แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Convergence แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Convergence แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2550

Technology Convergence การบรรจบกันของเทคโนโลยี ทำให้เกิดธุรกิจใหม่เสมอ

หลายคนมักจะคิดว่าการคิดค้นรูปแบบธุรกิจใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะในยุคที่ธุรกิจต่างๆ ถูกจับจองไปหมดแล้ว ความคิดนี้อาจจะถูกเพียงครึ่งเดียว ถึงแม้ว่าธุรกิจในรูปแบบเดิมๆ จะมีคู่แข่งขันอยู่เต็มไปหมด แต่ก็ยังมีโอกาสธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งเกิดขึ้นมาได้เพราะเทคโนโลยีที่พัฒนามากขึ้น

ย้อนกลับไปในปี 2000 ยุคที่โปรแกรมแชร์ไฟล์เพลง Napster กำลังโด่งดัง ในยุคนั้น โลกของธุรกิจเพลงถูกครอบงำโดยค่ายเพลงยักษ์ใหญ่เพียง 5 ค่าย ซึ่งกินส่วนแบ่งการตลาดรวมกันมากกว่า 80% และมีธุรกิจที่ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การผลิตเพลงจนถึงการจัดจำหน่าย เป็นเรื่องยากมากที่คู่แข่งจะแทรกตัวเข้าไปได้

แต่เมื่อนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมดาๆ คนหนึ่งได้พัฒนาโปรแกรม Napster ขึ้น ยักษ์ใหญ่ก็ถูกเขย่าบัลลังก์ นักศึกษาคนนี้คงจะไปทำร้ายค่ายเพลงไม่ได้ถ้าโลกนี้ปราศจากเทคโนโลยี MP3, CD Ripper และ P2P

เทคโนโลยีการบีบอัดไฟล์เพลง MP3 ถูกพัฒนาขึ้นโดย MPEG องค์กรภายใต้ ISO ผู้กำหนดมาตรฐานสินค้าหลายๆ อย่างบนโลกนี้ MP3 ช่วยให้ไฟล์เพลงความยาว 5 นาที ที่มีขนาดมากกว่า 50 MB หดเล็กลงเหลือเพียง 5 MB ง่ายที่จะ copy ให้คนอื่น รวมถึงการส่งต่อให้เพื่อนทางอินเทอร์เน็ต

CD Ripper คือโปรแกรมที่แปลงเพลงในแผ่นซีดีให้เป็นไฟล์เพลง MP3 ซอฟท์แวร์ CD Ripper มีให้เลือกดาวน์โหลดได้ฟรีจากเว็บไซต์ต่างๆ ใครๆ ก็สามารถแปลงซีดีให้เป็นไฟล์ MP3 และส่งต่อให้ใครก็ได้โดยที่ไม่ต้องเอาแผ่นซีดีให้

ส่วน P2P คือเทคโนโลยีการแบ่งไฟล์ขนาดใหญ่ให้เป็นข้อมูลเล็กๆ แล้วส่งต่อให้คนอื่นที่ต้องการ โดยที่ไม่ต้องมีเซิร์ฟเวอร์กลาง เนื่องจากทุกคนเป็นเซิร์ฟเวอร์ เทคโนโลยีนี้ทำให้คนที่ไม่รู้จักกันสองคน สามารถแบ่งปันไฟล์เพลงกันได้

ลองนึกภาพว่าคนทั้งโลกนี้ มีคนซื้อซีดีเพลงอัลบั้มใหม่เพียงคนเดียว จากนั้นเขาใช้ CD Ripper เพื่อแปลงเพลงในแผ่นซีดีให้เป็นไฟล์ MP3 แล้วแชร์ไฟล์เพลงนั้นผ่านเครือข่าย P2P แบบนี้ค่ายเพลงก็จะขายซีดีได้เพียงแผ่นเดียว ขณะที่ต้นทุนการผลิตอัลบั้มนั้นสูงมาก

