แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ YouTube แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ YouTube แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2550

Technology Convergence การบรรจบกันของเทคโนโลยี ทำให้เกิดธุรกิจใหม่เสมอ

หลายคนมักจะคิดว่าการคิดค้นรูปแบบธุรกิจใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะในยุคที่ธุรกิจต่างๆ ถูกจับจองไปหมดแล้ว ความคิดนี้อาจจะถูกเพียงครึ่งเดียว ถึงแม้ว่าธุรกิจในรูปแบบเดิมๆ จะมีคู่แข่งขันอยู่เต็มไปหมด แต่ก็ยังมีโอกาสธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งเกิดขึ้นมาได้เพราะเทคโนโลยีที่พัฒนามากขึ้น

ย้อนกลับไปในปี 2000 ยุคที่โปรแกรมแชร์ไฟล์เพลง Napster กำลังโด่งดัง ในยุคนั้น โลกของธุรกิจเพลงถูกครอบงำโดยค่ายเพลงยักษ์ใหญ่เพียง 5 ค่าย ซึ่งกินส่วนแบ่งการตลาดรวมกันมากกว่า 80% และมีธุรกิจที่ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การผลิตเพลงจนถึงการจัดจำหน่าย เป็นเรื่องยากมากที่คู่แข่งจะแทรกตัวเข้าไปได้

แต่เมื่อนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมดาๆ คนหนึ่งได้พัฒนาโปรแกรม Napster ขึ้น ยักษ์ใหญ่ก็ถูกเขย่าบัลลังก์ นักศึกษาคนนี้คงจะไปทำร้ายค่ายเพลงไม่ได้ถ้าโลกนี้ปราศจากเทคโนโลยี MP3, CD Ripper และ P2P

เทคโนโลยีการบีบอัดไฟล์เพลง MP3 ถูกพัฒนาขึ้นโดย MPEG องค์กรภายใต้ ISO ผู้กำหนดมาตรฐานสินค้าหลายๆ อย่างบนโลกนี้ MP3 ช่วยให้ไฟล์เพลงความยาว 5 นาที ที่มีขนาดมากกว่า 50 MB หดเล็กลงเหลือเพียง 5 MB ง่ายที่จะ copy ให้คนอื่น รวมถึงการส่งต่อให้เพื่อนทางอินเทอร์เน็ต

CD Ripper คือโปรแกรมที่แปลงเพลงในแผ่นซีดีให้เป็นไฟล์เพลง MP3 ซอฟท์แวร์ CD Ripper มีให้เลือกดาวน์โหลดได้ฟรีจากเว็บไซต์ต่างๆ ใครๆ ก็สามารถแปลงซีดีให้เป็นไฟล์ MP3 และส่งต่อให้ใครก็ได้โดยที่ไม่ต้องเอาแผ่นซีดีให้

ส่วน P2P คือเทคโนโลยีการแบ่งไฟล์ขนาดใหญ่ให้เป็นข้อมูลเล็กๆ แล้วส่งต่อให้คนอื่นที่ต้องการ โดยที่ไม่ต้องมีเซิร์ฟเวอร์กลาง เนื่องจากทุกคนเป็นเซิร์ฟเวอร์ เทคโนโลยีนี้ทำให้คนที่ไม่รู้จักกันสองคน สามารถแบ่งปันไฟล์เพลงกันได้

ลองนึกภาพว่าคนทั้งโลกนี้ มีคนซื้อซีดีเพลงอัลบั้มใหม่เพียงคนเดียว จากนั้นเขาใช้ CD Ripper เพื่อแปลงเพลงในแผ่นซีดีให้เป็นไฟล์ MP3 แล้วแชร์ไฟล์เพลงนั้นผ่านเครือข่าย P2P แบบนี้ค่ายเพลงก็จะขายซีดีได้เพียงแผ่นเดียว ขณะที่ต้นทุนการผลิตอัลบั้มนั้นสูงมาก

จะเห็นได้ว่าทั้งสามเทคโนโลยีที่มาบรรจบกัน ช่วยสร้างโมเดลธุรกิจใหม่อย่าง Napster ขึ้นมาได้ ถึงแม้ว่าท้ายที่สุดแล้ว Napster จะถูกศาลตัดสินให้ระงับการให้บริการ แต่ Napster ก็สามารถเปลี่ยนโมเดลธุรกิจไปเป็นการขายเพลงแบบสมาชิกรายเดือนได้ กลายเป็นคู่แข่งของแผงเทปไป

อีกกรณีหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ YouTube เว็บไซต์นี้คงจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าเว็บถูกสร้างขึ้นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ในยุคที่รูปแบบไฟล์วิดีโอมีทั้งค่าย Real, Windows Media, Quicktime และอื่นๆ อีกมาก โดยที่ Flash ยังไม่แพร่หลาย ในยุคที่กล้องถ่ายวิดีโอมีราคาแพง และยังไม่มีโทรศัพท์มือถือที่ถ่ายวิดีโอได้ และในยุคที่ผู้คนยังใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วต่ำอยู่

ถ้าไม่มี Flash เราก็คงต้องติดตั้งโปรแกรม Movie Player ของทุกค่ายเพื่อจะได้ดูวิดีโอได้ทุกรูปแบบ

ถ้ากล้องวิดีโอมีราคาแพงเกินกว่าที่คนทั่วไปจะหาซื้อใช้ได้ หรือถ้าไม่มีโทรศัพท์มือถือความสามารถสูงที่สามารถถ่ายวิดีโอได้ ก็คงจะหาคลิปวิดีโอดีๆ ให้ดูได้ยาก

และถ้าคนส่วนใหญ่ยังใช้อินเทอร์เน็ต 56 k อยู่ คงไม่มีใครอยากเสียเวลาโหลดวิดีโอคลิปดู

แต่เมื่อเทคโนโลยีทุกอย่างพร้อม เว็บอย่าง YouTube ก็เกิดขึ้นมา และโด่งดังเป็นพลุแตก จนถูก Google ซื้อไปด้วยราคาสูงลิ่ว

ทั้งกรณีของ Napster และ YouTube ต่างก็มีจุดที่เหมือนกันสองจุด จุดแรกคือการเกิดขึ้นของมาตรฐานที่ผู้คนนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย Napster ได้ประโยชน์จากมาตรฐาน MP3 ขณะที่ YouTube ได้ประโยชน์จาก Flash ที่กลายเป็นมาตรฐานด้านมัลติมีเดียบนเว็บ จุดที่สองคือการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีที่เอื้ออำนวยต่อการติดต่อเพื่อรับส่งข้อมูลกัน Napster มีเทคโนโลยี P2P ที่ช่วยให้ไฟล์เพลง Mp3 กระจายถึงกันได้โดยง่าย YouTube มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่กำจัดอุปสรรคได้การโหลดไฟล์ขนาดใหญ่

ถ้าหากเราจะลองพยากรณ์รูปแบบธุรกิจใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ โดยพิจารณาจากเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นบ้างล่ะ?

ถ้าโทรศัพท์มือถือสามารถเปิดเว็บไซต์ได้อย่างง่ายดาย สามารถเปิดดูโปรแกรมแผนที่ได้ ธุรกิจอะไรจะเกิดขึ้น?

ถ้าผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต Wi-fi ตามสถานที่ต่างๆ หันมาใช้ระบบเดียวกัน ผู้ใช้สามารถซื้อ access pass ครั้งเดียวแล้วใช้อินเทอร์เน็ตที่ไหนก็ได้ ธุรกิจอะไรจะเกิดขึ้น?

ถ้าเครื่อง E-book Reader ที่มีน้ำหนักเบา ม้วนได้ ได้รับความนิยมจากผู้ใช้ ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย ธุรกิจอะไรจะเกิดขึ้น?

ถ้าความเร็วของอินเทอร์เน็ตก้าวกระโดดขึ้นไปอีกขั้น สามารถโหลดรายการโทรทัศน์หรือภาพยนตร์เรื่องยาวมาดูได้แบบภาพคมชัด เสียงกระหึ่มเหมือนดูในโรง ธุรกิจอะไรจะเกิดขึ้น?

