แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ eBay แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ eBay แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2550

Game Theory ของ eBay และ Google

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน บล็อก Google Checkout ได้เผยแพร่ข่าวงาน Google Checkout Freedom Party ซึ่งจะจัดขึ้นในเย็นวันที่ 14 มิถุนายน ที่ Old South Meeting House ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก Boston Convention & Exhibition Center มากนัก Google โฆษณาว่างานนี้มีทั้งอาหารฟรี เครื่องดื่มฟรี ไลฟ์มิวสิคฟรี แม้กระทั่งนวดฟรี

แต่มันจะบังเอิญเกินไปหรือเปล่า เพราะ eBay มีงานใหญ่ยักษ์ประจำปี ก็คืองาน eBay Live! 2007 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 - 16 มิถุนายน ที่ Boston Convention & Exhibition Center

งานนี้ Google หวังว่าคนเข้าสัมมนา eBay Live! ตอนกลางวันเสร็จแล้ว จะได้มาแจมกับ Google Party ตอนกลางคืนต่อได้เลย

Google Checkout เป็นบริการ Payment Gateway ที่ช่วยให้ผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าสามารถรับจ่ายเงินกันได้สะดวก ซึ่งไม่ต่างอะไรกับ PayPal ซึ่งเป็นบริการ Payment Gateway ของ eBay จึงอาจเรียกได้ว่า Google Checkout และ PayPal เป็นคู่แข่งทางตรงกันเลย

ยอดขายสินค้าบน eBay ในไตรมาสแรกปี 2007 สูงถึง 14,280 ล้านเหรียญ ถ้าคิดทั้งปีก็สูงกว่างบประมาณประเทศไทยเสียอีก ขณะที่มียอดชำระเงินผ่าน PayPal ถึง 11,360 ล้านเหรียญ หรือคิดเป็น 6% ของมูลค่า E-commerce ทั้งโลก

Google ถึงได้อยากเข้ามามีส่วนร่วมเหลือเกิน

แต่หนทางนี้ก็ไม่ง่ายนัก เพราะเมื่อปีที่แล้วในเดือนมิถุนายน eBay ได้ประกาศแบน Google Checkout ด้วยการห้ามผู้ขายสินค้าบน eBay ใช้บริการ Google Checkout เพื่อรับชำระเงินจากลูกค้า ด้วยเหตุผลที่ฟังดูแปร่งๆ หน่อยคือ eBay ไม่รับรองบริการชำระเงินที่ไม่มีประวัติการให้บริการที่ยาวนานพอ

เมื่อเล่นกันบนดินไม่ได้ Google ก็เลยใช้เทคนิค Guerilla Marketing ด้วยการประกาศจัดงาน Google Checkout Freedom Party ขึ้นมา ชู concept ของงานว่าทุกคนมีอิสระเสรีภาพที่จะเลือกใช้ระบบ Payment Gateway ของรายใดก็ได้ ไม่ควรจะผูกขาดอยู่กับเพียงรายเดียว และตั้งใจจัดงานตรงกับงาน eBay Live! ในสถานที่ใกล้เคียงกัน เพื่อให้ผู้ขายสินค้าบน eBay เข้าร่วมงานของ Google ด้วย และ Google ก็จะได้โปรโมทบริการ Google Checkout ของตัวเองได้เต็มที่ ให้รู้กันไปเลยว่าดีกว่าบริการของ PayPal อย่างไร

แน่นอนว่า eBay คงไม่อยู่เฉยๆ ก็เลยตอบโต้กลับไปอย่างรุนแรงด้วยการถอดโฆษณาของ eBay ทั้งหมดออกจาก Google AdWords ในอเมริกา

จากรายงานประจำปีของ eBay ในปี 2006 eBay มีค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณาทั้งในสื่อออนไลน์และออฟไลน์รวมทั้งสิ้น 871 ล้านเหรียญ ขณะที่รายได้จากโฆษณาของ Google ในปี 2006 รวมทั้งสิ้น 10,492 ล้านเหรียญ ถ้าเราลองประเมินดูว่าครึ่งหนึ่งของค่าโฆษณาของ eBay ถูกจ่ายให้ Google นั่นแปลว่า 4% ของรายได้ของ Google มาจาก eBay

