาจจะมีรายได้จากค่าโฆษณาโดยที่ตัวเองไม่ต้องจดโดเมนทำเว็บเอง และไม่ต้องวิ่งหาลูกค้าเองก็ได้ครับ