ใครที่ก้าวตามเทคโนโลยี และคอยปรับตัวตามอยู่เสมอ ย่อมคว้าโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ได้ก่อนคนอื่น และได้รับสิทธิ์ที่จะเป็นมหาเศรษฐีในยุคไฮเทคได้ก่อนคนอื่นด้วย

แต่ใครที่เป็นเจ้าของธุรกิจอยู่แล้ว ถ้าหากนิ่งเฉยต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ไม่ปรับตัวตามโลกที่พัฒนามากขึ้น ก็อาจจะได้รับความเสียหายและอาจจะล้มหายตายจากไปในที่สุดได้

อย่าเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ต่อต้านกระแสลมจนโค่นล้มลง อย่าเป็นต้นไผ่ที่ลู่ตามลมแต่แคระแกรน จงเป็นดอกหญ้าที่ถูกลมพัดปลิวไปตกในดินอุดมสมบูรณ์ แล้วงอกขึ้นเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจีได้

วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2550

Google Convergence ยิ่งรวมกัน ชีวิตยิ่งดีขึ้น โดยไม่ต้องมีปาติหาน

ผมสมัครสมาชิกของ Blogger ไว้ตั้งแต่ปี 2004 ด้วยความที่ตอนนั้นอยากรู้ว่าบล็อกมันต่างจากไดอารี่ยังไง และบล็อกต่างประเทศสามารถทำอะไรได้บ้าง แต่ก็ได้แค่ลองเล่นเฉยๆ ไม่ได้ลงมือเขียนบล็อกจริงจัง เพราะผมเขียนไดอารี่อยู่ที่ DiaryIS อยู่แล้ว

เมื่อไม่นานมานี้ ผมอยากเขียนบล็อกด้านธุรกิจออนไลน์โดยเฉพาะ ก็เลยเปิดบล็อกใหม่แยกออกมาจาก DiaryIS โดยไปสร้างบล็อกไว้กับ Exteen ซึ่งมีโปรแกรมสำหรับเขียนบล็อกที่ใช้งานได้ง่ายมาก เว็บไซต์ก็โหลดได้รวดเร็ว แต่ก็มีข้อเสียตรงที่เว็บไซต์ไม่อนุญาตให้โฆษณาขายของ และไม่สามารถนำโปรแกรมวิเคราะห์คนเข้าบล็อกมาติดได้

ผมลองกลับมาเล่น Blogger ดูอีกครั้ง เนื่องจากเห็นหลายๆ บล็อกที่ใช้บริการ Blogger อยู่ สามารถติดโฆษณาของ Google AdSense ได้ และพอได้ลองเล่นมากขึ้นก็พบว่ามันยอดเยี่ยมมากครับ เลยตัดสินใจย้ายข้อมูลจาก Exteen มาอยู่ที่ Blogger และเริ่มเขียนบทความนี้เป็นบทความแรก

ผมเชื่อว่าทุกคนคงเคยเห็นโฆษณาของ True Convergence ที่เด็กชายมีเงิน 80 บาท ขอซื้อปาติหานเพื่อช่วยให้น้องสาวของตัวเองหายจากโรคที่เป็นอยู่ คำว่า Convergence ในที่นี้เป็นคำศัพท์ทางธุรกิจและถูกใช้อย่างมากในโลกยุคดิจิตอล ซึ่งคำนี้มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า Synergy อย่างมาก โดยคำว่า Synergy หมายถึงการที่สองธุรกิจซึ่งอาจจะเหมือนหรือแตกต่างกันก็ได้ มาผนึกกำลังกันเพื่อสร้างผลประโยชน์บางอย่าง โดยที่ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะมากกว่าที่ต่างคนต่างทำกันเอง แต่คำว่า Convergence มีความหมายที่แคบกว่า โดยเน้นไปที่การรวมกันของสิ่งที่มีความสามารถแตกต่างกัน เช่น โทรศัพท์มือถือสมัยนี้คือการรวมกันของโทรศัพท์ กล้องดิจิตอล และคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก

การเขียนบล็อกที่ Blogger ทำให้ผมเห็นภาพของ Google Convergence ที่ชัดเจนมาก และผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนที่อยากเขียนบล็อกให้เป็นธุรกิจของตัวเองครับ

Convergence อย่างแรกเลยก็คือ Blogger เป็นบริการของ Google ที่ถูกซื้อเข้ามาในปี 2003 นั่นแปลว่าคนที่เขียนบล็อกกับ Blogger ก็จะได้รับประโยชน์จากการใช้เครือข่ายบริการของ Google ไปด้วย เช่น มั่นใจได้ว่าข้อมูลจะไม่สูญหายเหมือนที่ใช้บริการกับผู้ให้บริการบล็อกในไทยหลายๆ ราย เซิร์ฟเวอร์ก็มีความเสถียร เนื่องจากได้รับการดูแลจากวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญของ Google พื้นที่การเขียนบล็อกก็เยอะมากจนอาจเรียกได้ว่าไม่จำกัด (อารมณ์เดียวกับ Gmail) นอกจากนี้ Google Search ก็จะทำดัชนีบล็อกของคุณได้อย่างรวดเร็ว บทความใหม่ของบล็อกคุณจะไปปรากฎบน Google Search ได้ในเวลาไม่นาน (ตอนที่ผมลองทดสอบ Blogger ดูโดยยังไม่ได้เอาบล็อกไปโปรโมทที่ไหน ปรากฎว่าบล็อกของผมก็ติดอยู่ใน Google Search ไปแล้วครับ) และที่สำคัญคือทุกอย่างนี้ฟรีหมดครับ

Convergence อย่างที่สองคือคุณสามารถติดโฆษณา Google AdSense ในบล็อกของคุณได้ จะติดตรงส่วนไหนของบล็อกก็ได้ ติดกี่อันก็ได้ ทำให้คุณไม่ต้องเขียนบล็อกฟรีๆ อีกต่อไป อย่างน้อยก็มีค่าขนมนิดๆ หน่อยๆ จากการโฆษณา ซึ่งยังไม่มีผู้ให้บริการบล็อกในไทยที่ให้ทำแบบนี้ได้ (อาจจะมีแต่ผมยังไม่เคยเห็น) เนื่องจากผู้ให้บริการส่วนใหญ่ยังใช้โมเดลการขายโฆษณาแบบเดิมอยู่ คือต้องการพื้นที่บนบล็อกของคุณเพื่อติดแบนเนอร์โฆษณาที่ลูกค้าขอซื้อ ทั้งนี้เพื่อที่เว็บไซต์จะได้มีรายได้สำหรับการดูแลระบบรวมถึงการพัฒนาบริการใหม่ๆ

Convergence ที่สามคือคุณสามารถนำคลิปวิดีโอจาก YouTube หรือ Google Video ในหัวข้อที่คุณสนใจมาติดในทุกหน้าภายในบล็อกของคุณได้แบบง่ายๆ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ชมบล็อกของคุณสามารถดูวิดีโอได้ทันที

Video clip in Blogger

Convergence ที่สี่คือคุณสามารถนำตัวเก็บสถิติคนเข้าเว็บไซต์ของ Google Analytics มาติดไว้ในบล็อกของคุณได้ ซึ่งจะช่วยให้คุณทราบว่าคนเข้าเว็บไซต์คุณมาจากที่ไหนบ้าง มีจำนวนขาประจำมากน้อยแค่ไหน

Google Analytics in Blogger

ผมเชื่อว่ายังมี Convergence อื่นๆ อีกหลายอย่างที่คนเขียนบล็อกแต่ละคนสามารถสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ และในอนาคตก็คงมีบริการใหม่ๆ อีกหลายอย่างที่ Google พัฒนาขึ้นมา หรือไปซื้อกิจการคนอื่นมา แล้วเอามา Convergence กับ Blogger ได้อีก อย่างเช่นพวกอัลบั้มรูป หรือ Social Network ที่จะช่วยเติมเต็มความต้องการของคนเขียนบล็อกได้มากขึ้นอีก

วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2550

Google ประกาศซื้อกิจการ Internet ทั้งโลก (พฤษภาคม 2017)

12 พฤษภาคม 2017 - Google Inc. ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจค้นหาข้อมูล ได้ประกาศในวันนี้ว่าได้เข้าซื้อกิจการ Internet แล้วด้วยมูลค่าสูงถึง 2,455.5 พันล้านเหรียญ ดีลในครั้งนี้ตกเป็นข่าวลือตามเว็บบล็อกต่างๆ ตั้งแต่ช่วงต้นปี และได้รับคำยืนยันจาก CEO แล้ว "ดีลนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของเราที่จะช่วยให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น" Eric Schmidt กล่าว "ด้วยการซื้อกิจการในครั้งนี้ เราสามารถเพิ่มความเร็วของการทำดัชนีข้อมูล เพราะทุกสิ่งทุกอย่างจะมาอยู่ในเซิร์ฟเวอร์ของเราทันทีที่มันถูกสร้างขึ้น"

จากการประชุมทางโทรศัพท์เมื่อเช้านี้ Larry Page อธิบายถึงกลยุทธ์ที่อยู่เบื้องหลังการซื้อกิจการครั้งนี้ว่า "เราพบว่ามันไม่คุ้มเอาเสียเลยถ้าเราจะซื้อ Internet เพียงส่วนเล็กๆ" ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา Google ได้เข้าซื้อ YouTube ในราคา 1.65 พันล้านเหรียญ DoubleClick 3.1 พันล้านเหรียญ AOL 12.5 พันล้านเหรียญ และเมื่อปีที่แล้วได้เข้าซื้อ Microsoft ด้วยตัวเลขสูงถึง 120 พันล้านเหรียญ

