แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Microsoft แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Microsoft แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2550

โปรแกรม 30+ ตัวที่จะฆ่า Microsoft

จากการที่ Google เข้าซื้อกิจการโปรแกรมที่คล้ายกับ PowerPoint เพื่อเสริมเข้าไปในชุดออฟฟิศบนเว็บ และยังมีบริษัทเกิดใหม่นับร้อยรายที่มีบริการทุกอย่างตั้งแต่ word processor บนเว็บ ไปจนถึงระบบปฏิบัติการสมบูรณ์แบบ ทำให้ Microsoft ต้องตกอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง แน่นอนว่าบริษัทยังคงระรื่นอยู่ได้ในตอนนี้ แต่อีก 5 ปีหลังจากนี้ Microsoft จะต้องดิ้นรนอย่างหนักถ้าไม่ยอมปรับเปลี่ยนตัวเองสู่โลกแห่งเว็บยุคใหม่ที่รายได้ของซอฟท์แวร์มาจากค่าโฆษณา ในสัปดาห์นี้ เราได้ทดสอบบริการบางตัวที่คอยตอดเล็กตอดน้อยยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft โดยที่ Google เป็นผู้นำทีมตอด

เป้าหมาย: Microsoft Word

Microsoft Word Killer

Google Docs - โปรแกรม word processor ของ Google ที่ติดมากับ Google Account ของคุณ และถูกผนวกเข้ากับบริการอื่นๆ ใน Google Apps

Buzzword - โปรแกรม word processor แบบเรียบง่ายที่สร้างจาก Adobe Flex ขณะนี้ยังเป็นเบต้าอยู่

Writeboard - โดย 37signals ถูกออกแบบให้ใช้งานได้หลายคนพร้อมกัน สามารถแชร์ข้อมูลและร่วมกันแก้ไขข้อมูลได้

ThinkFree - มันคือ Microsoft Word แบบออนไลน์

เป้าหมาย: Microsoft Excel

Microsoft Excel Killer

Google Spreadsheet - อาจจะไม่หรูเท่า Excel แต่ก็มีความสามารถพื้นฐานที่ spreadsheet ควรมี เช่นเดียวกัน โปรแกรมนี้ถูกผนวกเข้ากับ Google Apps

Zoho Sheet - คล้ายๆ Excel แต่มีฟีเจอร์น้อยกว่า

EditGrid - ไม่ใช่ตัวแทน Excel แต่ก็มีกราฟ และเน้นฟีเจอร์ให้ผู้ใช้สามารถทำงานร่วมกันได้

ThinkFree Calc - มันคือ Excel แบบออนไลน์

เป้าหมาย: PowerPoint

PowerPoint Killer

Empressr - ให้คุณใส่ไฟล์ได้หลากหลายประเภท รวมถึงไฟล์ flash ด้วย... น่าประทับใจมาก

Zoho Show - เรียบง่ายมาก หน้าตาดูธรรมดา แต่เหมาะสำหรับการทำ presentation อย่างเร็วและดี

Google Presentations - ยังไม่เปิดให้บริการ แต่ Google จะเปิดตัวในเร็วๆ นี้ (ฤดูร้อนนี้)

Spresent - โปรแกรมที่ทำจาก flash และสามารถสร้าง presentation ที่เป็น flash ดูพอใช้ได้และสามารถผนวกเข้ากับ Flickr ได้ด้วย

เป้าหมาย: Outlook

Outlook Killer

Gmail - โปรแกรม mail ของ Google ที่ให้พื้นที่เกือบ 3 GB สามารถสร้าง e-mail address ให้อยู่ภายใต้ชื่อ domain ของคุณได้ฟรีถึง 25 ชื่อ

Yahoo Mail - โปรแกรม mail ของ Yahoo ที่ไม่จำกัดพื้นที่เก็บ โปรแกรมสามารถทำงานได้เร็วมาก

