แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Collaboration แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Collaboration แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

วันฉัตร ผดุงรัตน์ เจ้าตำนาน Pantip.com

Wanchat Padungrat

คุณรู้จักโลกอินเตอร์เน็ตดีแค่ไหน?...

การจัดอันดับบุคคลแห่งปีของนิตยสาร Time ในครั้งล่าสุด (ประจำปี 2006) ยกย่องให้...‘You’ หรือคุณคนที่อยู่ในโลกของอินเตอร์เน็ตคือคนสำคัญคนนั้น... แสดงให้เห็นว่าโลกอินเตอร์เน็ตสามารถสั่นสะเทือนโลกนอกจอคอมพิวเตอร์ได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน... คุณรู้สึกประหลาดใจกับปรากฏการณ์อันนี้หรือไม่

ถ้าอยากทำความเข้าใจกับสถานการณ์โลกอินเตอร์เน็ตให้ดีกว่าเดิม... คุณน่าจะเริ่มจากทำความรู้จักกับบุคคลคนนี้... เจ้าตำนานเว็บบอร์ดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองไทย

เว็บบอร์ดที่มีไอเดียเริ่มแรกมาจากอี-เมล์ตอบกลับที่มีความยาวเพียง 2 ย่อหน้า! ในขณะที่ปัจจุบันมีคนเข้าออกเว็บของเขากว่า 100,000 คนต่อวัน...

แล้วคุณจะรู้ว่าคนในโลกใบนี้เขาเป็นอยู่ และคิดอย่างไร...

จากคนที่สนใจเรื่องคอมพิวเตอร์ ผ่านขั้นตอนอย่างไรคะถึงกลายมาเป็นผู้ก่อตั้งเว็บบอร์ดดังอย่าง Pantip

มันก็มาเรื่อย ๆ ...ผมเริ่มเปลี่ยนงานมาอยู่กับคอมพิวเตอร์เลยอย่างที่ชอบ จนถึง 8 ปี เรารู้สึกว่ามันอิ่มตัวแล้ว... พอดีเพื่อนชวนมาทำธุรกิจ เออ ๆ คงสนุกดี เลยเปลี่ยนชีวิตใหม่ จังหวะนั้นเป็นจังหวะที่ได้จับอินเตอร์เน็ตครั้งแรก ที่จับคือส่งอี-เมล์ ตอนนั้นเพื่อนทำเป็นการอิมพอร์ตสินค้าจากต่างประเทศมาขาย ด้วยความที่ต้องติดต่อกับต่างประเทศบ่อย ใช้แฟกซ์มันแพงเราเลยซื้อชั่วโมงอินเตอร์เน็ตมา แล้วให้คนจากไต้หวันมาแนะนำการใช้ประโยชน์ แล้วไหน ๆ เราซื้อชั่วโมงอินเตอร์เน็ตอยู่แล้วเลยลองเข้าเว็บค้นหาข้อมูลดู ทำให้รู้ว่าอินเตอร์เน็ตนอกจากอี-เมล์แล้ว ยังมีอะไรอีกมากมายที่น่าสนใจ

ตอนนั้นเป็นธุรกิจมั้ยคะ

ก็พยายามให้เป็นโมเดลที่เราคิด เป็นโมเดลโฆษณาแต่ตอนนั้นที่ผมคิดคือเราทำเป็นแม็กกาซีนออนไลน์ ซึ่งมันน่าจะดี เมื่อเทียบกับแม็กกาซีนที่เป็นกระดาษ โฆษณาแค่ 10 บาทแต่เราเอามาลงเว็บค่าใช้จ่ายไม่เท่าไหร่ ขณะที่แม็กกาซีนทั้งเล่มก็หลายแสน เลยมองว่าต้องเป็นที่กระบวนการผลิตที่ดูดเงินเราไป มีการพิมพ์ เรื่องกระดาษ เรื่องแท่นพิมพ์ เรื่องต้นทุนให้สายส่ง อินเตอร์เน็ตมันเหมือนเป็นการตัดต้นทุนทุกอย่าง แต่ในที่สุดก็ผันตัวเองมาเป็นเรื่องของเว็บบอร์ด ใช่ครับ คือผมไปได้ข้อมูลจากคุณหมอท่านหนึ่งที่มา จุดประกาย จากการที่ผมทำแม็กกาซีนออนไลน์ ผมก็ส่งอี-เมล์ไปทั่วเพื่อโปรโมทเว็บไซต์ คุณหมอท่านนี้ส่งอี-เมล์ตอบกลับมาว่าเว็บคุณเนื้อหาดี แต่น่าจะมีเพลงประกอบสักหน่อยจะได้มีอะไรมากขึ้น ตอนนั้นผมหัดทำเว็บใหม่ ๆ ก็เมล์ไปถามว่าทำไงหรือครับเพลง ทำไม่เป็น คุณหมอบอกไปดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ตัวนี้มา แล้วโค้ดลงไปแบบนี้ก็ใช้ได้แล้ว อี-เมล์ฉบับหลังนี่คือตัวจุดประกาย โดยมีประเด็นอยู่ 2 อย่างคือ คำตอบที่ได้เป็นคำตอบที่ดีมาก แค่สั้น ๆ 2 ย่อหน้า แต่ถ้าใครได้อ่านสามารถสร้างเว็บของ ตัวเองให้มีเพลงประกอบได้ แล้วเกิดคำถามว่าทำไมผมถึงเป็นคนเดียวที่ได้อ่านคำตอบดี ๆ แบบนั้น มันไม่มีวิธีเลยเหรอที่ผมจะให้อีก 10 คน 100 คน 1,000 คนได้อ่าน คนไทยจะได้ทำเพลงใส่ในเว็บเป็น แล้วอีกตัวที่สร้างแรงบันดาลใจก็คือ ผมเรียนด้านไอทีมาตลอด แต่ว่าคนที่ตอบผมเป็นหมอ ดังนั้นเรื่องคอมพิวเตอร์ไม่ได้ถูกขีดวงอยู่แต่ในนักคอมพิวเตอร์ มันกว้างมาก และคนทั่วไปสามารถเข้าถึงเรื่องพวกนี้ได้ อยู่ที่ว่าเราจะหยิบอันไหนมาเล่นอันไหนมาศึกษา