เมื่อถูกถามถึงก้าวแรกของการรวมเอา Internet เข้าสู่เซิร์ฟเวอร์ของ Google Eric Schmidt ประกาศว่ามีแผนที่จะโอนผู้ใช้ Yahoo.com มาที่ระบบค้นหาของ Google ทันที "จากมุมมองของผู้ใช้ การมีเว็บสำหรับค้นหาสองเว็บ เป็นเรื่องยุ่งยากต่อการใช้งานและสร้างความสับสนอย่างมาก ถึงแม้ว่าเราจะชื่นชอบเทคโนโลยีการค้นหาตัวล่าสุดของ Yahoo แต่เราก็เชื่อมั่นว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ลงโฆษณา ผู้ใช้เว็บ และผู้ถือหุ้น" Eric เสริมอีกว่า "ด้วยการผนวกเอาแพลตฟอร์มมือถือยุคที่สามเข้ามา ช่วยให้เกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่จะช่วยพัฒนาประสบการณ์การใช้เว็บ และยังเป็นประโยชน์อย่างมากต่อนักลงทุนและผู้ใช้คอมพิวเตอร์ - การเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยเสริมกำลังให้กับ Web 6.0 ในระดับองค์กร"

มีสิ่งที่ตามมาหลังการเข้าซื้อถูกเปิดเผยขึ้น กลุ่มสิทธิส่วนบุคคลได้ออกเอกสารต่อต้านการตัดสินใจนี้ อย่างไรก็ตาม Larry Page โต้แย้งว่าสิทธิส่วนบุคคลจะถูกพัฒนาขึ้นจากการเข้าซื้อกิจการของ Google โดยอธิบายว่า "ปัญหาหลักของการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้ใช้เว็บในทุกวันนี้ เกิดจากการที่ข้อมูลรั่วไหลไปยังบุคคลที่สาม แต่การตัดบุคคลที่สามออกทำให้เราสามารถปิดรูรั่วนั้นได้" Eric Schmidt เสริมว่า Google มุ่งมั่นที่จะแทนที่นโยบายสิทธิส่วนบุคคลด้วย "บรรทัดฐานสิทธิส่วนบุคคล" ซึ่งจะสร้างสมดุลได้ดีกว่า "เมื่อคุณพัฒนาสิทธิส่วนบุคคลของประชาชนส่วนใหญ่ ด้วยการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของคนกลุ่มเล็กๆ ผลสุดท้ายก็คือเราสามารถพัฒนาสิทธิส่วนบุคคลในภาพรวมทั้งหมด"

รัฐบาลจีนได้ออกมาแสดงความยินดีกับ Google ในการซื้อกิจการครั้งนี้ เนื่องจากได้พิจารณาถึงความสามารถในการเซ็นเซอร์ที่ดีขึ้น Sergey Brin กล่าวต่อสื่อมวลชนว่า Google จะเลิกใช้ตัวกรองผลการค้นหา และแทนที่มันด้วย "การระบุต้นเหตุของปัญหาที่เกิดจากฝ่ายผู้สร้างข้อมูล" ด้วยการบล็อกคีย์เวิร์ดเวลาที่ผู้ใช้ส่งข้อมูลเข้าเว็บที่ Google เป็นเจ้าของอยู่ เช่น Blogger, Gmail, Page Creator, Yahoo 360 และ MSN Spaces เครือข่ายนิรโทษกรรมสากลและผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนยังไม่สามารถให้ความเห็นในตอนนี้ได้ เนื่องจากมีปัญหาขัดข้องทางเทคนิคที่เกิดขึ้นกับโปรแกรม email บนเว็บ

แปลมั่วๆ จาก http://blog.outer-court.com/archive/2007-04-14-n32.html

Google ซื้อ DoubleClick ด้วยเงินสดมูลค่า 3.1 พันล้านเหรียญ นี่คือราคาที่สมเหตุสมผล หรือเป็นราคาที่ต้องการเอาชนะ Microsoft กันแน่?

ข่าวออกมาสดๆ ร้อนๆ ว่า Google เป็นป๋าอีกแล้ว คราวนี้ทุ่มเงินซื้อตัวหนู DoubleClick ไปด้วย "เงินสด" มูลค่า 3.1 พันล้านเหรียญ เอาชนะเสี่ย Microsoft ไปแบบขาดลอย ราคานี้สูงกว่าที่ Google ให้หนู YouTube ที่ 1.76 พันล้านเหรียญเสียอีก

Google v.s. Microsoft on deal with DoubleClick

หลายคนอาจสงสัยว่าราคา 3.1 พันล้านเหรียญ (เอากำไรสุทธิของปี 2006 ทั้งปีไปซื้อเว็บเพียงเว็บเดียว) เป็นราคาที่สมเหตุสมผลจริงหรือเปล่า หรือเป็นเพียงแค่เสี่ยหนุ่มอย่าง Google อยากเอาชนะอาแปะพุงพลุ้ยอย่าง Microsoft กันแน่?

เราลองมาดูกันครับว่าเสี่ย Google อยู่ในอารมณ์อยากประมูลให้ชนะเพื่อความสะใจเฉยๆ หรือว่าเบื้องหลังมีวิธีการคำนวณราคาซื้อที่เหมาะสมกันแน่


เวลาไปซื้อของตามตลาดนัด เคยต่อราคากับแม่ค้าไหมครับ? สมมุติว่าจะซื้อเสื้อยืดตัวละ 199 บาท คุณจะต่อราคาเหลือกี่บาท?

บางคนใช้เกณฑ์ว่าเคยซื้อเสื้อคล้ายๆ แบบนี้ได้ที่ราคา 180 บาท ก็ต่อไปที่ 180 บาท

บางคนใช้เกณฑ์ว่าแม่ค้าเรียกมาเท่าไหร่ ต้องต่อลงไปซัก 10% ก็บอกไปที่ 180 บาท (แต่ถ้าไปซื้อของที่ประเทศจีน ห้ามต่อลงไป 10% นะครับ แต่ต้องต่อให้เหลือ 10% เช่น สินค้า 100 หยวน ต่อไปเลย 10 หยวน)

บางคนใช้ความรู้สึกเป็นหลัก คือรู้สึกว่าเสื้อตัวนี้มันน่าจะถูกกว่านี้ ตัวเองอาจจะใช้ประโยชน์จากเสื้อได้ไม่ถึง 199 บาท ก็เลยเรียกไปที่ 180 บาท

บางคนขี้เกียจต่อครับ 199 ก็ 199 เลย รู้สึกว่าส่วนลด 20 บาทมันไม่คุ้มที่จะเสียเวลายืนต่อราคากับแม่ค้า (ผมก็เป็นคนประเภทนี้)

แล้วการที่ Google ซื้อ DoubleClick ล่ะ? DoubleClick ตั้งราคามาสูงๆ แล้วให้ Google ต่อราคาหรือเปล่า?

คำตอบก็คือตรงกันข้ามครับ เนื่องจาก DoubleClick เป็นสาวสวยที่มีเพียงหนึ่งเดียว แต่มีเสี่ยสองคนมารอสู่ขอ ทั้งสองเสี่ยก็เลยต้องประมูลแข่งกัน ราคาประมูลก็จะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เสี่ยคนไหนให้ราคาสูงสุดได้ คนนั้นก็ได้ตัวสาวไป

แล้วทั้งสองเสี่ยเอาราคาประมูลสูงสุดที่คิดว่าตัวเองจ่ายไหวมาจากไหนล่ะ? ทำไมเสี่ย Microsoft ไม่ประมูลแข่งต่อไปอีกให้ราคาสูงกว่า 3.1 พันล้านเหรียญ แล้วให้เสี่ย Google มาเกทับอีกครั้ง?

คำตอบก็คือไพ่ในมือของทั้งสองเสี่ยไม่เท่ากันครับ ไพ่ของเสี่ย Microsoft เป็น Straight Flush ขณะที่ไพ่ของเสี่ย Google คือ Royal Straight Flush ราคา 3.1 พันล้านเหรียญมันเกินไพ่ Straight Flush ของเสี่ย Microsoft ไปแล้ว

ทีนี้เราลองมาดูกันดีกว่าครับว่าทำไมเสี่ย Google ถึงให้ราคา 3.1 พันล้านเหรียญได้ ราคานี้มีที่มาอย่างไร?

สูตรการคำนวณราคาซื้อกิจการมีอยู่ว่า...