Zoho Mail - ฟรีสำหรับการใช้งานส่วนบุคคล คิดเงินสำหรับการใช้งานเป็นกลุ่ม มีฟีเจอร์สำหรับการใช้งานร่วมกันได้

Zimbra - โปรแกรม mail บนเว็บที่ ISP สามารถใช้เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าได้ มีโปรแกรมปฏิทินและพื้นที่เก็บไฟล์เอกสาร และสามารถใช้ VoIP ได้ด้วย

เป้าหมาย: Outlook Calendar

Google Calendar - โปรแกรมปฏิทินแบบพื้นฐานที่ผนวกเข้ากับ Gmail

Yahoo! Calendar - โปรแกรมปฏิทินแบพื้นฐานที่ผนวกเข้ากับ Yahoo Mail

Kiko - โปรแกรมปฏิทินที่ถูกสร้างโดย Justin.tv แล้วถูกขายต่อให้ eBay จนปัจจุบันเป็นเจ้าของโดย Tucows มีฟีเจอร์เจ๋งๆ มากมาย อย่างเช่น RSS import และ contact management

30boxes - โปรแกรมปฏิทินที่เรียบง่ายอย่างน่าอัศจรรย์ เคยเป็นโปรแกรมที่ร้อนแรงที่สุดในโลกจนกระทั่ง Google Calendar เปิดตัว

เป้าหมาย: Windows Live Messenger

Windows Live Messenger Killer

Meebo - โปรแกรมแชทบนเว็บที่รองรับ Google Talk, Yahoo Messenger, MSN Messenger, AIM, ICQ และ Jabber มีการเพิ่มห้องแชทเมื่อไม่นานมานี้

eBuddy - รองรับ MSN, Yahoo และ AIM มีบริการผ่านโทรศัพท์มือถือ

Google Talk - มีโปรแกรม Gtalk อยู่ใน Gmail ซึ่งมีฟีเจอร์ทุกอย่างของ Google Talk ที่ทำงานบน desktop และยังมีเวอร์ชั่นสำหรับใช้งานบนโฮมเพจส่วนบุคคลด้วย

Campfire - คล้ายกับ IRC แต่มีหน้าตาดีกว่า มีบริการแชร์ไฟล์ และถูกผนวกเข้ากับโปรแกรมของ 37signals ตัวอื่นๆ

เป้าหมาย: Movie Maker (และอื่นๆ)

Movie Maker Killer

Movie Maker เป็นโปรแกรมฟรี Microsoft จึงไม่สูญเสียรายได้อะไร แต่ผู้ใช้จะใช้เวลากับโปรแกรมบน desktop น้อยลงเมื่อการแก้ไขวิดีโอมีความสะดวกมากขึ้น (เราคิดว่ามันยังไม่น่าพอใจในตอนนี้) คนที่ใช้โปรแกรมบน desktop ที่น้อยลงย่อมหมายถึงแรงจูงใจที่ลดลงสำหรับนักพัฒนาโปรแกรมบน Windows

JumpCut - iMovie ในบราวเซอร์ของคุณ ช่วยให้คุณแก้ไขวิดีโอของคนอื่นได้ด้วย

MotionBox - ไม่อนุญาตให้คุณแก้ไขวิดีโอของคนอื่น แต่ก็มีฟีเจอร์ในการแก้ไขปรับแต่งที่ครบครัน

YouTube Remixer - พัฒนาโดย Adobe แต่ยังเป็นเบต้าอยู่ การใช้งานยังไม่ค่อยน่าพอใจ ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้น

Eyespot - ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นโปรแกรมแก้ไข แต่เอาไว้ remix และเป็น mashup maker มากกว่า มีการตกลงกับ Starwars ที่จะให้แฟนๆ เข้ามาสร้าง mashup ได้

เป้าหมาย: Windows??