จะเห็นได้ว่าทั้งสามเทคโนโลยีที่มาบรรจบกัน ช่วยสร้างโมเดลธุรกิจใหม่อย่าง Napster ขึ้นมาได้ ถึงแม้ว่าท้ายที่สุดแล้ว Napster จะถูกศาลตัดสินให้ระงับการให้บริการ แต่ Napster ก็สามารถเปลี่ยนโมเดลธุรกิจไปเป็นการขายเพลงแบบสมาชิกรายเดือนได้ กลายเป็นคู่แข่งของแผงเทปไป

อีกกรณีหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ YouTube เว็บไซต์นี้คงจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าเว็บถูกสร้างขึ้นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ในยุคที่รูปแบบไฟล์วิดีโอมีทั้งค่าย Real, Windows Media, Quicktime และอื่นๆ อีกมาก โดยที่ Flash ยังไม่แพร่หลาย ในยุคที่กล้องถ่ายวิดีโอมีราคาแพง และยังไม่มีโทรศัพท์มือถือที่ถ่ายวิดีโอได้ และในยุคที่ผู้คนยังใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วต่ำอยู่

ถ้าไม่มี Flash เราก็คงต้องติดตั้งโปรแกรม Movie Player ของทุกค่ายเพื่อจะได้ดูวิดีโอได้ทุกรูปแบบ

ถ้ากล้องวิดีโอมีราคาแพงเกินกว่าที่คนทั่วไปจะหาซื้อใช้ได้ หรือถ้าไม่มีโทรศัพท์มือถือความสามารถสูงที่สามารถถ่ายวิดีโอได้ ก็คงจะหาคลิปวิดีโอดีๆ ให้ดูได้ยาก

และถ้าคนส่วนใหญ่ยังใช้อินเทอร์เน็ต 56 k อยู่ คงไม่มีใครอยากเสียเวลาโหลดวิดีโอคลิปดู

แต่เมื่อเทคโนโลยีทุกอย่างพร้อม เว็บอย่าง YouTube ก็เกิดขึ้นมา และโด่งดังเป็นพลุแตก จนถูก Google ซื้อไปด้วยราคาสูงลิ่ว

ทั้งกรณีของ Napster และ YouTube ต่างก็มีจุดที่เหมือนกันสองจุด จุดแรกคือการเกิดขึ้นของมาตรฐานที่ผู้คนนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย Napster ได้ประโยชน์จากมาตรฐาน MP3 ขณะที่ YouTube ได้ประโยชน์จาก Flash ที่กลายเป็นมาตรฐานด้านมัลติมีเดียบนเว็บ จุดที่สองคือการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีที่เอื้ออำนวยต่อการติดต่อเพื่อรับส่งข้อมูลกัน Napster มีเทคโนโลยี P2P ที่ช่วยให้ไฟล์เพลง Mp3 กระจายถึงกันได้โดยง่าย YouTube มีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่กำจัดอุปสรรคได้การโหลดไฟล์ขนาดใหญ่

ถ้าหากเราจะลองพยากรณ์รูปแบบธุรกิจใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ โดยพิจารณาจากเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นบ้างล่ะ?

ถ้าโทรศัพท์มือถือสามารถเปิดเว็บไซต์ได้อย่างง่ายดาย สามารถเปิดดูโปรแกรมแผนที่ได้ ธุรกิจอะไรจะเกิดขึ้น?

ถ้าผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต Wi-fi ตามสถานที่ต่างๆ หันมาใช้ระบบเดียวกัน ผู้ใช้สามารถซื้อ access pass ครั้งเดียวแล้วใช้อินเทอร์เน็ตที่ไหนก็ได้ ธุรกิจอะไรจะเกิดขึ้น?

ถ้าเครื่อง E-book Reader ที่มีน้ำหนักเบา ม้วนได้ ได้รับความนิยมจากผู้ใช้ ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย ธุรกิจอะไรจะเกิดขึ้น?

ถ้าความเร็วของอินเทอร์เน็ตก้าวกระโดดขึ้นไปอีกขั้น สามารถโหลดรายการโทรทัศน์หรือภาพยนตร์เรื่องยาวมาดูได้แบบภาพคมชัด เสียงกระหึ่มเหมือนดูในโรง ธุรกิจอะไรจะเกิดขึ้น?