ราคาซื้อ = กำไรที่ผู้ถูกซื้อสามารถสร้างได้ในอนาคตโดยคิดกลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน (Net Present Value) + มูลค่าเพิ่มที่ได้จากการรวมกิจการกัน (Synergy Value) + มูลค่าเพิ่มที่ได้จากการที่คู่แข่งไม่สามารถซื้อกิจการนี้ไปได้ (ผมไม่รู้ว่าภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร แต่ผมขอเรียกว่า Competition Value ละกันนะครับ)


Net Present Value

ศัพท์คำนี้เด็กการเงินคงรู้จักดี แต่ผู้อ่านบล็อกนี้ส่วนใหญ่คงไม่ใช่เด็กการเงิน ผมก็จะอธิบายในแบบที่ไม่ใช่ Net Present Value นะครับ จะไม่พูดถึง Time Value of Money หรือ Weighted Average Cost of Capital แต่จะอธิบายเรื่องของจุดคุ้มทุนแทนเพื่อให้เข้าใจได้ง่าย

เนื่องจากบริษัทธุรกิจคือเครื่องจักรปั๊มเงิน (หรือทำลายเงินก็ได้) มันสามารถปั๊มเงินออกมาได้ทุกปี การเข้าซื้อกิจการก็คือการซื้อเครื่องปั๊มเงิน คือการลงทุนรูปแบบหนึ่งที่ต้องการผลตอบแทนที่ดี

ให้คุณลองนึกว่าถ้าคุณมีเงินก้อน แล้วเอาเงินไปฝากประจำ หรือเอาไปซื้อพันธบัตร ซื้อกองทุน ซื้อหุ้น หรืออะไรก็ตาม คุณต้องการผลตอบแทนจากการลงทุนนั้นๆ ซึ่งผลตอบแทนมักจะถูกพูดถึงในรูปแบบของอัตราดอกเบี้ย แต่มันก็สามารถพูดได้อีกแบบว่าคุณต้องการให้เงินก้อนนี้เพิ่มเป็นสองเท่าภายในกี่ปี หรือแปลอีกอย่างก็คือคุณต้องการถอนทุนคืนกลับมาภายในกี่ปี

สมมุติว่าคุณมีเงินหนึ่งล้านบาท เอาไปลงทุนอะไรสักอย่างที่ให้ผลตอบแทนปีละ 7% ผลตอบแทนที่ได้ คุณทบต้นเข้าไปอีก จะต้องใช้เวลาประมาณ 10 ปี เพื่อให้เงินหนึ่งล้านกลายเป็นสองล้านบาท

ผมไม่รู้ว่าตัวเลขกำไรของ DoubleClick อยู่ที่ปีละเท่าไหร่ แต่สมมุติว่าถ้า DoubleClick ทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอปีละ 310 ล้านเหรียญ ขณะที่ Google จ่ายเงินซื้อไป 3.1 พันล้านเหรียญ แปลว่าต้องใช้เวลา 10 ปี Google ถึงจะได้ทุนคืน (ไม่สนใจเรื่อง Time Value of Money นะครับ)

ถ้า 10 ปีคืนทุน Google เอาเงินไปฝากธนาคารที่ให้ดอกเบี้ย 7% ดีกว่าครับ

แปลว่ากำไรของ DoubleClick น่าจะสูงกว่าปีละ 310 ล้านเหรียญ หรือ Google ได้อะไรจากการซื้อ DoubleClick ที่มากกว่ากำไรที่ตัวมันเองทำได้อยู่แล้ว

โดยส่วนตัวผมแล้ว ผมเชื่อว่ากำไรของ DoubleClick ไม่น่าจะสูงกว่านี้มากนัก แต่ Google ได้อย่างอื่นพ่วงมาด้วย ซึ่งอยู่ในหัวข้อถัดไป

*** แก้ไขเพิ่มเติม ***

ผมได้ข้อมูลตัวเลขของ DoubleClick มาแล้วครับ DoubleClick มีรายได้ประมาณปีละ 300 ล้านเหรียญ รายได้นะครับ ไม่ใช่กำไร แปลว่ากำไรต้องน้อยกว่านี้ และจุดคุ้มทุนของ Google ต้องนานกว่า 10 ปีแน่นอน


Synergy Value

การที่บริษัทหนึ่งเข้าไปซื้อกิจการของอีกบริษัท สิ่งที่ผู้ซื้อจะได้รับมากกว่ากำไรตามปกติก็คือมูลค่าเพิ่มจากการร่วมรัก เอ้ย ร่วมกิจการกัน เมื่อสองบริษัทได้แนบชิดรวมตัวเข้าด้วยกันเป็นทองแผ่นเดียวกันแล้ว จะเกิดสิ่งที่เรียกสวยหรูว่า Synergy ขึ้น ซึ่งก็คือการได้ลดต้นทุนบางอย่างลงไป หรือได้ผลประโยชน์บางอย่างเพิ่มขึ้นมา ประมาณว่าอยู่เป็นโสดแล้วเปลืองค่าใช้จ่าย พอแต่งงานแล้วจะได้มีคนมาช่วยแชร์ค่าใช้จ่าย แถมได้อย่างอื่นแถมมาด้วย บางคนอาจบอกว่า Synergy คือ 1 + 1 = 3 หรือบางคนก็ 1 + 1 = 11 ไปเลย (พวกนักนิยมเลขฐานสองเค้าว่าแบบนี้น่ะครับ)

Synergy Value ที่ว่านี้มีอะไรบ้าง?

ลดพนักงานลง - แน่ซะยิ่งกว่าแช่แป้ง (ทำไมต้องแช่แป้ง?) พนักงานของบริษัทที่ถูกซื้อกิจการไปย่อมรู้ตัวดีครับว่าต้องมีคนถูกปลดออก โดยเฉพาะพนักงานที่อยู่ในแผนกสนับสนุนที่ไม่ใช่หัวใจสำคัญของบริษัท อย่างเช่น บัญชี ทรัพยากรบุคคล ฝ่ายกฎหมาย ฯลฯ ก็ในเมื่อบริษัทผู้ซื้อมีแผนกเหล่านี้อยู่แล้ว บริษัทผู้ถูกซื้อจะมีไปอีกทำไมล่ะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่ง CEO และผู้บริหารระดับสูงของบริษัทผู้ถูกซื้อ มีโอกาสตกงานสูงครับ

การประหยัดต่อขนาด - ภาษาอังกฤษเรียกว่า Economies of Scale คือซื้อของจำนวนน้อยจะต้องจ่ายแพง แต่ถ้าซื้อของจำนวนมาก ราคาต่อชิ้นจะถูกลง Google กับ DoubleClick อาจจะรวมฝ่ายจัดซื้อเข้าด้วยกัน เวลาที่จะสั่งซื้อคอมพิวเตอร์ ก็สามารถซื้อในล็อตใหญ่มากขึ้น และได้ส่วนลดจากผู้ขายมากขึ้นด้วย อย่างวันนี้ผมซื้อไอศกรีมของ Nestle แบบที่เป็นโคน คล้ายๆ กับ Cornetto ของ Wall's น่ะครับ ผมซื้ออันเดียว ราคา 23 บาท แต่แคชเชียร์บอกว่าถ้าซื้อสองอัน จะได้รับส่วนลด 14 บาท แปลว่าราคาต่อหน่วยเหลือเพียง 16 บาทเท่านั้น พอดีมีเพื่อนอยู่ด้วยอีกคน ก็เลยซื้อสองอันมาแบ่งกันกินคนละอันเลย (แล้วเธอก็บ่นว่ากินแล้วอ้วน)

การได้ครอบครองเทคโนโลยี - บางทีบริษัทใหญ่ๆ อาจจะพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ สู้กับบริษัทขนาดเล็กไม่ได้ ก็เลยใช้วิธีเข้าซื้อกิจการซะเลย จะได้เอาเทคโนโลยีมาเป็นของตัวเองด้วย แต่กรณีนี้คงไม่เกิดกับ Google เพราะเขาเป็นยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอยู่แล้ว

การขยายตลาด - อันนี้เกี่ยวกับ Google แน่นอนครับ บางบริษัทมีเทคโนโลยีที่ดีอยู่แล้ว แต่ตลาดยังไม่กว้าง ก็ใช้วิธีเข้าซื้อกิจการของบริษัทที่มีลูกค้าอยู่ในมือเยอะๆ อย่างการที่ Google ซื้อ YouTube ทั้งที่ตัวเองก็มีเทคโนโลยี Video Sharing ที่ดีกว่า YouTube เสียอีก ก็เพื่อจะได้ฐานผู้ใช้ของ YouTube มาเป็นของตัวเอง ส่วนการซื้อ DoubleClick นั้น เชื่อว่าเป็นเพราะ DoubleClick มีฐานลูกค้ารายใหญ่ถึง 1,500 ราย Google คงอยากจะเอาเครือข่ายโฆษณาออนไลน์ที่ตัวเองมีอยู่ไปขายให้กับลูกค้าเหล่านี้


Competition Value

นอกจากมูลค่าเพิ่มที่ได้รับจากการ Synergy แล้ว Google ยังได้มูลค่าเพิ่มจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการแข่งขันด้วย อย่างแรกที่ได้ก็คือคู่แข่งลดลง คู่แข่งที่ว่านี้ก็คือ DoubleClick นั่นเอง เมื่อถูกซื้อมาแล้วก็ไม่ต้องแข่งกันอีก แต่จับมือกันรวยดีกว่า

แต่ยังมีมูลค่าเพิ่มอีกแบบก็คือการที่คู่แข่งของ Google ไม่ได้กิจการของ DoubleClick ไป ให้ลองนึกดูว่าถ้าคู่แข่งอย่าง Microsoft หรือ Yahoo! ได้ DoubleClick ไป จะทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของ Google ลดลงแค่ไหน แต่พอ Google ได้ DoubleClick มา ทำให้ส่วนแบ่งของ Microsoft และ Yahoo! ลดลงแค่ไหน และส่วนแบ่งของ Google สูงขึ้นแค่ไหน ผลต่างระหว่างความเสียหายของคู่แข่งและความได้เปรียบของ Google ก็คือมูลค่าเพิ่มที่ Google ได้มาครับ