Microsoft Windows Killer

เอาล่ะ ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครเลิกใช้ระบบปฏิบัติการเลยก็ตาม แต่ระบบปฏิบัติการและ desktop ที่อยู่บนเว็บ จะทำให้ผู้คนใช้เวลากับ desktop จริงของพวกเขาน้อยลง และจะใช้เวลามากขึ้นกับการเคลื่อนย้ายไฟล์บนอินเทอร์เน็ต

DesktopOnDemand - ให้พื้นที่ 1 GB มีโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ โปรแกรมอ่าน mail โปรแกรม word processor โปรแกรม spreadsheet โปรแกรมแชท โปรแกรมเล่นเพลงและหนัง และโปรแกรมอื่นๆ

Nivio - ให้พื้นที่ 5 GB ดูเหมือนเป็น Windows ในบราวเซอร์ของคุณ

AjaxWindows - ระบบปฏิบัติการบนเว็บที่สร้างโดย Ajax มีโปรแกรมจำนวนมาก พื้นที่ประมาณ 1 GB มีรหัสผ่านป้องกันเวลาเขียนไฟล์

EyeOS - ระบบปฏิบัติการบนเว็บที่เป็น open source ให้ทุกคนเข้าไปร่วมพัฒนาได้

และผมเชื่อว่ายังมีโปรแกรมแบบนี้อีกเป็นร้อยตัว ลองแชร์กันหน่อยสิว่าคุณเคยใช้ตัวไหนอีกบ้าง

แปลจาก Mashable

วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2550

Google ประกาศซื้อกิจการ Internet ทั้งโลก (พฤษภาคม 2017)

12 พฤษภาคม 2017 - Google Inc. ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจค้นหาข้อมูล ได้ประกาศในวันนี้ว่าได้เข้าซื้อกิจการ Internet แล้วด้วยมูลค่าสูงถึง 2,455.5 พันล้านเหรียญ ดีลในครั้งนี้ตกเป็นข่าวลือตามเว็บบล็อกต่างๆ ตั้งแต่ช่วงต้นปี และได้รับคำยืนยันจาก CEO แล้ว "ดีลนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของเราที่จะช่วยให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น" Eric Schmidt กล่าว "ด้วยการซื้อกิจการในครั้งนี้ เราสามารถเพิ่มความเร็วของการทำดัชนีข้อมูล เพราะทุกสิ่งทุกอย่างจะมาอยู่ในเซิร์ฟเวอร์ของเราทันทีที่มันถูกสร้างขึ้น"

จากการประชุมทางโทรศัพท์เมื่อเช้านี้ Larry Page อธิบายถึงกลยุทธ์ที่อยู่เบื้องหลังการซื้อกิจการครั้งนี้ว่า "เราพบว่ามันไม่คุ้มเอาเสียเลยถ้าเราจะซื้อ Internet เพียงส่วนเล็กๆ" ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา Google ได้เข้าซื้อ YouTube ในราคา 1.65 พันล้านเหรียญ DoubleClick 3.1 พันล้านเหรียญ AOL 12.5 พันล้านเหรียญ และเมื่อปีที่แล้วได้เข้าซื้อ Microsoft ด้วยตัวเลขสูงถึง 120 พันล้านเหรียญ

เมื่อถูกถามถึงก้าวแรกของการรวมเอา Internet เข้าสู่เซิร์ฟเวอร์ของ Google Eric Schmidt ประกาศว่ามีแผนที่จะโอนผู้ใช้ Yahoo.com มาที่ระบบค้นหาของ Google ทันที "จากมุมมองของผู้ใช้ การมีเว็บสำหรับค้นหาสองเว็บ เป็นเรื่องยุ่งยากต่อการใช้งานและสร้างความสับสนอย่างมาก ถึงแม้ว่าเราจะชื่นชอบเทคโนโลยีการค้นหาตัวล่าสุดของ Yahoo แต่เราก็เชื่อมั่นว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ลงโฆษณา ผู้ใช้เว็บ และผู้ถือหุ้น" Eric เสริมอีกว่า "ด้วยการผนวกเอาแพลตฟอร์มมือถือยุคที่สามเข้ามา ช่วยให้เกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่จะช่วยพัฒนาประสบการณ์การใช้เว็บ และยังเป็นประโยชน์อย่างมากต่อนักลงทุนและผู้ใช้คอมพิวเตอร์ - การเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยเสริมกำลังให้กับ Web 6.0 ในระดับองค์กร"