ใครที่ก้าวตามเทคโนโลยี และคอยปรับตัวตามอยู่เสมอ ย่อมคว้าโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ได้ก่อนคนอื่น และได้รับสิทธิ์ที่จะเป็นมหาเศรษฐีในยุคไฮเทคได้ก่อนคนอื่นด้วย

แต่ใครที่เป็นเจ้าของธุรกิจอยู่แล้ว ถ้าหากนิ่งเฉยต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ไม่ปรับตัวตามโลกที่พัฒนามากขึ้น ก็อาจจะได้รับความเสียหายและอาจจะล้มหายตายจากไปในที่สุดได้

อย่าเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ต่อต้านกระแสลมจนโค่นล้มลง อย่าเป็นต้นไผ่ที่ลู่ตามลมแต่แคระแกรน จงเป็นดอกหญ้าที่ถูกลมพัดปลิวไปตกในดินอุดมสมบูรณ์ แล้วงอกขึ้นเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจีได้

วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2550

Game Theory ของ eBay และ Google

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน บล็อก Google Checkout ได้เผยแพร่ข่าวงาน Google Checkout Freedom Party ซึ่งจะจัดขึ้นในเย็นวันที่ 14 มิถุนายน ที่ Old South Meeting House ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก Boston Convention & Exhibition Center มากนัก Google โฆษณาว่างานนี้มีทั้งอาหารฟรี เครื่องดื่มฟรี ไลฟ์มิวสิคฟรี แม้กระทั่งนวดฟรี

แต่มันจะบังเอิญเกินไปหรือเปล่า เพราะ eBay มีงานใหญ่ยักษ์ประจำปี ก็คืองาน eBay Live! 2007 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 - 16 มิถุนายน ที่ Boston Convention & Exhibition Center

งานนี้ Google หวังว่าคนเข้าสัมมนา eBay Live! ตอนกลางวันเสร็จแล้ว จะได้มาแจมกับ Google Party ตอนกลางคืนต่อได้เลย

Google Checkout เป็นบริการ Payment Gateway ที่ช่วยให้ผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าสามารถรับจ่ายเงินกันได้สะดวก ซึ่งไม่ต่างอะไรกับ PayPal ซึ่งเป็นบริการ Payment Gateway ของ eBay จึงอาจเรียกได้ว่า Google Checkout และ PayPal เป็นคู่แข่งทางตรงกันเลย

ยอดขายสินค้าบน eBay ในไตรมาสแรกปี 2007 สูงถึง 14,280 ล้านเหรียญ ถ้าคิดทั้งปีก็สูงกว่างบประมาณประเทศไทยเสียอีก ขณะที่มียอดชำระเงินผ่าน PayPal ถึง 11,360 ล้านเหรียญ หรือคิดเป็น 6% ของมูลค่า E-commerce ทั้งโลก

Google ถึงได้อยากเข้ามามีส่วนร่วมเหลือเกิน

แต่หนทางนี้ก็ไม่ง่ายนัก เพราะเมื่อปีที่แล้วในเดือนมิถุนายน eBay ได้ประกาศแบน Google Checkout ด้วยการห้ามผู้ขายสินค้าบน eBay ใช้บริการ Google Checkout เพื่อรับชำระเงินจากลูกค้า ด้วยเหตุผลที่ฟังดูแปร่งๆ หน่อยคือ eBay ไม่รับรองบริการชำระเงินที่ไม่มีประวัติการให้บริการที่ยาวนานพอ

เมื่อเล่นกันบนดินไม่ได้ Google ก็เลยใช้เทคนิค Guerilla Marketing ด้วยการประกาศจัดงาน Google Checkout Freedom Party ขึ้นมา ชู concept ของงานว่าทุกคนมีอิสระเสรีภาพที่จะเลือกใช้ระบบ Payment Gateway ของรายใดก็ได้ ไม่ควรจะผูกขาดอยู่กับเพียงรายเดียว และตั้งใจจัดงานตรงกับงาน eBay Live! ในสถานที่ใกล้เคียงกัน เพื่อให้ผู้ขายสินค้าบน eBay เข้าร่วมงานของ Google ด้วย และ Google ก็จะได้โปรโมทบริการ Google Checkout ของตัวเองได้เต็มที่ ให้รู้กันไปเลยว่าดีกว่าบริการของ PayPal อย่างไร