บรรยากาศในช่วงแรก ๆ ของเว็บบอร์ดพันทิปเป็นยังไงคะ

มีพัฒนาการของมันมาเรื่อย ๆ ถ้าเริ่มแรกเลย สองอาทิตย์แรกจะดี แบบว่าถามกันตอบกัน คุยกัน สนุกสนาน แล้วความไม่ดีก็ตามมาในเวลาไม่นานนัก (หัวเราะ) ยุคแรกนี่เขียนแบบไม่มีการตรองอะไรเลย ตอนนั้นคิดว่าคนใช้อินเตอร์เน็ตได้ เขาคงไม่ทำอะไรที่ไม่ดีหรอกน่ะ ด้วยการที่มองโลกในแง่ดี เราก็เขียนโปรแกรมแบบตรง ๆ ใครเขียนอะไรก็ได้ เขียนแล้วขึ้นตรงนั้นเลย จากนั้นก็เจอเลย หลังจากมีความสนุกสนานก็เริ่มมีคนใช้คำหยาบ มีคนมาป่วน ด่ากัน ทะเลาะกัน เริ่มจากตรงคำหยาบ ผมเลยกลับมาทำลิสต์แก้คำหยาบขึ้นมา ตอนแรกได้แค่ 20 คำ แล้วก็ได้คำที่ 21 ตามมาจนน้องที่เป็นคนร่วมงานในตอนแรกเขาเข้ามาเจอผม เขาบอกว่า โห...คนทำเป็นเป็นแบบนี้เองเหรอ ทำไมพี่รู้จักคำหยาบเยอะ ขนาดนี้ ผมบอกเฮ้ยไม่ใช่ นั่นไม่ใช่ตัวตนผม แต่มันจำเป็นต้องสะสม ก็เป็นอะไรที่ตลกดี

พันทิปโดนกระแสโน่นนี่อยู่บ่อยครั้ง ที่เป็นแรงกดดันจากสังคมที่สุด คิดว่าเป็นเรื่องของอะไรคะ

ไม่มีเหตุการณ์เฉพาะ มันเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไป เหมือนกับว่าตอนนี้เราเริ่มมองเห็นจุดเบี่ยงเบนอันหนึ่ง มีแนวโน้มไม่ค่อยดี บางทีเนื้อหาจากอินเตอร์เน็ตทำท่าว่าจะไม่ได้รับความเชื่อถือมากขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนั้นใครอยากจะเขียนอะไร เรื่องโกหก ด่าใครยังไงยังไม่มีระบบป้องกันได้ ในยุคนั้นสังคมมองว่าอินเตอร์เน็ตเป็นสื่อที่เชื่อถือไม่ได้ จากประสบการณ์จริงนี้ ทำให้เรารู้สึกว่าถ้าเราปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป จะทำให้คุณค่าของอินเตอร์เน็ตต่ำลง พอไม่มีใครเชื่อถือแล้วก็จะหมดคุณค่า