มูลค่าในส่วนที่เป็น Net Present Value ทั้ง Google และ Microsoft คงคำนวณออกมาได้ไม่ต่างกันมากนัก แต่ที่ต่างกันก็คือ Synergy Value และ Competition Value โดยที่ Google ให้ราคาของมูลค่าเพิ่มสองแบบนี้สูงกว่าที่ Microsoft ให้ อาจจะด้วยความสามารถของ Google ที่จะทำให้มูลค่าเพิ่มทั้งสองแบบเกิดขึ้นได้เหนือกว่าที่ Microsoft จะทำได้ และนี่คือไพ่ที่เหนือกว่าของ Google ครับ

ต่อจากนี้ไป สิ่งที่ Google ต้องพยายามทำก็คือการ maximize ทั้ง Synergy Value และ Competition Value ให้เป็นไปตามราคาที่ได้คำนวณเอาไว้ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย บางครั้งการ Synergy อาจจะไม่ประสบความสำเร็จและทำให้ต้นทุนสูงขึ้นอีก หรือการคุกคามจากคู่แข่งก็อาจจะไม่ได้ลดลงอย่างที่ต้องการก็ได้

เราก็ต้องติดตามดูกันต่อไปว่าเสี่ย Google กับหนู DoubleClick จะเข้าขากันได้ดีแค่ไหน จะเป็นคู่ที่ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรไปจนแก่เฒ่า หรือจะกลายเป็นคู่นกกระจอกไม่ทันกินน้ำกันแน่ (เสี่ยอย่าล่มปากอ่าวละกัน)

Network Effect ถ้าโลกนี้มีคนใช้ YouTube, eBay, Pantip แค่คนเดียว ผมก็คงไม่ใช้เว็บเหล่านี้เหมือนกัน

แต่จะด้วยความบังเอิญหรือไม่ก็แล้วแต่ ก็มีคนทั่วโลกนับล้านคนที่ใช้บริการเว็บเหล่านี้

Network Effect คือคุณลักษณะที่คุณค่าหลักของสินค้าหรือบริการหนึ่งๆ ไม่ได้อยู่ที่คุณสมบัติของสินค้าหรือบริการนั้นๆ แต่อยู่ที่จำนวนผู้ใช้สินค้าหรือบริการ ยิ่งมีจำนวนมาก คุณค่าก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น

Telephone Network Effect

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ ก็คือถ้าทั้งโลกนี้มีคนใช้โทรศัพท์แค่คนเดียว คุณคงไม่คิดอยากมีโทรศัพท์ใช้ นอกจากว่าคุณจะเป็นญาติพี่น้องหรือเพื่อนของคนเดียวคนนั้นที่มีโทรศัพท์ใช้ เพื่อที่คุณจะได้ใช้ติดต่อสื่อสารกับเขาได้ หรืออาจจะเพียงเพื่อความเท่ที่ได้เป็นคนรุ่นแรกๆ ที่ได้ใช้โทรศัพท์ก็ได้ แต่พอญาติพี่น้องของคนเดียวคนนั้นเริ่มใช้โทรศัพท์ ก็จะมีญาติพี่น้องของญาติพี่น้องที่อยากใช้บ้างตามมา ท้ายที่สุดแล้วผู้ใช้โทรศัพท์ก็ขยายเป็นเครือข่ายออกไปทั่วโลก

คุณค่าหลักของโทรศัพท์จึงไม่ได้อยู่ที่แผงวงจรอิเล็คทรอนิคส์ภายในเครื่อง ไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์อันสวยงามจับถนัดมือของตัวเครื่อง แต่อยู่ที่เครือข่ายโทรศัพท์ที่เชื่อมโยงถึงกันทั่วทั้งโลก จนเมื่อโทรศัพท์กลายเป็นสินค้าพื้นฐานที่ใช้กันทั่วโลกแล้ว ผู้คนก็จะไม่ได้พิจารณาเรื่องคุณค่าของเครือข่ายการสื่อสารอีก แต่จะไปสนใจที่ความสามารถพิเศษของเครื่องโทรศัพท์แทน

หลักการของ Network Effect ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับบริการออนไลน์หลายอย่าง ที่โด่งดังมากในช่วงยุคดอทคอมบูมก็คือโปรแกรม ICQ ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับการสื่อสารด้วยข้อความแบบทันใจ (Instant Messaging) คุณค่าของโปรแกรมนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับคุณค่าของเครือข่ายโทรศัพท์เลย ถ้าคุณไม่มีคนรู้จักที่ใช้โปรแกรมนี้ คุณก็คงไม่รู้ว่าจะใช้มันไปทำไม

Network Effect ที่ใช้จับคู่คนสองคนเข้าด้วยกันอีกแบบหนึ่งก็คือ eBay ซึ่งเป็นตลาดประมูลสินค้าออนไลน์ ทำหน้าที่จับคู่ผู้ขายสินค้าเข้ากับผู้ซื้อสินค้า ด้วยความนิยมที่แพร่กระจายไปทั่วโลก ทำให้เราสามารถขายสินค้าไทยให้กับคนอเมริกันได้โดยที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็นั่งอยู่ที่บ้านในประเทศของตัวเอง

นอกจากเครือข่ายของการสื่อสารและการจับคู่คนแล้ว Network Effect ยังถูกนำมาใช้อธิบายปรากฎการณ์ของเครือข่ายผู้สร้าง content ด้วย อย่างเช่น YouTube ที่มีผู้คนจากทั่วโลกเข้าไปโพสต์ไฟล์วิดีโอไว้ และให้คนทั่วไปเข้าไปโหลดดูได้ โดยที่ YouTube เป็นเพียงผู้พัฒนาโปรแกรมและผู้ดูแลระบบ แต่ไม่ได้เป็นผู้สร้าง content ขึ้นมาเอง

นอกจาก YouTube แล้วก็ยังมีเว็บไทยๆ อย่าง Pantip ที่มีลักษณะแบบเดียวกัน คือเปิดให้ผู้ใช้เว็บเข้าไปโพสต์ข้อความเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้

แต่ความท้าทายของเครือข่ายผู้สร้าง content แบบนี้ก็คือใครควรจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความถูกต้องเหมาะสมของ content ผู้ให้บริการเว็บหรือผู้สร้าง content? รวมถึงบรรทัดฐานความถูกต้องเหมาะสมก็ไม่ค่อยชัดเจนนัก อย่างของ Pantip ความถูกต้องเหมาะสมก็คือการไม่ล่วงละเมิดสถาบัน การไม่กล่าวหาผู้อื่นโดยไม่มีมูลความจริง และการไม่ใช้ข้อความส่อเสียดหยาบคาย บรรทัดฐานนี้คือสิ่งที่ผู้ดูแลเว็บกำหนดขึ้น แต่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใช้เว็บยอมรับก็ได้ นั่นหมายความว่าถ้าวันหนึ่งที่ผู้ใช้เว็บส่วนใหญ่ไม่ยอมรับกับบรรทัดฐานของเว็บ ผู้ใช้เว็บอาจจะร่วมกันกำหนดบรรทัดฐานของตัวเองขึ้นมาแทน และถ้าผู้ดูแลเว็บยอมรับไม่ได้ เว็บก็คงต้องปิดตัวลง ดังนั้น กลยุทธ์ของผู้ดูแลเว็บก็คือการรักษาและเพิ่มจำนวนผู้ใช้เว็บที่เห็นด้วยกับบรรทัดฐานที่ผู้ดูแลเว็บกำหนดขึ้น เพื่อใช้เป็นน้ำดีในการเจือจางผู้ใช้เว็บที่ไม่เห็นด้วยกับบรรทัดฐาน

ยังมี Network Effect อีกประเภทหนึ่งที่โด่งดังมาก นั่นก็คือ Microsoft Office ที่มีผู้คนทั่วโลกใช้งาน มีไฟล์ Word, Excel, PowerPoint อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วทั้งโลก จนกลายเป็นมาตรฐานที่คนทั่วโลกต้องยอมรับไปโดยปริยาย ถ้าคุณใช้โปรแกรมสำนักงานยี่ห้ออื่นที่อ่านและเขียนไฟล์ของ Microsoft Office ไม่ได้ มันก็เหมือนคุณเป็นคนเดียวในโลกที่พูดภาษาสะเด๋ยบูดู ขณะที่ผู้คนทั่วโลกใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากล

มีทฤษฎีหนึ่งที่สามารถใช้อธิบายปรากฎการณ์การเกิด Network Effect ได้ นั่นก็คือทฤษฎี Diffusion of Innovation โดยพล็อตกราฟเป็นรูป S-curve ที่มีแกน X เป็นเวลา และแกน Y เป็นจำนวนผู้ใช้งาน

Diffusion of Innovation

Innovators คือกลุ่มผู้ใช้รุ่นบุกเบิก คนกลุ่มนี้ชอบความแปลกใหม่ รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นคนแรกๆ ที่ได้ใช้สินค้าหรือบริการที่ออกมาใหม่ รับความเสี่ยงได้ถ้าสินค้าหรือบริการนั้นๆ ยังไม่มีเสถียรภาพนัก หรืออาจจะมีปัญหาอยู่บ่อยๆ ถ้าคุณกำลังพยายามสร้าง Network Effect ให้เกิดขึ้น คนกลุ่มนี้ถือว่ามีค่ามากในฐานะผู้ใช้รุ่นแรกที่พร้อมจะให้คำแนะนำในการปรับปรุงสินค้าหรือบริการแก่คุณ และยังเป็นผู้ที่ช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการของคุณให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วย