แน่นอนว่า eBay คงไม่อยู่เฉยๆ ก็เลยตอบโต้กลับไปอย่างรุนแรงด้วยการถอดโฆษณาของ eBay ทั้งหมดออกจาก Google AdWords ในอเมริกา

จากรายงานประจำปีของ eBay ในปี 2006 eBay มีค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณาทั้งในสื่อออนไลน์และออฟไลน์รวมทั้งสิ้น 871 ล้านเหรียญ ขณะที่รายได้จากโฆษณาของ Google ในปี 2006 รวมทั้งสิ้น 10,492 ล้านเหรียญ ถ้าเราลองประเมินดูว่าครึ่งหนึ่งของค่าโฆษณาของ eBay ถูกจ่ายให้ Google นั่นแปลว่า 4% ของรายได้ของ Google มาจาก eBay

ตัวเลขงบโฆษณาของ eBay ที่จ่ายให้ Google ที่แท้จริงจะเป็นเท่าไหร่ คงต้องไปหางบการเงินแบบละเอียดของ eBay มาดู แต่เราก็พอจะเดากันได้จากสิ่งที่ Google ทำต่อมาก็คือการประกาศยกเลิกงาน Freedom Party นั่นแปลว่าการถอดโฆษณาออกคงส่งผลกระทบต่อ Google พอสมควร

จริงๆ แล้ว Google กับ eBay ก็เหมือนน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า Google ช่วย supply traffic ให้แก่ eBay ทำให้ eBay มี community ซื้อขายสินค้าและสามารถเก็บค่าธรรมเนียมการขายได้ ส่วน eBay ก็จ่ายเงินค่าโฆษณาให้แก่ Google ซึ่ง Google ก็นำไปจ้างวิศวกรเก่งๆ มาพัฒนาเว็บไซต์ต่อไป

สงครามระหว่าง eBay และ Google นั้นสามารถอธิบายได้ด้วย Game Theory

Game Theory of eBay and Google

จากตาราง ถ้าทั้งคู่ต่างอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไร ทั้งสองฝ่ายก็เป็นคู่ค้าที่ดีต่อกันต่อไป eBay ก็มี traffic เข้าเว็บ Google ก็มีรายได้ สิ่งที่ทั้งคู่ได้รับแทนด้วยคะแนน +5

วันหนึ่ง Google เกิดนึกอยากรุกเข้าไปในธุรกิจ Payment Gateway บ้าง เพราะหวังว่าจะทำให้ตัวเองมีรายได้เพิ่ม (+10) การทำแบบนี้จะทำให้ eBay เสียผลประโยชน์ (-5) เนื่องจากเสียส่วนแบ่งรายได้ PayPal

eBay ก็เลยต้องตอบโต้กลับ กลายเป็นว่าทั้งคู่ต่างก็เสียผลประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย (-10) Google ก็เลยถอยก่อน

สถานการณ์ของเกมนี้จะเปลี่ยนไป ถ้าวันหนึ่ง Google สามารถเพิ่มรายรับและจำนวนลูกค้า AdWords ได้มากพอที่จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ถึงแม้ว่า eBay จะถอนโฆษณาไปก็ตาม คะแนนก็จะเปลี่ยนไปดังตารางนี้

Game Theory of eBay and Google

ถ้า Google รุกราน แต่ eBay ยังนิ่งเฉย Google ก็จะได้ +10 แต่ถ้า eBay ตอบโต้ Google ก็ยัง +9 อยู่ เพราะได้กระจายความเสี่ยงทางด้านรายรับไว้แล้ว

ขณะที่ถ้ามองจากทาง eBay เมื่อถูก Google รุกราน eBay จะทำได้เพียงกัดฟันและนิ่งเฉยไว้ เพราะถ้า eBay ตอบโต้ จะเสียถึง -10 แต่ถ้าอยู่เฉยๆ ยังเสียแค่ -5