ตัวเลขงบโฆษณาของ eBay ที่จ่ายให้ Google ที่แท้จริงจะเป็นเท่าไหร่ คงต้องไปหางบการเงินแบบละเอียดของ eBay มาดู แต่เราก็พอจะเดากันได้จากสิ่งที่ Google ทำต่อมาก็คือการประกาศยกเลิกงาน Freedom Party นั่นแปลว่าการถอดโฆษณาออกคงส่งผลกระทบต่อ Google พอสมควร

จริงๆ แล้ว Google กับ eBay ก็เหมือนน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า Google ช่วย supply traffic ให้แก่ eBay ทำให้ eBay มี community ซื้อขายสินค้าและสามารถเก็บค่าธรรมเนียมการขายได้ ส่วน eBay ก็จ่ายเงินค่าโฆษณาให้แก่ Google ซึ่ง Google ก็นำไปจ้างวิศวกรเก่งๆ มาพัฒนาเว็บไซต์ต่อไป

สงครามระหว่าง eBay และ Google นั้นสามารถอธิบายได้ด้วย Game Theory

Game Theory of eBay and Google

จากตาราง ถ้าทั้งคู่ต่างอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไร ทั้งสองฝ่ายก็เป็นคู่ค้าที่ดีต่อกันต่อไป eBay ก็มี traffic เข้าเว็บ Google ก็มีรายได้ สิ่งที่ทั้งคู่ได้รับแทนด้วยคะแนน +5

วันหนึ่ง Google เกิดนึกอยากรุกเข้าไปในธุรกิจ Payment Gateway บ้าง เพราะหวังว่าจะทำให้ตัวเองมีรายได้เพิ่ม (+10) การทำแบบนี้จะทำให้ eBay เสียผลประโยชน์ (-5) เนื่องจากเสียส่วนแบ่งรายได้ PayPal

eBay ก็เลยต้องตอบโต้กลับ กลายเป็นว่าทั้งคู่ต่างก็เสียผลประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย (-10) Google ก็เลยถอยก่อน

สถานการณ์ของเกมนี้จะเปลี่ยนไป ถ้าวันหนึ่ง Google สามารถเพิ่มรายรับและจำนวนลูกค้า AdWords ได้มากพอที่จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ถึงแม้ว่า eBay จะถอนโฆษณาไปก็ตาม คะแนนก็จะเปลี่ยนไปดังตารางนี้

Game Theory of eBay and Google

ถ้า Google รุกราน แต่ eBay ยังนิ่งเฉย Google ก็จะได้ +10 แต่ถ้า eBay ตอบโต้ Google ก็ยัง +9 อยู่ เพราะได้กระจายความเสี่ยงทางด้านรายรับไว้แล้ว

ขณะที่ถ้ามองจากทาง eBay เมื่อถูก Google รุกราน eBay จะทำได้เพียงกัดฟันและนิ่งเฉยไว้ เพราะถ้า eBay ตอบโต้ จะเสียถึง -10 แต่ถ้าอยู่เฉยๆ ยังเสียแค่ -5

กลยุทธ์ของ eBay หลังจากนี้ก็คือต้องกระจายความเสี่ยงเรื่อง traffic source ต้องพยายามหาวิธีทำให้คนเข้าเว็บด้วยวิธีอื่นที่ไม่ต้องพึ่ง Google ให้ได้ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ง่ายเลย ตราบเท่าที่ Google ยังครอง market share เป็นเบอร์หนึ่งในตลาด search engine และยังสูงขึ้นเรื่อยๆ