มีสิ่งที่ตามมาหลังการเข้าซื้อถูกเปิดเผยขึ้น กลุ่มสิทธิส่วนบุคคลได้ออกเอกสารต่อต้านการตัดสินใจนี้ อย่างไรก็ตาม Larry Page โต้แย้งว่าสิทธิส่วนบุคคลจะถูกพัฒนาขึ้นจากการเข้าซื้อกิจการของ Google โดยอธิบายว่า "ปัญหาหลักของการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้ใช้เว็บในทุกวันนี้ เกิดจากการที่ข้อมูลรั่วไหลไปยังบุคคลที่สาม แต่การตัดบุคคลที่สามออกทำให้เราสามารถปิดรูรั่วนั้นได้" Eric Schmidt เสริมว่า Google มุ่งมั่นที่จะแทนที่นโยบายสิทธิส่วนบุคคลด้วย "บรรทัดฐานสิทธิส่วนบุคคล" ซึ่งจะสร้างสมดุลได้ดีกว่า "เมื่อคุณพัฒนาสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนส่วนใหญ่ ด้วยการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของคนกลุ่มเล็กๆ ผลสุดท้ายก็คือเราสามารถพัฒนาสิทธิส่วนบุคคลในภาพรวมทั้งหมด"

รัฐบาลจีนได้ออกมาแสดงความยินดีกับ Google ในการซื้อกิจการครั้งนี้ เนื่องจากได้พิจารณาถึงความสามารถในการเซ็นเซอร์ที่ดีขึ้น Sergey Brin กล่าวต่อสื่อมวลชนว่า Google จะเลิกใช้ตัวกรองผลการค้นหา และแทนที่มันด้วย "การระบุต้นเหตุของปัญหาที่เกิดจากฝ่ายผู้สร้างข้อมูล" ด้วยการบล็อกคีย์เวิร์ดเวลาที่ผู้ใช้ส่งข้อมูลเข้าเว็บที่ Google เป็นเจ้าของอยู่ เช่น Blogger, Gmail, Page Creator, Yahoo 360 และ MSN Spaces เครือข่ายนิรโทษกรรมสากลและผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนยังไม่สามารถให้ความเห็นในตอนนี้ได้ เนื่องจากมีปัญหาขัดข้องทางเทคนิคที่เกิดขึ้นกับโปรแกรม email บนเว็บ

แปลมั่วๆ จาก http://blog.outer-court.com/archive/2007-04-14-n32.html

Google ซื้อ DoubleClick ด้วยเงินสดมูลค่า 3.1 พันล้านเหรียญ นี่คือราคาที่สมเหตุสมผล หรือเป็นราคาที่ต้องการเอาชนะ Microsoft กันแน่?

ข่าวออกมาสดๆ ร้อนๆ ว่า Google เป็นป๋าอีกแล้ว คราวนี้ทุ่มเงินซื้อตัวหนู DoubleClick ไปด้วย "เงินสด" มูลค่า 3.1 พันล้านเหรียญ เอาชนะเสี่ย Microsoft ไปแบบขาดลอย ราคานี้สูงกว่าที่ Google ให้หนู YouTube ที่ 1.76 พันล้านเหรียญเสียอีก

Google v.s. Microsoft on deal with DoubleClick

หลายคนอาจสงสัยว่าราคา 3.1 พันล้านเหรียญ (เอากำไรสุทธิของปี 2006 ทั้งปีไปซื้อเว็บเพียงเว็บเดียว) เป็นราคาที่สมเหตุสมผลจริงหรือเปล่า หรือเป็นเพียงแค่เสี่ยหนุ่มอย่าง Google อยากเอาชนะอาแปะพุงพลุ้ยอย่าง Microsoft กันแน่?