กลยุทธ์ของ eBay หลังจากนี้ก็คือต้องกระจายความเสี่ยงเรื่อง traffic source ต้องพยายามหาวิธีทำให้คนเข้าเว็บด้วยวิธีอื่นที่ไม่ต้องพึ่ง Google ให้ได้ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ง่ายเลย ตราบเท่าที่ Google ยังครอง market share เป็นเบอร์หนึ่งในตลาด search engine และยังสูงขึ้นเรื่อยๆ

ผมเชื่อว่าวันหนึ่งเกมจะเปลี่ยนไป ถ้า eBay ยังหา traffic source ที่ดีกว่า Google ไม่ได้ Google ก็จะได้ใจมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการเสนอค่าบริการ Google Checkout ที่ถูกกว่า PayPal และยัง Convergence กับบริการอื่นๆ ของ Google อีกด้วย เพื่อดึงดูดให้คนหันมาใช้ Google Checkout กันมากขึ้น และถ้ามีผู้ใช้มากจนถึงจุดหนึ่ง Google อาจจะเปิดบริการ Auction ฟรีเพื่อแข่งกับ eBay เลยก็ยังได้

วันพุธที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

Wii = Game Console + Abdominizer เมื่อเครื่องเล่นเกมทำหน้าที่เป็นเครื่องออกกำลังกาย

คุณเคยประสบปัญหาซื้อเครื่องออกกำลังกายมาใช้แค่ 3 วันก็เบื่อหรือเปล่า?

หรือคุณกำลังเซ็งกับเครื่องเล่นเกมเดิมๆ ที่คุณได้แต่นั่งจ้องหน้าจอแล้วกดจอยสติ๊กไปเรื่อยๆ ใช่หรือไม่?

ปัญหาของคุณได้รับการแก้ไขแล้ว MacroArt Direct ขอเสนอ Wii-dominizer เครื่องเล่นเกมที่ใช้เวลาเพียง 10 นาทีต่อวันก็จะช่วยให้หน้าท้องของคุณแบนราบ กล้ามแขนขึ้นเป็นมัดๆ รูปร่างของคุณจะดูดีเป็นที่สุด...

Nintendo Wii Controller - Wii-mote(รูป Wii-mote จากเว็บ gwn.com)

Nintendo Wii Controller - Wii-mote(รูป Wii-mote จากเว็บ gwn.com)

วันนี้มีโอกาสได้ลองเล่น Wii เป็นครั้งแรกครับ หลังจากที่เคยเห็นคลิปวิดีโอที่โชว์ความสามารถของเจ้าเครื่องเกมตัวนี้เมื่อปีกว่าที่ผ่านมาแล้ว ตอนที่ได้เห็นคลิปวิดีโอ ผมถามตัวเองว่า "นี่ใช่เครื่องเล่นเกมจริงๆ เหรอ?" ผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นเครื่องออกกำลังกาย หรือเครื่องดนตรี หรือเครื่องหัดขับรถ หรือเครื่องหัดยิงปืน หรือเครื่องหัดฟันดาบ หรือเครื่องอะไรกันแน่???


วิดีโอคลิปตัวนี้ทำให้ผมอยากกลับมาเล่นเกมอีกครั้ง

เราเริ่มคุ้นชินกับการ Convergence ระหว่างโทรศัพท์มือถือ กล้องดิจิตอล และ PDA แล้ว แต่นี่เรากำลังได้เห็นการ Convergence ของ Game Console กับเครื่องออกกำลังกาย

ผมถามตัวเองในใจ "Nintendo คิดได้ไงวะ?"