ผมเชื่อว่าวันหนึ่งเกมจะเปลี่ยนไป ถ้า eBay ยังหา traffic source ที่ดีกว่า Google ไม่ได้ Google ก็จะได้ใจมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการเสนอค่าบริการ Google Checkout ที่ถูกกว่า PayPal และยัง Convergence กับบริการอื่นๆ ของ Google อีกด้วย เพื่อดึงดูดให้คนหันมาใช้ Google Checkout กันมากขึ้น และถ้ามีผู้ใช้มากจนถึงจุดหนึ่ง Google อาจจะเปิดบริการ Auction ฟรีเพื่อแข่งกับ eBay เลยก็ยังได้

วันอังคารที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2550

ธุรกิจ Affiliate Marketing + CPC Advertising ดี(สำหรับเจ้าของสินค้าและผู้ซื้อสินค้า)จริงหรือ?

ธุรกิจ Affiliate Marketing + CPC Advertising ฮอตฮิตอย่างมากในบ้านเราในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งกระแสนี้เกิดจากหนังสือ Google Make Me Rich ของคุณตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ หนึ่งในคนไทยที่ประสบความสำเร็จในการกอบโกยเงินจากการทำ Affiliate Marketing

เผื่อบางท่านยังไม่เคยรู้จักธุรกิจนี้มาก่อน ผมจะขออธิบายแบบสั้นๆ ครับ การทำ Affiliate Marketing คือการที่เราไปสมัครเป็นนายหน้าขายสินค้าและบริการให้กับเว็บไซต์ต่างๆ แล้วนำเว็บไซต์เหล่านั้นไปแนะนำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักเพื่อที่กลุ่มเป้าหมายจะได้เข้าไปสั่งซื้อสินค้า โดยที่เราในฐานะผู้แนะนำก็จะได้รับ commission ตามที่เว็บไซต์กำหนด

แต่เนื่องจากมีเว็บไซต์ที่เปิดให้คนสมัครเข้าไปทำ Affiliate Marketing ได้เป็นจำนวนมาก จึงมีผู้รวบรวมรายชื่อเว็บไซต์เหล่านั้นเอาไว้ด้วยกันเพื่อให้เกิดความสะดวก เช่น Commission Junction และมีผู้รวบรวมรายการสินค้าที่คุณสามารถนำไปโฆษณาขายต่อได้ เช่น ClickBank และ Amazon

เมื่อผู้ที่ทำธุรกิจ Affiliate Marketing เลือกเว็บไซต์หรือสินค้าที่ตัวเองสนใจได้แล้ว ก็จะนำไปโฆษณาผ่าน Cost Per Click (CPC) Advertising เช่น Google AdWords และ Yahoo! Search Marketing เมื่อมีผู้คลิกโฆษณา Affiliate Marketer ก็จะต้องจ่ายเงินค่าคลิกนั้น ถ้าผู้คลิกตัดสินใจซื้อสินค้า Affiliate Marketer ก็จะได้รับเงินค่า commission มาจากเจ้าของสินค้าอีกที

ทีนี้ก็เลยเกิดคำถามขึ้น 3 ข้อครับ

  1. ธุรกิจ Affiliate Marketing + CPC Advertising ดีสำหรับเจ้าของสินค้าจริงหรือ?
  2. ธุรกิจ Affiliate Marketing + CPC Advertising ดีสำหรับผู้ซื้อสินค้าจริงหรือ?
  3. ธุรกิจ Affiliate Marketing + CPC Advertising ดีสำหรับผู้ที่ทำธุรกิจนี้จริงหรือ?

เจ้าของสินค้า

ถ้าคุณเป็นเจ้าของสินค้า คุณอยากทำ Affiliate Marketing ไหมครับ? คุณอยากให้ใครๆ มาสมัครเป็นพนักงานขายของบริษัทคุณ โดยที่คุณไม่ต้องจ่ายเงินเดือน จะจ่ายเพียง commission เมื่อพนักงานคนนั้นสร้างยอดขายได้ไหมครับ?