เราลองมาดูกันครับว่าเสี่ย Google อยู่ในอารมณ์อยากประมูลให้ชนะเพื่อความสะใจเฉยๆ หรือว่าเบื้องหลังมีวิธีการคำนวณราคาซื้อที่เหมาะสมกันแน่


เวลาไปซื้อของตามตลาดนัด เคยต่อราคากับแม่ค้าไหมครับ? สมมุติว่าจะซื้อเสื้อยืดตัวละ 199 บาท คุณจะต่อราคาเหลือกี่บาท?

บางคนใช้เกณฑ์ว่าเคยซื้อเสื้อคล้ายๆ แบบนี้ได้ที่ราคา 180 บาท ก็ต่อไปที่ 180 บาท

บางคนใช้เกณฑ์ว่าแม่ค้าเรียกมาเท่าไหร่ ต้องต่อลงไปซัก 10% ก็บอกไปที่ 180 บาท (แต่ถ้าไปซื้อของที่ประเทศจีน ห้ามต่อลงไป 10% นะครับ แต่ต้องต่อให้เหลือ 10% เช่น สินค้า 100 หยวน ต่อไปเลย 10 หยวน)

บางคนใช้ความรู้สึกเป็นหลัก คือรู้สึกว่าเสื้อตัวนี้มันน่าจะถูกกว่านี้ ตัวเองอาจจะใช้ประโยชน์จากเสื้อได้ไม่ถึง 199 บาท ก็เลยเรียกไปที่ 180 บาท

บางคนขี้เกียจต่อครับ 199 ก็ 199 เลย รู้สึกว่าส่วนลด 20 บาทมันไม่คุ้มที่จะเสียเวลายืนต่อราคากับแม่ค้า (ผมก็เป็นคนประเภทนี้)

แล้วการที่ Google ซื้อ DoubleClick ล่ะ? DoubleClick ตั้งราคามาสูงๆ แล้วให้ Google ต่อราคาหรือเปล่า?

คำตอบก็คือตรงกันข้ามครับ เนื่องจาก DoubleClick เป็นสาวสวยที่มีเพียงหนึ่งเดียว แต่มีเสี่ยสองคนมารอสู่ขอ ทั้งสองเสี่ยก็เลยต้องประมูลแข่งกัน ราคาประมูลก็จะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เสี่ยคนไหนให้ราคาสูงสุดได้ คนนั้นก็ได้ตัวสาวไป

แล้วทั้งสองเสี่ยเอาราคาประมูลสูงสุดที่คิดว่าตัวเองจ่ายไหวมาจากไหนล่ะ? ทำไมเสี่ย Microsoft ไม่ประมูลแข่งต่อไปอีกให้ราคาสูงกว่า 3.1 พันล้านเหรียญ แล้วให้เสี่ย Google มาเกทับอีกครั้ง?

คำตอบก็คือไพ่ในมือของทั้งสองเสี่ยไม่เท่ากันครับ ไพ่ของเสี่ย Microsoft เป็น Straight Flush ขณะที่ไพ่ของเสี่ย Google คือ Royal Straight Flush ราคา 3.1 พันล้านเหรียญมันเกินไพ่ Straight Flush ของเสี่ย Microsoft ไปแล้ว

ทีนี้เราลองมาดูกันดีกว่าครับว่าทำไมเสี่ย Google ถึงให้ราคา 3.1 พันล้านเหรียญได้ ราคานี้มีที่มาอย่างไร?

สูตรการคำนวณราคาซื้อกิจการมีอยู่ว่า...