แต่ถ้าถามว่าเรามีวิธีการที่จะกรองได้อย่างไรว่าข้อมูลนั้นถูกต้อง เป็นเรื่องจริง

ผมว่าสำหรับคนอ่านนะ ต้องเข้าใจก่อนว่าโลกของข้อมูลมีอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือข้อเท็จจริง เรื่องที่สองเป็นเรื่องของความคิดเห็น ...ผมว่าเป็นเรื่องของความรู้ที่จะต้องฟัง ๆ เอาไว้ แล้วเอามาประกอบกัน อีกอย่างหนึ่งมันเป็นเรื่องของความคิดเห็น และเป็นอะไรที่เป็นประโยชน์ในมุมของอินเตอร์เน็ต แต่ในแง่ของผู้บริโภคผมว่าการใช้ประโยชน์คือการอ่านหลาย ๆ ความคิดเห็น แล้ววิเคราะห์เองว่ากลุ่มความคิดเห็น สาระมันอยู่ตรงไหน อีกอย่างคือรู้จักตัวตนของผู้ที่ให้ความคิดเห็นเลย จะมีประโยชน์ที่สุด ถ้ามองข้อมูลข่าวสารทั้งระบบ ผมมองว่ามีธรรมชาติของมันอยู่แล้ว เราก็ไม่ต้องไปฝืนธรรมชาติ เช่น สมมุติเราวัดเกรดของความน่าเชื่อถือได้ง่าย ๆ อาจจะมี 3 เกรด คือบทความทางวิชาการ เขียนเปเปอร์ ทำธีซิส การวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ต้องเขียนว่าเอามาจากใคร แล้วผลเป็นอย่างไร ต้องผ่านการไตร่ตรองจากอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นการกลั่นกรองเนื้อหา ที่น่าเชื่อถือสูงสุด รองลงมาคือสิ่งที่เราพบในหนังสือพิมพ์ ในคอลัมน์ทั่วไป ไม่ได้ถูกกลั่นกรองเท่างานวิชาการ แต่มีข้อความเนื้อหาที่น่าเชื่อถือมั้ย ก็มี แต่เท่าเนื้อหางานวิจัยมั้ย ยังไม่เท่า ในขณะที่การมาของอินเตอร์เน็ตเป็นการ มาแบบกว้าง ๆ ความเชื่อถือน้อยที่สุด แต่ถ้าเราบอกว่าไม่ได้ เราต้องทำให้มันน่าเชื่อถือมาก ๆ พยายามจะดันให้มาอยู่ที่ 1 หรือ 2 เราก็จะเสียธรรมชาติของมันไป...

เวลาเจอกระแสต่าง ๆ ตรงนี้คนทำเว็บมีหนทาง หรือมีการแก้ปัญหาอย่างไรบ้าง

เราพยายามวางตัวเป็นเวทีให้มากที่สุดสำหรับทุกฝ่าย อย่างสถานการณ์การเมืองที่ผ่านมาซึ่งถือว่าไม่ปกติ ก็มีปิดบ้างประมาณ 2 สัปดาห์ วันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา ทาง คมช. ขอความร่วมมือในการทำให้ทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอย ตอนนั้นก็ปิด จำไม่ได้ว่าอยู่ในระดับไหน น่าจะปิดเลย จากนั้น 2 สัปดาห์ก็เปิดให้สมาชิกเขียนได้ แต่ว่าต้องเป็นสมาชิกด้วยกันที่อ่าน...ตรงนั้นเราต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ลำบาก ...ในตอนนั้นสถานการณ์ยังไม่นิ่ง มีการปลุกระดม จนถึงขั้นไปรวมพลกัน ถ้าหากว่าเกิดความไม่สงบขึ้นมาจริง ๆ คนต้องไปเสียเลือดเสียเนื้อ ผมจะต้องจำไปตลอดว่าเขาเข้ามาอ่านในเว็บผมเขาเลยไปรวมตัวกัน ไปเสียเลือดเสียเนื้อกัน คงทำให้ผมรับไม่ได้ เลยเป็นวิธีนี้ที่ปิดไว้ก่อนดีกว่า

อินเตอร์เน็ตมีอิทธิพลต่อเรามากที่สุดในแง่ไหนคะในความคิดคุณ

ทุกวันนี้เหมือนกับว่าอินเตอร์เน็ตถูกใช้ในทางที่ไม่ดีนัก หมายถึงว่าไม่คุ้มค่านัก อินเตอร์เน็ตผมว่ามันมีพลัง มากที่สุดในเรื่องที่ว่าใช้สำหรับการหาข้อมูล การหาความรู้ เดี๋ยวนี้ใครสักคนอยากหาความรู้ไม่ต้องเข้าห้องสมุดแล้ว เพราะว่าอินเตอร์เน็ตมีหมดทุกอย่าง...แต่ปรากฏว่าการใช้อินเตอร์เน็ตมากที่สุดกลับเป็นเรื่องของความบันเทิง แต่จะบอกว่ามันผิดเหรอ ก็ไม่ผิด กลับมาในเรื่องของความเป็นมนุษย์ ที่ทุกอย่างต้องสมดุลกันทั้งในเรื่องของวิชาการ เรื่องความบันเทิง ที่สุดท้ายมันต้องมารับใช้ รับฟังมนุษย์ แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ในมุมที่ไม่เหมาะสม ต้องยอมรับว่าอินเตอร์เน็ตน่ากลัวเหมือนกัน เช่น เราอยู่ในที่รโหฐานแล้วเราอยากจะเปิดเว็บที่มันไม่เหมาะสม เป็นอะไรที่คลิกเดียว ประเภทต้องตอบว่า yes หรือ no จะเข้าหรือไม่เข้านี่คลิกซ้ายขึ้นสวรรค์ คลิกขวาลงนรก (หัวเราะ) โลกนี้มันง่ายขนาดนั้น