และผมกล้าฟันธงเลยนะว่าถ้าเบอร์หนึ่งในอุตสาหกรรม Game Console อย่าง Sony PlayStation ไม่รีบสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ แบบนี้ออกมา Nintendo Wii จะกลายเป็นเบอร์หนึ่งในเร็วๆ นี้ ส่วน Microsoft Xbox นั้นไม่ต้องพูดถึงเลย

จากที่ได้เกริ่นไปว่าวันนี้ผมไปลองเล่น Wii มา เกมที่ผมเล่นเป็นเกมกีฬาที่มีทั้งหมด 5 เกม คือเกม ชกมวย เทนนิส เบสบอล โบว์ลิ่ง และ กอล์ฟ

ผมเริ่มทดลองเกมแรกด้วยการชกมวย วิธีการเล่นก็คือให้ถือเจ้า Wii-mote ซึ่งมีสองอัน มีสายเคเบิ้ลโยงถึงกัน จากนั้นก็แค่ต่อยลมออกไปครับ ง่ายๆ แค่นี้เลย เครื่องเกมจะรู้ว่ามือเราขยับไปทางไหน ตัวเราในเกมก็จะขยับตามไปด้วย จะฮุคหัว ฮุคท้อง ตั้งการ์ด มันทำเหมือนตัวเราจริงๆ เป๊ะ เกมชกมวยที่ผมเล่นมีทั้งหมด 3 ยก เรามีหน้าที่ชกคู่ต่อสู้ให้ล้มจนโดนนับ 3 รอบ ก็จะ TKO ขณะเดียวกันเราก็ต้องระวังไม่ให้คู่ต่อสู้มาน็อคเราด้วย เกม 3 ยกใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีครับ เล่นจบแล้วตัวผมเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ ทั้งที่สถานที่ที่ผมเล่นคือ Central World ซึ่งแอร์เย็นเฉียบ เหลือเชื่อจริงๆ ว่าผมเล่นเกมแค่ไม่กี่นาทีแล้วรู้สึกเหนื่อยและปวดเมื่อยตามร่างกาย มันดีกว่าเจ้าเครื่องบริหารหน้าท้องที่บ้านผมอีกนะ

ส่วนเกมกีฬาตัวอื่นก็มีวิธีเล่นที่ไม่ยากเลย จับ Wii-mote เหมือนจับอุปกรณ์กีฬาชนิดนั้นๆ แล้วก็เคลื่อนไหวร่างกายไปตามที่ควรจะเป็นก็พอ

มาลองวิเคราะห์ในแง่ธุรกิจกันบ้าง ผมมองว่าสิ่งที่ Nintendo กำลังทำก็คือกลยุทธ์ Blue Ocean ซึ่งก็คือการหลบหลีกการแข่งขันใน Red Ocean ที่มีผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Sony และมีผู้เล่นเงินหนาอย่าง Microsoft หนีเข้าอยู่ใน Blue Ocean ที่ยังไม่มีใครเป็นเจ้าของพื้นที่ เป็นท้องทะเลที่กว้างใหญ่ มีทรัพยากรมากมาย และยังไม่มีเรือลำอื่นเลย

Nintendo กำลังขยายจากตลาดนักเล่นเกมเข้าไปสู่ตลาดครอบครัวครับ

ผมไม่ใช่นักเล่นเกม คนอื่นฮิต PlayStation กันขนาดไหน ผมไม่เคยสนใจเลย เครื่องเล่นเกมล่าสุดที่ผมมีก็คือ Famicom เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ผมรู้สึกขี้เกียจเกินไปที่จะมานั่งศึกษาวิธีเล่นเกมสมัยใหม่ที่ดูซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ขี้เกียจมานั่งเรียนรู้ว่าต้องกดปุ่มบนจอยสติ๊กเพื่อบังคับทิศทางอย่างไร และผมไม่อยากมานั่งจ้องหน้าจอโทรทัศน์ทั้งวันเพียงเพื่อการบริหารนิ้วโป้ง

แต่ Wii มันทำให้ผมอยากเป็นเจ้าของมัน อยากเล่นเกมบนเครื่องนี้ และอยากชวนพ่อแม่มาเล่นด้วย เพราะมันง่ายเหลือเกินที่จะเรียนรู้เพื่อเล่นมัน

ท่ามกลางกระแสสังคมที่ผู้ปกครองรู้สึกว่าเกมทำให้เด็กเสียคน วันๆ เอาแต่นั่งจ้องหน้าจอ ไม่ยอมกินข้าวกินปลา แต่ Wii กำลังทำในสิ่งที่ต่างออกไป มันทำให้เด็กลุกขึ้นยืน ขยับร่างกาย และใช้พลังงานของวัยรุ่นออกไป