ใครที่เล่น Pantip ตั้งแต่เมื่อสิบปีที่แล้ว ตั้งแต่ยุคที่ยังไม่มีระบบสมาชิก ยุคที่ยังปลอมชื่อกันได้ ยุคที่มีตัวป่วนเข้ามาสร้างความวุ่นวายจนเว็บล่ม ก็ถือได้ว่าเป็น Innovators ของ Pantip ปัญหาข้อผิดพลาดต่างๆ ที่เคยประสบมาในยุคบุกเบิก ทุกวันนี้ไม่ค่อยพบปัญหาเหล่านี้อีกแล้ว เพราะทางเว็บได้นำข้อผิดพลาดไปปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น

Early Adopters คือกลุ่มผู้ใช้ที่มีส่วนสำคัญอย่างมากในการทำให้สินค้าหรือบริการเป็นที่รู้จักแพร่หลาย คนกลุ่มนี้จะบอกต่อและชักชวนคนรู้จักให้มาซื้อหาหรือใช้บริการเช่นกัน แต่สินค้าหรือบริการก็จะต้องมีเสถียรภาพมากขึ้นแล้ว ไม่เช่นนั้นถ้าคนกลุ่มนี้รู้สึกผิดหวัง พวกเขาอาจจะบอกต่อในแง่ลบได้

ใครที่มีเลขสมาชิก ICQ 6 หลัก หรือ 7 หลักต้นๆ ก็น่าจะเป็น Early Adopters ในยุคนั้นคนไทยยังใช้ ICQ กันไม่ค่อยมาก แต่ก็ได้คนกลุ่มนี้นี่แหละที่ช่วยบอกต่อให้เพื่อนๆ มาใช้ จนกลายเป็นเครือข่ายผู้ใช้ ICQ ที่เติบใหญ่ในอดีต

Early Majority และ Late Majority คือกลุ่มผู้ใช้ส่วนใหญ่เหมือนกัน ต่างกันตรงที่ Early Majority จะได้รับอิทธิพลจากกลุ่ม Early Adopters อย่างมาก ประเภทเขาชวนมาเราก็เอาด้วย ส่วน Late Majority จะตัดสินใจช้ากว่านั้น เขาชวนมาเราอาจจะยังไม่เอาด้วย แต่ถ้าเพื่อนในกลุ่มเราทุกคนเอาหมดแล้ว เราก็จะรู้สึกกดดันว่าทำไมตัวเองถึงไม่เอาอยู่คนเดียว

YouTube, Weblog, Social Network อย่างพวก MySpace หรือ Hi5 ณ ปัจจุบันน่าจะเรียกได้ว่าอยู่ในเฟสนี้แล้ว ส่วนเฟสนี้จะกินเวลายาวนานแค่ไหน ก็ต้องดูจากความสามารถในการเติบโต รวมถึงต้องดูว่ามีใครเป็นคู่แข่งบ้าง

Laggards หรือพวกตกยุค คนกลุ่มนี้ไม่ค่อยได้รับแรงจูงใจจากสังคมรอบข้างมากนัก แต่มักจะใช้ประสบการณ์ในอดีตของตัวเองในการตัดสินใจว่าจะใช้หรือไม่ใช้สินค้าหรือบริการนั้นๆ

คุณพ่อคุณแม่ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป หลายท่านเพิ่งจะมีโทรศัพท์มือถือใช้ ก่อนหน้านี้ท่านอาจจะไม่ใช้ก็เพราะว่าท่านไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องตามกระแสคนส่วนใหญ่ หรือบางท่านอาจจะใช้ไม่เป็น กลัวการใช้งานเทคโนโลยี กลัวราคาแพง แต่เหตุผลที่เพิ่งตัดสินใจใช้ก็เพราะมันมีประโยชน์ ราคาโทรศัพท์มือถือสมัยนี้ก็ถูกมาก ค่าโทรก็ถูกลงเช่นกัน

ใครที่คิดจะสร้าง Network Effect ให้เกิดขึ้นได้นั้น ปัจจัยสำคัญคือต้องสร้างสิ่งที่แปลกใหม่ต่อกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้เกิดกลุ่ม Innovators ขึ้นมา จากนั้นจะต้องพยายามสร้างโมเมนตัมให้มากขึ้นเพื่อให้เกิดกลุ่ม Early Adopters ที่จะทำหน้าที่เป็นนักประชาสัมพันธ์ให้แบบฟรีๆ ช่วงการสร้างโมเมนตัมน่าจะเป็นช่วงที่ยากที่สุดและเหนื่อยที่สุด เพราะเป็นช่วงรอยต่อของการทำให้คนอื่นรู้จัก ขณะที่ต้องพัฒนาสินค้าหรือบริการให้มีเสถียรภาพมากขึ้นด้วย แต่ถ้าผ่านช่วงนี้ไปถึงช่วง Early Majority ได้แล้ว ทุกอย่างจะหมุนไปได้ด้วยตัวเอง และคุณจะกลายเป็นเสือนอนกินทันที

Social Business Enterprise เมื่อเป้าหมายธุรกิจไม่ใช่เพื่อ Maximize Profit แต่เพื่อ Minimize Poverty

Muhammad Yunus

ได้ดูรายการชีพจรโลกโดย สุทธิชัย หยุ่น ที่นำเสนอเรื่องราวของ Dr. Muhammad Yunus เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2006 ซึ่งผมมองว่าเป็นบุคคลที่มีแนวคิดที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างมาก น่าที่จะลองศึกษาแนวคิดของเขาดู โดยเฉพาะนักศึกษา MBA ที่ถูกครอบงำด้วยแนวคิดการทำธุรกิจเพื่อ Maximize Profit ทำอย่างไรก็ได้ให้บริษัทมีกำไรมากที่สุด ขณะที่แนวคิดของ Dr. Yunus กลับเป็นการ Minimize Poverty หรือการลดจำนวนคนยากจนให้เหลือน้อยที่สด รวมถึงการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับคน

ฟังดูอาจจะรู้สึกแปลกๆ ว่าการลดจำนวนคนจน มันไม่น่าจะเรียกว่าธุรกิจ น่าจะเรียกว่ามูลนิธิมากกว่า ถ้าทำธุรกิจเพื่อคนจน ธุรกิจจะอยู่รอดได้อย่างไร (แต่ถ้าทำธุรกิจหากินกับคนจน แบบนี้มีโอกาสรวยล้นฟ้าได้ครับ) แต่ Dr. Yunus ก็ได้พิสูจน์แล้วว่ามันเป็นไปได้ อย่างเช่นธุรกิจ Village Phone ที่มีแนวคิดว่าคนในชนบทของบังกลาเทศขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร Dr. Yunus ก็ใช้วิธีปล่อยกู้ให้แก่ผู้หญิงในหมู่บ้านตามชนบทเพื่อนำเงินไปซื้อโทรศัพท์มือถือ แล้วให้ทำอาชีพเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือสาธารณะ (เหมือนการตั้งโต๊ะมือถือตามหอพักนักศึกษาในสมัยก่อนครับ ไม่รู้ว่าสมัยนี้ยังมีอยู่มั้ย นักศึกษาส่วนใหญ่คงมีมือถือเป็นของตัวเองกันหมดแล้ว) คนในหมู่บ้านที่ต้องการการติดต่อสื่อสาร แต่ไม่มีโทรศัพท์ ก็มาใช้บริการได้ คนที่ให้บริการก็มีรายได้เสริม

หลักการดำเนินธุรกิจของ Dr. Yunus คือต้องมีกำไร ธุรกิจต้องทำให้ผู้ลงทุนได้เงินของตัวเองกลับคืนไป แต่กำไรของธุรกิจไม่ต้องสูงมาก เมื่อสามารถคืนทุนให้เจ้าของเงินได้แล้ว บริษัทก็ยังต้องดำเนินต่อไปได้โดยใช้กำไรของตัวเองเป็นทุนในการดำเนินงาน กำไรส่วนที่เกินทุน ส่วนหนึ่งจะต้องคืนกลับสู่สังคม อีกส่วนใช้สำหรับขยายกิจการเพื่อก่อประโยชน์ให้แก่ประชาชนในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

เป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง เลยครับ

จริงๆ แล้ว Dr. Yunus มีชื่อเสียงมากจากแนวคิด Micro Credit หรือเงินกู้ระดับรากแก้ว ซึ่งมีผู้ที่เขียนอธิบายถึงแนวคิดนี้ไว้ได้อย่างละเอียดดีมากครับ ลองอ่านดูได้ที่นี่ <ยูนุส (Yunus) และ ธนาคารกรามีน (Grameen Bank) เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ 2006>

คนไทยเองก็มี Micro Credit เช่นกัน แต่อยู่ภายใต้ชื่อ สัจจะสะสมทรัพย์ ซึ่งริเริ่มโดย ครูชบ ยอดแก้ว และ พระสุบิน ปณีโต รายละเอียดอาจจะแตกต่างจาก Dr. Yunus อยู่บ้างครับ