บางทีมีผู้ใหญ่ก็บอกว่าเด็กที่อยู่แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์จะขาดมนุษยสัมพันธ์กับเพื่อน ขาดคนที่เราจะทำความรู้จักในแง่อื่น ๆ

ผมไม่แน่ใจ แต่วัยหลัก ๆ ที่ใช้พันทิปจะเป็นวัยทำงานค่อนข้างเยอะ เด็กสุดก็ระดับมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นก็เหมือนเขาไม่ใช่วัยเด็กแล้ว เขาผ่านขั้นตอนอะไรต่าง ๆ แบบนี้ มันเลยเหมือนปรากฏการณ์ อย่างที่เขาคุยกันในเว็บก็ชอบนัดมีตติ้งกัน ตรงนี้จะไปบอกว่าเขาขาดปฏิสัมพันธ์ได้ยังไง เพราะเขาก็คุยทางอินเตอร์เน็ต แล้วเขาก็มาคุยกันต่อข้างนอก ผมว่าเป็นประเด็นที่อินเตอร์เน็ตสามารถทำได้ ทั้งที่แต่ก่อนไม่สามารถทำได้ สมมุติตอนที่ผมจบใหม่ ๆ ผมเข้าทำงานที่บริษัทใหญ่ คนทำงาน 200-300 คน ตอนนั้นผมสนใจเรื่องหนังสือ เรื่องวรรณกรรม แต่ 300 คนเราไม่มีโอกาสเจอได้ทั้งหมด ซึ่งบางทีอาจจะมีคนสนใจเหมือนเราก็ได้แต่เราไม่รู้ แล้วเมื่ออินเตอร์เน็ตเกิดขึ้น โอกาสที่คนคอเดียวกันจะเจอกันเป็นไปได้มาก แล้วเขาก็ไปสานต่อ ไปปฏิสัมพันธ์หลังจากที่เจอกันเบื้องต้นทางอินเตอร์เน็ตแล้ว

ในฐานะคนก่อตั้งเว็บพันทิป อยากให้โลกในอินเตอร์เน็ตเป็นอย่างไร

ผมอยากให้อินเตอร์เน็ตเป็นตัวแทนของคน ผมนั่งหน้าจอเข้าอินเตอร์เน็ต ระบบจะต้องรู้เลยว่าผมเป็นใคร ในระดับหนึ่งนะ ต้องเป็นการจำลองโลกในลักษณะที่เหมือนจริงพอสมควร อย่างเช่นผมล็อกอินปุ๊บในอินเตอร์เน็ตรู้ว่าผมเป็นใคร แล้วผมอยากเข้าไปในพันทิปอยากคุยกับคนอื่น คนอื่นไม่รู้ว่าผมเป็นใคร แต่ผมรู้ว่าผมเป็นตัวจริง ๆ 100 % การเป็นใครแบบ 100 % จะทำให้ประชาธิปไตยแบบกรีกโบราณเป็นไปได้ อย่างน้อยการเลือกตั้งผ่านอินเตอร์เน็ตเกิดขึ้นได้ ถ้าเมื่อไหร่เขาให้เลือกตั้งผ่านทางอินเตอร์เน็ตแสดงว่าอินเตอร์เน็ตเชื่อถือได้ พอเป็นแบบนี้ก็จะมีเวทีที่เป็นการนำเอาความดิบของความคิดเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ หรือว่าจะใช้การสื่อสารที่เป็นจริงเป็นจังอะไรแบบนี้ จะไปคุยไปแช็ตที่ไหน ทุกอย่างมันสะท้อนความเป็นจริงได้ แต่ถ้าไม่อยากให้สะท้อนสามารถทำได้อีกเช่นกัน ผมว่าถ้าระบบตั้งต้นแบบนี้จะดีกว่า