ราคาซื้อ = กำไรที่ผู้ถูกซื้อสามารถสร้างได้ในอนาคตโดยคิดกลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน (Net Present Value) + มูลค่าเพิ่มที่ได้จากการรวมกิจการกัน (Synergy Value) + มูลค่าเพิ่มที่ได้จากการที่คู่แข่งไม่สามารถซื้อกิจการนี้ไปได้ (ผมไม่รู้ว่าภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร แต่ผมขอเรียกว่า Competition Value ละกันนะครับ)


Net Present Value

ศัพท์คำนี้เด็กการเงินคงรู้จักดี แต่ผู้อ่านบล็อกนี้ส่วนใหญ่คงไม่ใช่เด็กการเงิน ผมก็จะอธิบายในแบบที่ไม่ใช่ Net Present Value นะครับ จะไม่พูดถึง Time Value of Money หรือ Weighted Average Cost of Capital แต่จะอธิบายเรื่องของจุดคุ้มทุนแทนเพื่อให้เข้าใจได้ง่าย

เนื่องจากบริษัทธุรกิจคือเครื่องจักรปั๊มเงิน (หรือทำลายเงินก็ได้) มันสามารถปั๊มเงินออกมาได้ทุกปี การเข้าซื้อกิจการก็คือการซื้อเครื่องปั๊มเงิน คือการลงทุนรูปแบบหนึ่งที่ต้องการผลตอบแทนที่ดี

ให้คุณลองนึกว่าถ้าคุณมีเงินก้อน แล้วเอาเงินไปฝากประจำ หรือเอาไปซื้อพันธบัตร ซื้อกองทุน ซื้อหุ้น หรืออะไรก็ตาม คุณต้องการผลตอบแทนจากการลงทุนนั้นๆ ซึ่งผลตอบแทนมักจะถูกพูดถึงในรูปแบบของอัตราดอกเบี้ย แต่มันก็สามารถพูดได้อีกแบบว่าคุณต้องการให้เงินก้อนนี้เพิ่มเป็นสองเท่าภายในกี่ปี หรือแปลอีกอย่างก็คือคุณต้องการถอนทุนคืนกลับมาภายในกี่ปี

สมมุติว่าคุณมีเงินหนึ่งล้านบาท เอาไปลงทุนอะไรสักอย่างที่ให้ผลตอบแทนปีละ 7% ผลตอบแทนที่ได้ คุณทบต้นเข้าไปอีก จะต้องใช้เวลาประมาณ 10 ปี เพื่อให้เงินหนึ่งล้านกลายเป็นสองล้านบาท

ผมไม่รู้ว่าตัวเลขกำไรของ DoubleClick อยู่ที่ปีละเท่าไหร่ แต่สมมุติว่าถ้า DoubleClick ทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอปีละ 310 ล้านเหรียญ ขณะที่ Google จ่ายเงินซื้อไป 3.1 พันล้านเหรียญ แปลว่าต้องใช้เวลา 10 ปี Google ถึงจะได้ทุนคืน (ไม่สนใจเรื่อง Time Value of Money นะครับ)

ถ้า 10 ปีคืนทุน Google เอาเงินไปฝากธนาคารที่ให้ดอกเบี้ย 7% ดีกว่าครับ

แปลว่ากำไรของ DoubleClick น่าจะสูงกว่าปีละ 310 ล้านเหรียญ หรือ Google ได้อะไรจากการซื้อ DoubleClick ที่มากกว่ากำไรที่ตัวมันเองทำได้อยู่แล้ว

โดยส่วนตัวผมแล้ว ผมเชื่อว่ากำไรของ DoubleClick ไม่น่าจะสูงกว่านี้มากนัก แต่ Google ได้อย่างอื่นพ่วงมาด้วย ซึ่งอยู่ในหัวข้อถัดไป

*** แก้ไขเพิ่มเติม ***

ผมได้ข้อมูลตัวเลขของ DoubleClick มาแล้วครับ DoubleClick มีรายได้ประมาณปีละ 300 ล้านเหรียญ รายได้นะครับ ไม่ใช่กำไร แปลว่ากำไรต้องน้อยกว่านี้ และจุดคุ้มทุนของ Google ต้องนานกว่า 10 ปีแน่นอน