ลองดูกราฟตัวนี้ครับ

eBay Revenue Graph

นี่เป็นกราฟรายได้ของ eBay สีแดงคือต้นทุนค่าขายและการตลาด สีน้ำเงินคือกำไรและต้นทุนอื่นๆ รวมกันแล้วก็คือรายได้ (ยอดขาย) ในปีนั้นๆ โดยในปี 2006 eBay มีรายได้สูงถึง 4,349 ล้านเหรียญ มีต้นทุนค่าขายและการตลาด 1,619 ล้านเหรียญ ถ้าเทียบกับปี 1996 ซึ่งเป็นปีแรกที่ eBay มีงบการเงินที่ครบรอบปี มีรายได้เพียง 18 ล้านเหรียญ ต้นทุนค่าขายและการตลาด 13 ล้านเหรียญ

ที่ผมแยกตัวเลขต้นทุนค่าขายและการตลาดออกมาให้ดู ก็เพราะว่า eBay เป็นธุรกิจที่ไม่มีต้นทุนสินค้าครับ เพราะ eBay เป็นเพียงตัวกลางในการซื้อขาย ไม่มีการสต็อกสินค้าเหมือนกับ Amazon เมื่อมีคนต้องการขายสินค้า eBay ก็จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียม เมื่อขายสินค้าได้ eBay ก็จะเรียกเก็บ commission ขาย เรียกได้ว่ารับเงินอย่างเดียวเลย eBay จึงเป็นธุรกิจดอทคอมเพียงไม่กี่แห่งของโลกนี้ที่ไม่เคยมีผลขาดทุนเลยสักปีเดียว

ถึงแม้ว่า eBay จะไม่มีต้นทุนสินค้า แต่ก็มีค่าใช้จ่ายด้านการพัฒนาเว็บไซต์ การดูแลระบบ ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับรายได้ และมีค่าเงินเดือนของพนักงานและผู้บริหาร เป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่พอสมควร แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือต้นทุนค่าขายและการตลาดนี่แหละครับ

eBay Cost Percentage Graph

ผมลองพล็อตกราฟเป็นเปอร์เซ็นต์ออกมา จะเห็นได้ว่าในช่วงปี 1996 - 2000 eBay มีต้นทุนค่าขายและการตลาดโดยเฉลี่ยสูงถึง 40% ของรายได้ ขณะที่ในช่วงปี 2002 - 2006 ต้นทุนนี้อยู่ต่ำกว่า 30%

ต้นทุนค่าขายและการตลาดนี้คืออะไร? ทำไมมันถึงสูงได้ขนาดนี้ ทั้งที่ eBay ก็ไม่เห็นมีสินค้าอะไรให้ขายเลย

จริงๆ แล้วต้นทุนนี้คือค่าการตลาดและประชาสัมพันธ์ที่จะทำให้มีคนเอาสินค้าเข้ามาประมูลขายกันเยอะๆ และมีคนเข้ามาประมูลซื้อสินค้ากันเยอะๆ ครับ ซึ่งจะเห็นได้ชัดเลยว่าในช่วง 5 ปีแรก eBay ใช้เงินกับกิจกรรมการตลาดสูงถึง 40% ของรายได้ ทั้งนี้ก็เพื่อสร้าง Community ผู้ซื้อผู้ขายให้เกิดขึ้นให้ได้นั่นเอง

eBay ไม่ได้ใช้เงินเพื่อโหมโฆษณาทางโทรทัศน์หรอกนะครับ แต่ eBay เอาเงินก้อนนี้มาทำ Affiliate Marketing เป็นเงินที่จ่ายให้กับ Affiliate Marketer ผู้ที่สามารถหาคนซื้อคนขายสินค้ามาให้ eBay ได้ ถือเป็นกลยุทธ์การตลาดที่ทำให้ eBay ประสบความสำเร็จอย่างสูงเลยครับ

จากที่ผมวิเคราะห์ไว้ในบทความเรื่อง เมื่อ eBay Go Thailand ใครได้ ใครเสีย? ซึ่งผมคิดว่า Sanook eBay จะเกิดได้ยากมากเนื่องจาก Business Model สู้กับ Online Classifieds สัญชาติไทยได้ลำบาก แต่ถ้าลองคิดว่าหาก Sanook eBay ใช้ Affiliate Marketing ล่ะ? มันก็ไม่แน่นะครับ