ที่มา นิตยสารขวัญเรือน


มีเกร็ดไร้สาระจากบทความนี้สองเรื่องครับ

โซฟาสีแดงที่คุณวันฉัตรนั่ง เป็นโซฟาที่บริษัทไม่ได้จ่ายเงินซื้อ แต่เป็นโซฟาที่ได้มาจากบริษัทอื่นอีกทีครับ จริงๆ แล้วบรรยากาศการตกแต่งในออฟฟิศของพันทิปดูค่อนข้าง conservative จัดโต๊ะแบบห้องเรียน เก้าอี้พนักงานสีออกทึมๆ โทนน้ำเงินเข้มๆ หรือเทา แต่เจ้าโซฟาสีแดงแปร๊ดตัวนี้กลับฉีกแนวออกไป เพราะเจ้าของเดิมคือบริษัทที่เช่าออฟฟิศอยู่ที่เดียวกับออฟฟิศของพันทิปในซอยอินทามระ 1 ย่านสะพานควาย แต่สุดท้ายแล้วบริษัทนั้นค้างค่าเช่าออฟฟิศหลายเดือน เจ้าของอาคารออฟฟิศก็เลยเลิกสัญญาเช่า และยึดเฟอร์นิเจอร์เอาไว้ ซึ่งบริษัทนี้เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจด้านการออกแบบกราฟฟิกส์ เฟอร์นิเจอร์ก็เลยดูฉูดฉาดหน่อย พอบริษัทนี้ถูกเลิกสัญญาเช่า พันทิปก็เลยขอเช่าพื้นที่ของบริษัทนี้ต่อเลย และได้โซฟาสีแดงตัวนี้มาใช้งานด้วย

ตอนที่ผมทำงานที่พันทิป ผมชอบเข้างานสายๆ (จริงๆ ต้องเรียกว่าบ่าย) แล้วไปเลิกงานเอาตอนดึกๆ เลย บางทีตอนดึกๆ ผมจะมานอนพักสายตาที่โซฟาตัวนี้สักครึ่งชั่วโมง ถ้าสังเกตดีๆ ตรงกลางโซฟาจะมีรอยยุบลงไป นั่นไม่ใช่ฝีมือของผมนะครับ มันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว เวลานอนก็จะรู้สึกว่าหลังแนบลงไปตามรอยยุบ

โปรแกรมกรองคำหยาบ ตัวแรกเริ่มเป็นโปรแกรมที่คุณวันฉัตรพัฒนาขึ้นมา โดยอาศัยหลักการง่ายๆ คือการนำเอาคำหยาบ 20 คำใส่ลงไปใน array แล้วเขียนโปรแกรมวนลูปเพื่อเช็คว่าพบคำเหล่านี้ในข้อความที่ผู้ใช้ส่งเข้ามาหรือไม่ ผมเป็นคนแรกที่ได้เห็นลิสต์คำหยาบ 20 คำนี้ ซึ่งตอนนั้น innocent มากครับ คือผมไม่รู้จักคำบางคำในลิสต์ ไม่รู้ความหมายของมัน ไม่รู้ว่ามันคือคำหยาบ คิดว่า Blogger คงไม่มีระบบกรองคำหยาบนะ เช่นคำว่า โยนี และ cunt ตอนแรกไม่รู้จริงๆ ว่ามันคืออะไร แต่พอผมเริ่มพัฒนาโปรแกรมกรองคำหยาบตัวใหม่ ก็เลย research ดูว่าคำว่าโยนีคืออะไร จนได้รู้ความหมาย และรู้ว่าเป็นคำสุภาพที่ใช้เรียกน้องจุ๋มจิ๋มของคุณผู้หญิง นอกจากนี้ยังเป็นคำที่ถูกใช้ในพระไตรปิฎกด้วย ผมเลยคิดว่าไม่ควรจะมองว่าคำนี้เป็นคำหยาบ และเอาคำนี้ออกไปจากลิสต์

โปรแกรมกรองคำหยาบที่ผมพัฒนาขึ้นใหม่ น่าจะเรียกได้ว่าเป็นโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดตัวหนึ่งในประเทศไทย จนถึงตอนนี้พันทิปก็ยังใช้โปรแกรมตัวนี้อยู่ มันสามารถเข้าใจว่าคำเหล่านี้คือคำหยาบ

ควย
ค#ว#ย
ค_ย
ค
ว
ย
ฆวย
ฅรวย
หมอย
หี

แต่โปรแกรมจะรู้ว่าคำเหล่านี้ไม่ใช่คำหยาบ

หมอยา
ไหมอย่า
ปาหี่
หีบ

มีเว็บมาสเตอร์หลายเว็บที่ส่ง e-mail มาขอโค้ดโปรแกรมกรองคำหยาบตัวนี้จากผม ซึ่งผมก็ส่งให้ เว็บมาสเตอร์เหล่านั้นได้ดูโค้ดแล้วคงจะคิดว่าทีมงานพันทิปรู้จักคำหยาบเยอะจัง ที่แท้ก็เป็นคนแบบนี้เองเหรอเนี่ย

เฮ้ย... ไม่ใช่นะ นั่นไม่ใช่ตัวตนของผม!

วันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

ThaiBlog.info - Thai Blogger Collaboration เมื่อนักเขียนบล็อกชาวไทยร่วมมือกัน

ไปเจอแคมเปญดีๆ สำหรับนักเขียนบล็อกจากบทความเรื่อง มารีวิว ThaiBlog.info เพื่อรับสิทธิ์เป็น Featured Links กันเถอะ ในเว็บไซต์ Keng.com บิดาแห่งบล็อกเมืองไทยเข้าครับ แคมเปญนี้ดูเรียบง่าย แต่เบื้องลึกแล้วมีประเด็นที่น่าสนใจอยู่หลายอย่าง

ขอเล่าแบบย่อๆ ว่าแคมเปญนี้มีอะไรบ้าง ส่วนรายละเอียดต่างๆ เข้าไปดูในลิงค์เองนะครับ แคมเปญนี้เปิดให้นักเขียนบล็อกชาวไทยร่วมกันรีวิวเว็บไซต์ ThaiBlog.info แบบง่ายๆ เพื่อแลกกับสิทธิ์ในการที่บล็อกของคุณจะได้เป็น Featured Links ของเว็บไซต์ ThaiBlog.info ฟรีเป็นเวลา 1 ปี

ThaiBlog.info

ประโยชน์ที่ผู้เข้าร่วมแคมเปญนี้จะได้รับก็คือการได้ตำแหน่งในการโปรโมทบล็อกของคุณที่โดดเด่นขึ้นมาจากตำแหน่งปกติ อย่างที่ผมดูในหมวด "การสร้างและตกแต่ง blog >> การทำ blog" พบว่ามีบล็อกที่อยู่ในตำแหน่ง Regular Links ถึง 13 บล็อก ซึ่งดูละลานตามาก แต่บล็อกที่อยู่ในตำแหน่ง Featured Links กลับดูโดดเด่นขึ้นมาทันที

บางคนบอกว่า benefit แค่นี้ไม่เห็นจะดีเลย เว็บ ThaiBlog.info มีคนเข้าวันละกี่คนกันเชียว แล้วจะมีกี่คนที่เข้ามาดูในหมวดย่อยแต่ละหมวด แต่ต้องไม่ลืมครับว่ายังมี benefit อีกข้อก็คือ ปัจจุบันนี้มีบล็อกสัญชาติไทยมากกว่า 300 บล็อกที่ทำลิงค์มายังเว็บ ThaiBlog.info ตามกติกาที่เว็บไซต์กำหนดขึ้นสำหรับบล็อกที่ต้องการโปรโมทผ่านเว็บนี้ การถูกลิงค์มาจากหลายๆ เว็บไซต์ ทำให้ ThaiBlog.info มี PageRank ที่สูงขึ้น และในทางกลับกัน เว็บไซต์ที่ถูกลิงค์จาก ThaiBlog.info ก็จะมี PageRank ที่ดีขึ้นด้วยเช่นกัน นั่นหมายความว่าบล็อกของคุณจะมีตำแหน่งที่ดีขึ้นใน Google ครับ

แต่ที่เหนือไปกว่านั้นก็คือกลยุทธ์นี้กำลังสร้าง Viral Marketing ด้วยการให้นักเขียนบล็อกเป็นผู้โฆษณาเว็บไซต์นี้ให้ โดยมี benefit แลกเปลี่ยนคือการได้เป็น Featured Links นั่นเอง ใครที่ได้อ่านรีวิว ThaiBlog.info จากบล็อกต่างๆ ก็จะเริ่มสนใจที่จะโปรโมทบล็อกของตัวเองผ่าน ThaiBlog.info บ้าง และนั่นหมายถึง PageRank ของทั้ง ThaiBlog.info และบล็อกที่ถูกลิงค์จากที่นี่จะเพิ่มสูงขึ้นไปด้วยครับ

วิธีการแบบนี้ ในโลกของ Web 2.0 เรียกว่า Collaboration ก็คือการที่ทุกคนร่วมกันอุทิศอะไรบางอย่างให้กับส่วนรวม แล้วส่วนรวมก็จะให้ผลตอบแทนกลับไปหาผู้ร่วมอุทิศด้วย ในที่นี้ส่วนรวมก็คือ ThaiBlog.info ส่วนนักเขียนบล็อกชาวไทยก็คือผู้ร่วมอุทิศนั่นเอง

วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2550

Social Business Enterprise เมื่อเป้าหมายธุรกิจไม่ใช่เพื่อ Maximize Profit แต่เพื่อ Minimize Poverty