หลักการมีอยู่ว่า ให้คนที่อยู่ในหมู่บ้านมาพบกันทุกเดือน และแต่ละคนนำเงินมาฝากประจำไว้ คนละนิดละหน่อย แค่หลักสิบหรือหลักร้อยบาท แต่ต้องมีวินัย มาฝากกันทุกเดือน แล้วเวลาที่มีชาวบ้านคนไหนร้อนเงิน ต้องการใช้เงินด่วน ก็จะมาขอกู้จากกรรมการที่ดูแลบัญชี กรรมการก็จะพิจารณาและปล่อยกู้ให้โดยที่ไม่ต้องมีทรัพย์สินมาเป็นหลักประกัน แต่ใช้หลักของความเชื่อใจหรือ "สัจจะ"

สัจจะสะสมทรัพย์มีความแตกต่างจากนโยบายกองทุนหมู่บ้านตรงที่เงินที่ถูกนำมาเป็นกองทุนหมู่บ้านคือเงินที่รัฐบาลให้กู้ยืม ขณะที่เงินของสัจจะสะสมทรัพย์เป็นเงินของชาวบ้านเอง ความรู้สึกเป็นเจ้าของเงินจะแตกต่างกัน ชาวบ้านที่กู้จากกองทุนหมู่บ้านจะรู้สึกว่าถ้าไม่ใช้หนี้ก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวรัฐบาลก็ช่วย ขณะที่การกู้เงินจากโครงการสัจจะสะสมทรัพย์ ลูกหนี้จะรู้สึกถึงความรับผิดชอบ เพราะเจ้าหนี้ก็คือคนรู้จักนับร้อยคนที่อยู่ในหมู่บ้าน ตัวเจ้าหนี้เองก็รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของเงิน ถ้าลูกหนี้ประสบปัญหาผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้ก็จะพยายามช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้ วิธีการแบบนี้ทำให้รากแก้วมีความเข้มแข็งมากขึ้น สามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง

เขียนถึงเรื่องการทำเพื่อสังคม และการให้สังคมดูแลกันเอง คงต้องวกเข้ามาที่วงการออนไลน์หน่อย ทุกวันนี้เราได้ยินคำว่า Web 2.0 กันมากขึ้น ซึ่งมีคีย์เวิร์ดที่สามารถบ่งบอกความเป็น Web 2.0 ได้ก็คือคำว่า Collaboration, Community และ Social

Web 2.0

ทั้งสามคำนี้ต่างก็มีความหมายไปในแนวทางเดียวกัน คือการเชื่อมโยงประชากรออนไลน์เข้าด้วยกัน ให้แต่ละคนได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สิ่งที่มีประโยชน์ขึ้นมา

เว็บไซต์ที่มีลักษณะแบบนี้ก็เช่น Wikipedia ที่ให้คนเข้ามาร่วมเขียนบทความลงสารานุกรมออนไลน์ หรือ del.icio.us ที่ให้คนเอาเว็บดีๆ ที่ตนเองไปพบเจอมาแบ่งปันกัน

ถ้าพูดถึงเว็บไซต์ไทยที่มี concept แบบนี้ ก็คงนึกถึง Pantip.com กัน ที่เปิดให้คนเข้าไปเขียนตอบกระทู้ แบ่งปันความรู้ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

สมัยที่ผมทำงานอยู่กับ Pantip.com คุณวันฉัตรซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ เคยปรารภอยู่บ่อยๆ ว่าอยากเห็น Pantip.com เป็นของประชาชนจริงๆ อยากเห็นคนเล่นเว็บเข้ามาเป็นคนบริหารเว็บ อยากเห็นอะไรที่คล้ายๆ กับสหกรณ์ที่คนเล่นเว็บร่วมเป็นเจ้าของ ร่วมบริหาร เมื่อมีกำไรก็ปันผลกลับไปให้แก่คนเล่นเว็บเอง

คุณวันฉัตรเคยนำแนวคิดนี้ไปปรึกษากับนักธุรกิจหลายท่าน ผลตอบรับก็คือมันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำแบบนั้น

อาจจะคล้ายๆ กับที่ Dr. Yunus ไปคุยกับผู้จัดการธนาคารว่าอยากให้ธนาคารปล่อยกู้ให้กับคนจน แต่ธนาคารปฏิเสธว่าเป็นไปไม่ได้เพราะไม่คุ้มที่จะทำ และคนจนก็ไม่มีหลักประกัน แต่สุดท้ายก็เกิดธนาคาร Grameen และแนวคิด Micro Credit ขึ้นจนได้

ทุกวันนี้แนวคิดของการให้คนเล่นเว็บเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารเว็บ ค่อนข้างชัดเจนขึ้นในบางเว็บไซต์ อย่างเช่นเว็บ ThaiVI.com ซึ่งเป็นชุมชนของนักลงทุนเน้นคุณค่า ผู้บริหารชุดเก่าได้ประกาศวางมือ และเปิดรับผู้บริหารชุดใหม่ที่จะเข้าไปทำหน้าที่แทนโดยสมบูรณ์

ส่วนการแบ่งรายได้ให้แก่คนเล่นเว็บเองก็เริ่มมีแนวโน้มความเป็นไปได้ที่สูงขึ้น การเกิดขึ้นของ AdSense ที่ช่วยให้คนทำเว็บไม่ต้องไปวิ่งขายโฆษณาเอง ก็สามารถมีรายได้จากการทำเว็บได้ และการประกาศของ YouTube ที่จะแบ่งรายได้โฆษณาให้แก่ผู้ที่โพสต์วิดีโอบนเว็บไซต์

ถ้า YouTube ทำสำเร็จ คงจะกลายเป็นต้นแบบให้เว็บบล็อกและเว็บบอร์ดหลายแห่งทำตาม อีกหน่อยคนเขียนบล็อกใน Exteen หรือเขียนกระทู้ใน Pantip อาจจะมีรายได้จากค่าโฆษณาโดยที่ตัวเองไม่ต้องจดโดเมนทำเว็บเอง และไม่ต้องวิ่งหาลูกค้าเองก็ได้ครับ

วันอังคารที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2550

Viral Marketing ของ น้องพริก คลิปหลุด หรือ คลิปหลอกให้หลุดปากบอกต่อคนอื่น

เป็นข่าวใหญ่โตกันมาเดือนกว่า ว่ามีคลิปหลุดของ "น้องพริก" กานต์ชนิต โชว์หวิวหน้าเว็บแคม ซึ่งมีทั้งหมดถึง 3 ภาคด้วยกัน ท่ามกลางความสงสัยของประชาชนชาวเน็ตว่าเป็น "คลิปหลุด" จริง หรือเป็น "คลิปหลอกให้หลุดปากบอกต่อคนอื่น" กันแน่ ในที่สุดวันนี้ก็มีคำเฉลยออกมาแล้ว แต่เราได้เรียนรู้อะไรจากปรากฎการณ์นี้บ้าง?

ใครที่ได้ดูคลิปทั้ง 3 ภาคแล้ว คงจะได้เห็นภาพเหมือนกับที่ผมเห็น ในภาคแรก น้องพริก เธอนั่งทำท่ายั่วยวนอยู่หน้าเว็บแคม ชวนให้คิดว่าเธอกำลังเล่นเว็บแคมเสียวกับคู่สนทนาอยู่หรือเปล่า คู่สนทนาอาจจะจงใจแกล้งเธอด้วยการ capture ภาพมาเผยแพร่ ภาคแรกจบลงด้วยการยั่วผู้ชมว่าให้ติดตามต่อภาคสอง

พอมาถึงภาคที่สอง คราวนี้ น้องพริก เธอถอดบรา มองเห็นจุกที่นูนขึ้นมาภายใต้เสื้อสีขาวบาง งานนี้อารมณ์ของผู้ชมเตลิดไปใหญ่แล้วล่ะครับ มีการส่งต่อคลิปกันมากมาย คลิปภาคสองจบลงเหมือนภาคแรก คือทิ้งท้ายว่าให้รอติดตามภาคจบ ผู้ชมต่างก็จินตนาการไปเรียบร้อยแล้วว่าคงได้เห็นของดีในตอนอวสาน

แล้วภาคที่สามก็ถูกเผยแพร่ออกมา ซึ่งผมเชื่อว่าหลายคนคงผิดหวัง เพราะได้เห็นแค่ น้องพริก ขยำหน้าอกตัวเองนิดหน่อย แล้วก็เฉลยในตอนท้ายว่านี่คือการโฆษณาสินค้า

ในขณะที่ผมกำลังเขียนบล็อกนี้ (29 มีนาคม 2550 04.00 น.) ผมได้เก็บสถิติจำนวนคนเข้าชมแต่ละคลิปไว้ดังนี้ครับ

คลิปที่ 1 ถูกโพสต์เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2550 ถูกเข้าชมทั้งหมด 121,374 ครั้ง
คลิปที่ 2 ถูกโพสต์เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2550 ถูกเข้าชมทั้งหมด 151,841 ครั้ง
คลิปที่ 3 ถูกโพสต์เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2550 ถูกเข้าชมทั้งหมด 19,177 ครั้ง