Synergy Value

การที่บริษัทหนึ่งเข้าไปซื้อกิจการของอีกบริษัท สิ่งที่ผู้ซื้อจะได้รับมากกว่ากำไรตามปกติก็คือมูลค่าเพิ่มจากการร่วมรัก เอ้ย ร่วมกิจการกัน เมื่อสองบริษัทได้แนบชิดรวมตัวเข้าด้วยกันเป็นทองแผ่นเดียวกันแล้ว จะเกิดสิ่งที่เรียกสวยหรูว่า Synergy ขึ้น ซึ่งก็คือการได้ลดต้นทุนบางอย่างลงไป หรือได้ผลประโยชน์บางอย่างเพิ่มขึ้นมา ประมาณว่าอยู่เป็นโสดแล้วเปลืองค่าใช้จ่าย พอแต่งงานแล้วจะได้มีคนมาช่วยแชร์ค่าใช้จ่าย แถมได้อย่างอื่นแถมมาด้วย บางคนอาจบอกว่า Synergy คือ 1 + 1 = 3 หรือบางคนก็ 1 + 1 = 11 ไปเลย (พวกนักนิยมเลขฐานสองเค้าว่าแบบนี้น่ะครับ)

Synergy Value ที่ว่านี้มีอะไรบ้าง?

ลดพนักงานลง - แน่ซะยิ่งกว่าแช่แป้ง (ทำไมต้องแช่แป้ง?) พนักงานของบริษัทที่ถูกซื้อกิจการไปย่อมรู้ตัวดีครับว่าต้องมีคนถูกปลดออก โดยเฉพาะพนักงานที่อยู่ในแผนกสนับสนุนที่ไม่ใช่หัวใจสำคัญของบริษัท อย่างเช่น บัญชี ทรัพยากรบุคคล ฝ่ายกฎหมาย ฯลฯ ก็ในเมื่อบริษัทผู้ซื้อมีแผนกเหล่านี้อยู่แล้ว บริษัทผู้ถูกซื้อจะมีไปอีกทำไมล่ะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่ง CEO และผู้บริหารระดับสูงของบริษัทผู้ถูกซื้อ มีโอกาสตกงานสูงครับ

การประหยัดต่อขนาด - ภาษาอังกฤษเรียกว่า Economies of Scale คือซื้อของจำนวนน้อยจะต้องจ่ายแพง แต่ถ้าซื้อของจำนวนมาก ราคาต่อชิ้นจะถูกลง Google กับ DoubleClick อาจจะรวมฝ่ายจัดซื้อเข้าด้วยกัน เวลาที่จะสั่งซื้อคอมพิวเตอร์ ก็สามารถซื้อในล็อตใหญ่มากขึ้น และได้ส่วนลดจากผู้ขายมากขึ้นด้วย อย่างวันนี้ผมซื้อไอศกรีมของ Nestle แบบที่เป็นโคน คล้ายๆ กับ Cornetto ของ Wall's น่ะครับ ผมซื้ออันเดียว ราคา 23 บาท แต่แคชเชียร์บอกว่าถ้าซื้อสองอัน จะได้รับส่วนลด 14 บาท แปลว่าราคาต่อหน่วยเหลือเพียง 16 บาทเท่านั้น พอดีมีเพื่อนอยู่ด้วยอีกคน ก็เลยซื้อสองอันมาแบ่งกันกินคนละอันเลย (แล้วเธอก็บ่นว่ากินแล้วอ้วน)

การได้ครอบครองเทคโนโลยี - บางทีบริษัทใหญ่ๆ อาจจะพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ สู้กับบริษัทขนาดเล็กไม่ได้ ก็เลยใช้วิธีเข้าซื้อกิจการซะเลย จะได้เอาเทคโนโลยีมาเป็นของตัวเองด้วย แต่กรณีนี้คงไม่เกิดกับ Google เพราะเขาเป็นยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอยู่แล้ว