Muhammad Yunus

ได้ดูรายการชีพจรโลกโดย สุทธิชัย หยุ่น ที่นำเสนอเรื่องราวของ Dr. Muhammad Yunus เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2006 ซึ่งผมมองว่าเป็นบุคคลที่มีแนวคิดที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างมาก น่าที่จะลองศึกษาแนวคิดของเขาดู โดยเฉพาะนักศึกษา MBA ที่ถูกครอบงำด้วยแนวคิดการทำธุรกิจเพื่อ Maximize Profit ทำอย่างไรก็ได้ให้บริษัทมีกำไรมากที่สุด ขณะที่แนวคิดของ Dr. Yunus กลับเป็นการ Minimize Poverty หรือการลดจำนวนคนยากจนให้เหลือน้อยที่สด รวมถึงการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับคน

ฟังดูอาจจะรู้สึกแปลกๆ ว่าการลดจำนวนคนจน มันไม่น่าจะเรียกว่าธุรกิจ น่าจะเรียกว่ามูลนิธิมากกว่า ถ้าทำธุรกิจเพื่อคนจน ธุรกิจจะอยู่รอดได้อย่างไร (แต่ถ้าทำธุรกิจหากินกับคนจน แบบนี้มีโอกาสรวยล้นฟ้าได้ครับ) แต่ Dr. Yunus ก็ได้พิสูจน์แล้วว่ามันเป็นไปได้ อย่างเช่นธุรกิจ Village Phone ที่มีแนวคิดว่าคนในชนบทของบังกลาเทศขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร Dr. Yunus ก็ใช้วิธีปล่อยกู้ให้แก่ผู้หญิงในหมู่บ้านตามชนบทเพื่อนำเงินไปซื้อโทรศัพท์มือถือ แล้วให้ทำอาชีพเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือสาธารณะ (เหมือนการตั้งโต๊ะมือถือตามหอพักนักศึกษาในสมัยก่อนครับ ไม่รู้ว่าสมัยนี้ยังมีอยู่มั้ย นักศึกษาส่วนใหญ่คงมีมือถือเป็นของตัวเองกันหมดแล้ว) คนในหมู่บ้านที่ต้องการการติดต่อสื่อสาร แต่ไม่มีโทรศัพท์ ก็มาใช้บริการได้ คนที่ให้บริการก็มีรายได้เสริม

หลักการดำเนินธุรกิจของ Dr. Yunus คือต้องมีกำไร ธุรกิจต้องทำให้ผู้ลงทุนได้เงินของตัวเองกลับคืนไป แต่กำไรของธุรกิจไม่ต้องสูงมาก เมื่อสามารถคืนทุนให้เจ้าของเงินได้แล้ว บริษัทก็ยังต้องดำเนินต่อไปได้โดยใช้กำไรของตัวเองเป็นทุนในการดำเนินงาน กำไรส่วนที่เกินทุน ส่วนหนึ่งจะต้องคืนกลับสู่สังคม อีกส่วนใช้สำหรับขยายกิจการเพื่อก่อประโยชน์ให้แก่ประชาชนในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

เป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง เลยครับ

จริงๆ แล้ว Dr. Yunus มีชื่อเสียงมากจากแนวคิด Micro Credit หรือเงินกู้ระดับรากแก้ว ซึ่งมีผู้ที่เขียนอธิบายถึงแนวคิดนี้ไว้ได้อย่างละเอียดดีมากครับ ลองอ่านดูได้ที่นี่ <ยูนุส (Yunus) และ ธนาคารกรามีน (Grameen Bank) เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ 2006>

คนไทยเองก็มี Micro Credit เช่นกัน แต่อยู่ภายใต้ชื่อ สัจจะสะสมทรัพย์ ซึ่งริเริ่มโดย ครูชบ ยอดแก้ว และ พระสุบิน ปณีโต รายละเอียดอาจจะแตกต่างจาก Dr. Yunus อยู่บ้างครับ

หลักการมีอยู่ว่า ให้คนที่อยู่ในหมู่บ้านมาพบกันทุกเดือน และแต่ละคนนำเงินมาฝากประจำไว้ คนละนิดละหน่อย แค่หลักสิบหรือหลักร้อยบาท แต่ต้องมีวินัย มาฝากกันทุกเดือน แล้วเวลาที่มีชาวบ้านคนไหนร้อนเงิน ต้องการใช้เงินด่วน ก็จะมาขอกู้จากกรรมการที่ดูแลบัญชี กรรมการก็จะพิจารณาและปล่อยกู้ให้โดยที่ไม่ต้องมีทรัพย์สินมาเป็นหลักประกัน แต่ใช้หลักของความเชื่อใจหรือ "สัจจะ"