จะสังเกตได้ว่าคลิปแรกถูกโพสต์มาแล้ว 41 วัน แต่กลับมีผู้เข้าชมน้อยกว่าคลิปที่สองที่เพิ่งโพสต์มาเพียง 13 วัน อาจจะเป็นเพราะคลิปที่สองมันมี "อะไร" ให้ดูเยอะกว่าคลิปแรก ส่วนคลิปที่สามที่มีหักมุมตอนจบ จะมีผู้เข้าชมมากแค่ไหน ต้องติดตามกันต่อไปครับ

มาถึงตอนนี้แล้ว นึกถึงพวกโฆษณาไตรภาคทางโทรทัศน์มั้ยครับ? (ล่าสุดที่นึกได้ก็คือโฆษณาแมลงสาบขายประกัน) ซึ่งเป็นวิธีโฆษณาที่เรียกร้องความสนใจจากคนดู กระตุ้นให้คนดูรอคอยเฉลยในตอนจบ คลิปน้องพริก ก็เป็นเช่นเดียวกัน จะแตกต่างกันก็ตรงที่ไม่ได้ฉายทางโทรทัศน์ที่คิดค่าโฆษณานาทีละเป็นแสนบาท แต่ฉายทาง YouTube ซึ่งไม่มีค่าออกอากาศเลย ต้นทุนของคลิปนี้ก็คงมีแค่ค่าตัว น้องพริก ค่าเว็บแคมตัวละไม่กี่ร้อยบาท กับค่าจ้างคนตัดต่อแบบง่ายๆ

บวกกับการวางแผนช่วงเวลาในการยิงสปอตโฆษณา เอ้ย ปล่อยคลิปให้เหมาะสม ถ้าสังเกตกัน หลังจากที่คลิปแรกถูกปล่อยออกไป ต้องใช้เวลาพอสมควรเพื่อให้มวลชนรับรู้ว่ามีเรื่องนี้เกิดขึ้นในโลก พอหนังสือพิมพ์เริ่มทำข่าว เว็บไซต์วาไรตี้ต่างๆ นำข่าวมาขึ้นเว็บ ก็กลายเป็นการโปรโมทและกระตุ้นให้คนควานหาคลิปนี้มาดู นำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์กันใหญ่โตในเว็บบอร์ดและเว็บบล็อกต่างๆ ซึ่งยิ่งช่วยเพิ่มเรทติ้งของคลิปนี้ให้สูงขึ้นไปอีก (บล็อกนี้ก็คงมีส่วนช่วยเพิ่มเรทติ้งด้วย)

หลังจากคลิปแรกถูกปล่อยออกไปหนึ่งเดือน ผู้คนเริ่มลืมกันแล้ว คลิปที่สองก็ถูกปล่อยมากระตุ้นความสนใจอีกครั้ง และก็กระตุ้นได้แรงสมใจจริงๆ พอเหล็กร้อนได้ที่แล้ว คลิปที่สามก็ถูกปล่อยออกมาหลังจากคลิปที่สองเพียงสิบวัน

ผมเชื่อว่าหลายคนด่าว่านี่เป็นแผนการตลาดที่แย่มาก แต่บ่อยครั้งที่เราไม่ได้วัดความสำเร็จของการโฆษณาว่ามีเสียงด่าแค่ไหน แต่ KPI ที่เราใช้วัดจริงๆ คือยอดขายที่เพิ่มขึ้นจากการโฆษณา หรือวัดจากผลตอบแทนการลงทุน (Return on Investment - ROI) ว่าจ่ายเงินโฆษณาไปเท่านี้ ทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้นเท่าไหร่

เผลอๆ คนที่ด่านี่ อาจจะจ่ายเงินซื้อของไปเรียบร้อยแล้วนะครับ

(ภาพจากเว็บไซต์ www.robertandolph.com)

เทคนิคการโฆษณาแบบที่ใช้เงินน้อย ผลตอบรับสูงแบบนี้ นักการตลาดเรียกว่า Viral Marketing หรือ Buzz Marketing หรือภาษาไทยก็คือ การตลาดแบบบอกต่อ เป็นวิธีการใช้คน (man) เป็นสื่อ (medium) เพื่อนำส่งสาร (message) ไปยังมวลชน (mass)

เทคนิคนี้ถูกใช้กันเป็นประจำครับ เมื่อหลายปีก่อนมีหนังที่ชื่อ Blair Witch Project ซึ่งเป็นหนังทุนสร้างต่ำ แต่ผลตอบแทนสูง เพราะใช้ การตลาดแบบบอกต่อ เพื่อขายตัวหนังเอง หรือบางคนที่สนใจแวดวงกีฬาฟุตบอล อาจจะเคยเห็นคลิปที่ Ronaldinho เตะฟุตบอลชนคานอัฒจรรย์ในตำแหน่งเดิมซ้ำๆ กันนับสิบครั้ง และปิดท้ายคลิปด้วยสัญลักษณ์ของ Nike ซึ่งเป็นคลิปที่ดูแล้วสะใจคอบอลมาก

การจะทำให้ การตลาดแบบบอกต่อ สามารถบรรลุผลได้ (บรรลุผลในที่นี้หมายถึงคนเห็นแล้วพยายามบอกต่อกันไปเรื่อยๆ) ปัจจัยหลักอยู่ที่ความน่าสนใจของสารที่ใช้ Blair Witch Project ใช้ความลึกลับน่ากลัวเป็นสาร Nike ใช้ความมันของคอฟุตบอล

ส่วน คลิปน้องพริก ใช้ sex เป็นสารครับ

หลายคนเคยได้ยินมาว่า โฆษณาที่ได้ผล 99.99% คือโฆษณาที่มีเรื่องตลกขบขัน (humor) หรือเรื่องใต้สะดือ (sex) เหตุการณ์นี้เป็นข้อพิสูจน์หนึ่งครับ

เมื่อการโฆษณาได้ผลแล้ว ก็ต้องเชื่อมโยงกลุ่มเป้าหมายเข้ากับตัวสินค้า ซึ่งเราสามารถใช้หลักส่วนผสมการตลาด (Marketing Mix) 4P ของกูรูด้านการตลาด Philip Kotler มาพิจารณาได้ดังนี้

Promotion => Place => Product => Price

คลิปน้องพริก เป็น Promotion รูปแบบหนึ่ง ทำหน้าที่สื่อสารไปถึงกลุ่มเป้าหมาย (ผู้ชายเล่นเน็ต) โดยในช่วงท้ายคลิปได้ลง URL ของเว็บไซต์ ซึ่งเป็น Place แบบออนไลน์ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายสามารถพิมพ์ URL เพื่อเข้าไปดูเว็บไซต์ได้ทันที ซึ่งจะพบกับสินค้าหรือ Product ที่หน้าแรกของเว็บไซต์ทันที เมื่อคลิกเข้าไปดูรายละเอียดของสินค้าแล้วจึงทราบราคาหรือ Price

ตัวสินค้าที่มีอยู่ในเว็บไซต์ตอนนี้ค่อนข้างตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ก็คือรูปถ่ายแฟชั่นวับๆ แวมๆ ของ น้องปีใหม่ ซึ่งออกมาเป็นสินค้าสองชนิด

สินค้าชนิดแรกคือ อัลบั้ม Unseen ที่สามารถเข้าไปดูได้ด้วยการกด SMS ในราคา 9 บาท สามารถชมภาพได้ไม่จำกัดภายในเวลา 24 ชั่วโมง วิธีการใช้ SMS เพื่อขอรหัสผ่านเข้าดูรูป เป็นวิธีการที่เว็บไซต์อย่าง Kapook เคยใช้และประสบความสำเร็จอย่างมาก

สินค้าชนิดที่สองคือ หนังสืออัลบั้มรูป 55 รูป และวีซีดีความยาว 55 นาที ราคาขายอยู่ที่ 195 บาท ใช้วิธีการซื้อขายเหมือนเวลาที่เราสั่งซื้อซีดีเถื่อนบนเว็บทั่วไป คือโอนเงินเข้าบัญชี แจ้งหลักฐานการโอนเงิน และรอรับสินค้าที่บ้าน

เราลองคิดกันเล่นๆ นะครับ สมมุติว่ามีคนดู คลิปน้องพริก 150,000 คน ครึ่งหนึ่งลองเข้าเว็บไซต์ ก็จะมีคนเข้าเว็บ 75,000 คน ครึ่งหนึ่งของคนเข้าเว็บคือ 37,500 คน ยอมเสีย 9 บาท เพื่อกด SMS รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 337,500 บาท แบ่งให้โอเปอเรเตอร์ครึ่งหนึ่ง ก็จะเหลือเข้าบริษัท 168,750 บาท

อันนี้ยังไม่นับคนที่จ่าย 195 บาท เพื่อซื้ออัลบั้มรูปกับวีซีดี ไม่นับคนที่รับรู้ว่ามีสินค้าแบบนี้ แล้วไปหาซื้อที่ร้านหนังสือ

ไม่ธรรมดาเลยใช่มั้ยครับ กับ คลิปหลุด ของ น้องพริก

มีใครหลุดปากบอกต่อคนอื่นไปบ้างเอ่ย?