การทำ Affiliate Marketing ไม่ได้ส่งผลดีต่อเจ้าของสินค้าในแง่ของการหาคนช่วยขายสินค้าได้แบบไม่ต้องจ่ายเงินเดือนเพียงเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เจ้าของสินค้าสามารถควบคุมต้นทุนขายได้ด้วยครับ เจ้าของสินค้าสามารถกำหนดได้เลยว่าจะจ่าย commission ให้กับ Affiliate Marketer เป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย ส่วนใหญ่มักจะอยู่ที่ 30% ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นกับประเภทของสินค้าด้วย

การควบคุมต้นทุนขายได้ช่วยให้เจ้าของสินค้าสามารถใส่ใจกับการพัฒนาคุณภาพของสินค้าให้ดีขึ้น ปรับปรุงต้นทุนการผลิตให้ดีขึ้น การบริหารจัดการจะทำได้ง่ายขึ้นครับ

คงจะสรุปได้แล้วนะครับว่า Affiliate Marketing นั้นส่งผลดีต่อเจ้าของสินค้าขนาดไหน


ผู้ซื้อสินค้า

ถ้าคุณเป็นผู้ซื้อสินค้าและใช้ Google เพื่อค้นหาสิ่งที่คุณต้องการ จะดีไหมครับถ้าคุณพบสิ่งที่ต้องการได้ทันที

ตอนที่ผมเดินทางไปสิงคโปร์ ผมได้ใช้ Google เพื่อค้นหาโรงแรมในสิงคโปร์โดยใช้คำค้นว่า "hotel singapore" นี่คือสิ่งที่ผมได้พบครับ

Singapore Hotel in Google

และ

Singapore Hotel in Google

ถ้าเป็นแต่ก่อนที่ยังไม่มี Google และผมต้องการไปสิงคโปร์ ผมคงต้องไปค้นหาบริษัททัวร์จากหนังสือพิมพ์ แล้วโทรไปสอบถามราคา จากนั้นก็ต้องหาบริษัทอื่นๆ เพื่อหาราคาเปรียบเทียบกัน ถ้าขี้เกียจมากๆ ก็ตัดสินใจซื้อจากบริษัทแรกที่โทรไปหาเลย

แต่พอมี Google แล้ว ชีวิตก็ง่ายขึ้น เพราะผมสามารถค้นหาโรงแรมในสิงคโปร์ได้อย่างรวดเร็ว สามารถเปรียบเทียบราคาได้ด้วยตัวเอง ชีวิตยิ่งง่ายขึ้นอีกเมื่อ Google มีโฆษณาขายห้องพักปรากฎให้เห็นทันที ผมไม่ต้องไปงมหาจากผลลัพธ์การค้นหาว่ามันคือเว็บขายห้องพัก หรือว่าเป็นเพียงเว็บรวมรายชื่อโรงแรมในสิงคโปร์

Affiliate Marketing มีแนวโน้มที่จะช่วยให้ชีวิตของผู้ซื้อสินค้าง่ายขึ้นเรื่อยๆ เพราะ Affiliate Marketer จะทำหน้าที่ค้นหาสินค้าที่ขายดี ได้รับความนิยม ถูกใช้งานโดยคนจำนวนมากอยู่แล้ว มาเสนอให้ถึงหน้าจอคอมพิวเตอร์ของคุณ

ผู้บริโภคสบายขึ้นเรื่อยๆ ครับ

อ่านต่อภาคสอง ธุรกิจ Affiliate Marketing + CPC Advertising ดี(สำหรับคนทำธุรกิจนี้)จริงหรือ?

วันพุธที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

เมื่อ eBay Go Thailand ใครได้ ใครเสีย?