สัจจะสะสมทรัพย์มีความแตกต่างจากนโยบายกองทุนหมู่บ้านตรงที่เงินที่ถูกนำมาเป็นกองทุนหมู่บ้านคือเงินที่รัฐบาลให้กู้ยืม ขณะที่เงินของสัจจะสะสมทรัพย์เป็นเงินของชาวบ้านเอง ความรู้สึกเป็นเจ้าของเงินจะแตกต่างกัน ชาวบ้านที่กู้จากกองทุนหมู่บ้านจะรู้สึกว่าถ้าไม่ใช้หนี้ก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวรัฐบาลก็ช่วย ขณะที่การกู้เงินจากโครงการสัจจะสะสมทรัพย์ ลูกหนี้จะรู้สึกถึงความรับผิดชอบ เพราะเจ้าหนี้ก็คือคนรู้จักนับร้อยคนที่อยู่ในหมู่บ้าน ตัวเจ้าหนี้เองก็รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของเงิน ถ้าลูกหนี้ประสบปัญหาผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้ก็จะพยายามช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้ วิธีการแบบนี้ทำให้รากแก้วมีความเข้มแข็งมากขึ้น สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง

เขียนถึงเรื่องการทำเพื่อสังคม และการให้สังคมดูแลกันเอง คงต้องวกเข้ามาที่วงการออนไลน์หน่อย ทุกวันนี้เราได้ยินคำว่า Web 2.0 กันมากขึ้น ซึ่งมีคีย์เวิร์ดที่สามารถบ่งบอกความเป็น Web 2.0 ได้ก็คือคำว่า Collaboration, Community และ Social

Web 2.0

ทั้งสามคำนี้ต่างก็มีความหมายไปในแนวทางเดียวกัน คือการเชื่อมโยงประชากรออนไลน์เข้าด้วยกัน ให้แต่ละคนได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สิ่งที่มีประโยชน์ขึ้นมา

เว็บไซต์ที่มีลักษณะแบบนี้ก็เช่น Wikipedia ที่ให้คนเข้ามาร่วมเขียนบทความลงสารานุกรมออนไลน์ หรือ del.icio.us ที่ให้คนเอาเว็บดีๆ ที่ตนเองไปพบเจอมาแบ่งปันกัน

ถ้าพูดถึงเว็บไซต์ไทยที่มี concept แบบนี้ ก็คงนึกถึง Pantip.com กัน ที่เปิดให้คนเข้าไปเขียนตอบกระทู้ แบ่งปันความรู้ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

สมัยที่ผมทำงานอยู่กับ Pantip.com คุณวันฉัตรซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ เคยปรารภอยู่บ่อยๆ ว่าอยากเห็น Pantip.com เป็นของประชาชนจริงๆ อยากเห็นคนเล่นเว็บเข้ามาเป็นคนบริหารเว็บ อยากเห็นอะไรที่คล้ายๆ กับสหกรณ์ที่คนเล่นเว็บร่วมเป็นเจ้าของ ร่วมบริหาร เมื่อมีกำไรก็ปันผลกลับไปให้แก่คนเล่นเว็บเอง

คุณวันฉัตรเคยนำแนวคิดนี้ไปปรึกษากับนักธุรกิจหลายท่าน ผลตอบรับก็คือมันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำแบบนั้น

อาจจะคล้ายๆ กับที่ Dr. Yunus ไปคุยกับผู้จัดการธนาคารว่าอยากให้ธนาคารปล่อยกู้ให้กับคนจน แต่ธนาคารปฏิเสธว่าเป็นไปไม่ได้เพราะไม่คุ้มที่จะทำ และคนจนก็ไม่มีหลักประกัน แต่สุดท้ายก็เกิดธนาคาร Grameen และแนวคิด Micro Credit ขึ้นจนได้

ทุกวันนี้แนวคิดของการให้คนเล่นเว็บเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารเว็บ ค่อนข้างชัดเจนขึ้นในบางเว็บไซต์ อย่างเช่นเว็บ ThaiVI.com ซึ่งเป็นชุมชนของนักลงทุนเน้นคุณค่า ผู้บริหารชุดเก่าได้ประกาศวางมือ และเปิดรับผู้บริหารชุดใหม่ที่จะเข้าไปทำหน้าที่แทนโดยสมบูรณ์

ส่วนการแบ่งรายได้ให้แก่คนเล่นเว็บเองก็เริ่มมีแนวโน้มความเป็นไปได้ที่สูงขึ้น การเกิดขึ้นของ AdSense ที่ช่วยให้คนทำเว็บไม่ต้องไปวิ่งขายโฆษณาเอง ก็สามารถมีรายได้จากการทำเว็บได้ และการประกาศของ YouTube ที่จะแบ่งรายได้โฆษณาให้แก่ผู้ที่โพสต์วิดีโอบนเว็บไซต์

ถ้า YouTube ทำสำเร็จ คงจะกลายเป็นต้นแบบให้เว็บบล็อกและเว็บบอร์ดหลายแห่งทำตาม อีกหน่อยคนเขียนบล็อกใน Exteen หรือเขียนกระทู้ใน Pantip อาจจะมีรายได้จากค่าโฆษณาโดยที่ตัวเองไม่ต้องจดโดเมนทำเว็บเอง และไม่ต้องวิ่งหาลูกค้าเองก็ได้ครับ