การขยายตลาด - อันนี้เกี่ยวกับ Google แน่นอนครับ บางบริษัทมีเทคโนโลยีที่ดีอยู่แล้ว แต่ตลาดยังไม่กว้าง ก็ใช้วิธีเข้าซื้อกิจการของบริษัทที่มีลูกค้าอยู่ในมือเยอะๆ อย่างการที่ Google ซื้อ YouTube ทั้งที่ตัวเองก็มีเทคโนโลยี Video Sharing ที่ดีกว่า YouTube เสียอีก ก็เพื่อจะได้ฐานผู้ใช้ของ YouTube มาเป็นของตัวเอง ส่วนการซื้อ DoubleClick นั้น เชื่อว่าเป็นเพราะ DoubleClick มีฐานลูกค้ารายใหญ่ถึง 1,500 ราย Google คงอยากจะเอาเครือข่ายโฆษณาออนไลน์ที่ตัวเองมีอยู่ไปขายให้กับลูกค้าเหล่านี้


Competition Value

นอกจากมูลค่าเพิ่มที่ได้รับจากการ Synergy แล้ว Google ยังได้มูลค่าเพิ่มจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการแข่งขันด้วย อย่างแรกที่ได้ก็คือคู่แข่งลดลง คู่แข่งที่ว่านี้ก็คือ DoubleClick นั่นเอง เมื่อถูกซื้อมาแล้วก็ไม่ต้องแข่งกันอีก แต่จับมือกันรวยดีกว่า

แต่ยังมีมูลค่าเพิ่มอีกแบบก็คือการที่คู่แข่งของ Google ไม่ได้กิจการของ DoubleClick ไป ให้ลองนึกดูว่าถ้าคู่แข่งอย่าง Microsoft หรือ Yahoo! ได้ DoubleClick ไป จะทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของ Google ลดลงแค่ไหน แต่พอ Google ได้ DoubleClick มา ทำให้ส่วนแบ่งของ Microsoft และ Yahoo! ลดลงแค่ไหน และส่วนแบ่งของ Google สูงขึ้นแค่ไหน ผลต่างระหว่างความเสียหายของคู่แข่งและความได้เปรียบของ Google ก็คือมูลค่าเพิ่มที่ Google ได้มาครับ


มูลค่าในส่วนที่เป็น Net Present Value ทั้ง Google และ Microsoft คงคำนวณออกมาได้ไม่ต่างกันมากนัก แต่ที่ต่างกันก็คือ Synergy Value และ Competition Value โดยที่ Google ให้ราคาของมูลค่าเพิ่มสองแบบนี้สูงกว่าที่ Microsoft ให้ อาจจะด้วยความสามารถของ Google ที่จะทำให้มูลค่าเพิ่มทั้งสองแบบเกิดขึ้นได้เหนือกว่าที่ Microsoft จะทำได้ และนี่คือไพ่ที่เหนือกว่าของ Google ครับ

ต่อจากนี้ไป สิ่งที่ Google ต้องพยายามทำก็คือการ maximize ทั้ง Synergy Value และ Competition Value ให้เป็นไปตามราคาที่ได้คำนวณเอาไว้ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย บางครั้งการ Synergy อาจจะไม่ประสบความสำเร็จและทำให้ต้นทุนสูงขึ้นอีก หรือการคุกคามจากคู่แข่งก็อาจจะไม่ได้ลดลงอย่างที่ต้องการก็ได้

เราก็ต้องติดตามดูกันต่อไปว่าเสี่ย Google กับหนู DoubleClick จะเข้าขากันได้ดีแค่ไหน จะเป็นคู่ที่ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรไปจนแก่เฒ่า หรือจะกลายเป็นคู่นกกระจอกไม่ทันกินน้ำกันแน่ (เสี่ยอย่าล่มปากอ่าวละกัน)