หลังจากที่มีการแถลงข่าวระหว่างเว็บไซต์ Sanook.com และ eBay.com เพื่อมีการร่วมมือในการพัฒนาตลาดประมูลออนไลน์ในประเทศไทย มีคำถามเกิดขึ้นว่า แล้วมันจะไปรอดเหรอ?

เราลองมาวิเคราะห์กันดูครับ

ก่อนอื่นต้องขอเท้าความไปเมื่อสิบปีที่แล้ว ในยุคเริ่มแรกของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในไทย ธุรกิจนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาจากหลักการของ Classifieds ที่ปกติจะลงประกาศซื้อขายสินค้ากันในหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร เว็บแรกที่พัฒนา Online Classifieds ขึ้นมาก็คือ Pantip.com โดยเป็นบริการหนึ่งภายใต้เว็บไซต์นี้ (ภายหลังถึงได้แยกเว็บออกมาเป็น PantipMarket.com) บริการ Classifieds นี้เกิดก่อนที่ Pantip.com จะมีเว็บบอร์ดอีกนะครับ

หลักการของ Online Classifieds นั้นก็เรียบง่ายครับ คนมีสินค้ามาลงประกาศขายไว้ คนซื้อสินค้าเข้าไปดู ถ้าสนใจก็ติดต่อถึงกันเอง เว็บไซต์ไม่รับรู้อะไรด้วย ทำหน้าที่เป็นเพียง "พื้นที่" ให้คนเข้ามาใช้บริการ

เมื่อ Pantip.com เริ่มต้นด้วยโมเดลแบบนี้ เว็บที่มาทีหลังก็ต้องทำตาม ThaiSecondHand.com ตามเข้ามาด้วยรูปแบบ Online Classifieds เช่นกัน

Online Classifieds ของทั้ง Pantip.com และ ThaiSecondHand.com นั้นไม่เก็บเงินทั้งจากผู้ซื้อและผู้ขาย ใครใคร่ขายขาย ใครใคร่ซื้อซื้อ เมื่อคนขายรู้ว่าเว็บเหล่านี้มีพื้นที่ให้ลงประกาศขายสินค้าได้ฟรี แถมยังมีผู้ซื้อเยอะอีกต่างหาก คนขายก็แห่มาลงประกาศสินค้ากัน พอคนขายเยอะขึ้น ก็ต้องมีคนขายที่อยากให้ประกาศของตัวเองโดดเด่นกว่าของคู่แข่ง เว็บก็เริ่มมีรายได้จากทางนี้ครับ ด้วยการขายตำแหน่งโฆษณาพิเศษ

โมเดล Online Classifieds นั้นมีข้อเสียก็คือสินค้าของเราจะปะปนไปกับสินค้าของคู่แข่ง ซึ่งเป็นเรื่องลำบากสำหรับลูกค้าที่ต้องการดูเฉพาะสินค้าของเรา จึงได้เกิดโมเดลร้านค้าออนไลน์ขึ้นมา คนขายสินค้าเป็นอาชีพสามารถเข้าไปเปิดร้านของตัวเอง นำสินค้าของตัวเองไปใส่ไว้ในร้าน จากนั้นค่อยไปประกาศลง Online Classifieds เพื่อโปรโมทร้านของตัวเอง เว็บไซต์ที่กินส่วนแบ่งตลาดรายใหญ่ในธุรกิจผู้ให้บริการร้านค้าออนไลน์ก็คือ Tarad.com และ MarketAtHome.com