ซอฟท์แวร์เกมของ Wii จะขยายขอบเขตไปได้ไกลมาก อิริยาบถต่างๆ ของมนุษย์จะถูกทำเป็นเกมได้ อนาคตอาจจะมีเกมแบบ Street Fighter ที่คุณไม่ต้องมานั่งจำว่าต้องกดปุ่มเดินหน้าแล้วกดปุ่มถอยหลังวนมาปุ่มล่างและปุ่มเดินหน้า เพื่อจะปล่อยท่าโชริวเคน แต่คุณเพียงถือ Wii-mote ไว้ ชูขึ้นฟ้า แล้วหมุนร่างกายตัวเอง คุณก็จะปล่อยโชริวเคนใส่คู่ต่อสู้ได้ หรืออนาคตอาจจะมีเกมฝึกทำกับข้าว ที่ Wii-mote ในมือซ้ายคือกระทะ Wii-mote ในมือขาวคือตะหลิว และคุณมีหน้าที่ผัดผักบุ้งไฟแดง

คุณคิดว่า Wii สามารถทำเกมอะไรได้อีก?

วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2550

Google Convergence ยิ่งรวมกัน ชีวิตยิ่งดีขึ้น โดยไม่ต้องมีปาติหาน

ผมสมัครสมาชิกของ Blogger ไว้ตั้งแต่ปี 2004 ด้วยความที่ตอนนั้นอยากรู้ว่าบล็อกมันต่างจากไดอารี่ยังไง และบล็อกต่างประเทศสามารถทำอะไรได้บ้าง แต่ก็ได้แค่ลองเล่นเฉยๆ ไม่ได้ลงมือเขียนบล็อกจริงจัง เพราะผมเขียนไดอารี่อยู่ที่ DiaryIS อยู่แล้ว

เมื่อไม่นานมานี้ ผมอยากเขียนบล็อกด้านธุรกิจออนไลน์โดยเฉพาะ ก็เลยเปิดบล็อกใหม่แยกออกมาจาก DiaryIS โดยไปสร้างบล็อกไว้กับ Exteen ซึ่งมีโปรแกรมสำหรับเขียนบล็อกที่ใช้งานได้ง่ายมาก เว็บไซต์ก็โหลดได้รวดเร็ว แต่ก็มีข้อเสียตรงที่เว็บไซต์ไม่อนุญาตให้โฆษณาขายของ และไม่สามารถนำโปรแกรมวิเคราะห์คนเข้าบล็อกมาติดได้

ผมลองกลับมาเล่น Blogger ดูอีกครั้ง เนื่องจากเห็นหลายๆ บล็อกที่ใช้บริการ Blogger อยู่ สามารถติดโฆษณาของ Google AdSense ได้ และพอได้ลองเล่นมากขึ้นก็พบว่ามันยอดเยี่ยมมากครับ เลยตัดสินใจย้ายข้อมูลจาก Exteen มาอยู่ที่ Blogger และเริ่มเขียนบทความนี้เป็นบทความแรก

ผมเชื่อว่าทุกคนคงเคยเห็นโฆษณาของ True Convergence ที่เด็กชายมีเงิน 80 บาท ขอซื้อปาติหานเพื่อช่วยให้น้องสาวของตัวเองหายจากโรคที่เป็นอยู่ คำว่า Convergence ในที่นี้เป็นคำศัพท์ทางธุรกิจและถูกใช้อย่างมากในโลกยุคดิจิตอล ซึ่งคำนี้มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า Synergy อย่างมาก โดยคำว่า Synergy หมายถึงการที่สองธุรกิจซึ่งอาจจะเหมือนหรือแตกต่างกันก็ได้ มาผนึกกำลังกันเพื่อสร้างผลประโยชน์บางอย่าง โดยที่ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะมากกว่าที่ต่างคนต่างทำกันเอง แต่คำว่า Convergence มีความหมายที่แคบกว่า โดยเน้นไปที่การรวมกันของสิ่งที่มีความสามารถแตกต่างกัน เช่น โทรศัพท์มือถือสมัยนี้คือการรวมกันของโทรศัพท์ กล้องดิจิตอล และคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก

การเขียนบล็อกที่ Blogger ทำให้ผมเห็นภาพของ Google Convergence ที่ชัดเจนมาก และผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนที่อยากเขียนบล็อกให้เป็นธุรกิจของตัวเองครับ

Convergence อย่างแรกเลยก็คือ Blogger เป็นบริการของ Google ที่ถูกซื้อเข้ามาในปี 2003 นั่นแปลว่าคนที่เขียนบล็อกกับ Blogger ก็จะได้รับประโยชน์จากการใช้เครือข่ายบริการของ Google ไปด้วย เช่น มั่นใจได้ว่าข้อมูลจะไม่สูญหายเหมือนที่ใช้บริการกับผู้ให้บริการบล็อกในไทยหลายๆ ราย เซิร์ฟเวอร์ก็มีความเสถียร เนื่องจากได้รับการดูแลจากวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญของ Google พื้นที่การเขียนบล็อกก็เยอะมากจนอาจเรียกได้ว่าไม่จำกัด (อารมณ์เดียวกับ Gmail) นอกจากนี้ Google Search ก็จะทำดัชนีบล็อกของคุณได้อย่างรวดเร็ว บทความใหม่ของบล็อกคุณจะไปปรากฎบน Google Search ได้ในเวลาไม่นาน (ตอนที่ผมลองทดสอบ Blogger ดูโดยยังไม่ได้เอาบล็อกไปโปรโมทที่ไหน ปรากฎว่าบล็อกของผมก็ติดอยู่ใน Google Search ไปแล้วครับ) และที่สำคัญคือทุกอย่างนี้ฟรีหมดครับ

Convergence อย่างที่สองคือคุณสามารถติดโฆษณา Google AdSense ในบล็อกของคุณได้ จะติดตรงส่วนไหนของบล็อกก็ได้ ติดกี่อันก็ได้ ทำให้คุณไม่ต้องเขียนบล็อกฟรีๆ อีกต่อไป อย่างน้อยก็มีค่าขนมนิดๆ หน่อยๆ จากการโฆษณา ซึ่งยังไม่มีผู้ให้บริการบล็อกในไทยที่ให้ทำแบบนี้ได้ (อาจจะมีแต่ผมยังไม่เคยเห็น) เนื่องจากผู้ให้บริการส่วนใหญ่ยังใช้โมเดลการขายโฆษณาแบบเดิมอยู่ คือต้องการพื้นที่บนบล็อกของคุณเพื่อติดแบนเนอร์โฆษณาที่ลูกค้าขอซื้อ ทั้งนี้เพื่อที่เว็บไซต์จะได้มีรายได้สำหรับการดูแลระบบรวมถึงการพัฒนาบริการใหม่ๆ

Convergence ที่สามคือคุณสามารถนำคลิปวิดีโอจาก YouTube หรือ Google Video ในหัวข้อที่คุณสนใจมาติดในทุกหน้าภายในบล็อกของคุณได้แบบง่ายๆ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ชมบล็อกของคุณสามารถดูวิดีโอได้ทันที

Video clip in Blogger

Convergence ที่สี่คือคุณสามารถนำตัวเก็บสถิติคนเข้าเว็บไซต์ของ Google Analytics มาติดไว้ในบล็อกของคุณได้ ซึ่งจะช่วยให้คุณทราบว่าคนเข้าเว็บไซต์คุณมาจากที่ไหนบ้าง มีจำนวนขาประจำมากน้อยแค่ไหน

Google Analytics in Blogger

ผมเชื่อว่ายังมี Convergence อื่นๆ อีกหลายอย่างที่คนเขียนบล็อกแต่ละคนสามารถสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ และในอนาคตก็คงมีบริการใหม่ๆ อีกหลายอย่างที่ Google พัฒนาขึ้นมา หรือไปซื้อกิจการคนอื่นมา แล้วเอามา Convergence กับ Blogger ได้อีก อย่างเช่นพวกอัลบั้มรูป หรือ Social Network ที่จะช่วยเติมเต็มความต้องการของคนเขียนบล็อกได้มากขึ้นอีก