ส่วนในต่างประเทศนั้น โมเดลประมูลออนไลน์แบบ eBay.com ดังระเบิดระเบ้อ โมเดลนี้มีข้อดีตรงที่ทำให้ตลาดมีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะคนตั้งราคาไม่ใช่คนขาย แต่คนซื้อต่างหากที่เป็นผู้ตั้งราคา ถ้าสินค้าชนิดไหนที่เป็นที่ต้องการสูงมาก แต่มีคนขายไม่กี่คน สินค้าชิ้นนั้นก็จะขายได้ราคาสูง นอกจากนี้ eBay ยังรู้ด้วยว่าผู้ขายแต่ละคนสามารถขายสินค้าได้ที่กี่ชิ้น ราคาเท่าไร ทำให้ eBay สามารถเรียกเก็บค่าต๋งจากผู้ขายสินค้าได้ ต่างกับโมเดลแบบ Online Classifieds ที่เว็บไซต์ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าผู้ขายสามารถขายสินค้าได้กี่ชิ้น เว็บไซต์ที่บุกเบิกตลาดประมูลออนไลน์ในไทยก็คือ Pramool.com ซึ่งดูเหมือนว่าปัจจุบันนี้จะเน้นไปทำเว็บบอร์ดมากกว่า

ด้วยความร้อนแรงของ eBay ทำให้เว็บไซต์ไทยหลายแห่งเริ่มพัฒนาบริการประมูลออนไลน์ขึ้นมา ทั้ง Tarad.com ที่คลอด TaradEbid.com ออกมา หรือ Sanook.com ที่เพิ่มบริการประมูลออนไลน์เข้าไปในร่มใบใหญ่ของตัวเอง

แต่ถามว่ามัน work จริงหรือเปล่า? ผมลองเช็คตัวเลขจำนวนสินค้าที่กำลังถูกประมูลอยู่ในเว็บต่างๆ ดู TaradEbid.com มีปัญหาด้านการแสดงผลตัวเลขที่ไม่ถูกต้อง แต่จากที่ลองคลิกๆ ดู ผมคาดว่ามีสินค้าอยู่แค่หลักพันเศษๆ Sanook Auction อยู่ที่ราวๆ เจ็ดพันรายการ ต้นตำรับอย่าง Pramool.com มีเกือบสองหมื่นรายการ

แต่สินค้าไทยที่ถูกประกาศขายใน eBay.com ที่อเมริกา มีมากกว่าหนึ่งแสนรายการต่อสัปดาห์นะครับ

แปลว่าคนไทยชอบเอาสินค้าไปประมูลในเมืองนอกมากกว่าที่จะประมูลในไทย

เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะโมเดลแบบ Online Classifieds ในไทยนั่นแหละครับ มันง่ายกว่า ไม่ต้องคิดว่าจะประมูลกี่วันดี จะตั้งราคาเริ่มต้นเท่าไหร่ดี ถ้าตั้งราคาต่ำๆ แล้วขาดทุนล่ะ แล้วถ้าตั้งราคาสูงไว้ก่อนแต่ไม่มีคนซื้ออีกล่ะ และที่สำคัญที่สุดก็คือประมูลออนไลน์จะต้องรอให้จบประมูลก่อนถึงจะได้สินค้า แต่ Online Classifieds นั้น ถ้าผู้ซื้ออยากได้สินค้าเมื่อไหร่ก็แค่โทรศัพท์หรือส่ง e-mail หาผู้ขายได้เลย

แต่ใช่ว่าการเข้ามาของ eBay จะไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จเอาซะเลยนะครับ อย่างน้อยผมก็มองเห็นช่องว่างตลาดที่ eBay สามารถเข้ามาได้ นั่นก็คือตลาดผู้ขายที่อยู่ต่างประเทศ ส่งสินค้าเข้ามาขายในประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาไทยที่ไปเรียนต่อต่างประเทศนี่แหละครับ อาจจะหาสินค้าในต่างประเทศที่ยังไม่มีขายในไทย หรือมีราคาขายถูกกว่าในไทยมาก แล้วส่งมาขายผ่าน Sanook eBay

จะดีไหมครับถ้าคนไทยสามารถซื้อเครื่องสำอางยี่ห้อดังในราคาถูก หรือซื้อ Apple iPhone ที่ยังไม่มีการนำเข้ามาในประเทศไทย ด้วยการซื้อผ่าน Sanook eBay

วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

เอา Google Map มาทำ Application อะไรได้บ้าง?

ถ้าเราพูดถึงการนำ Google Map มาใช้งานจริง คนส่วนใหญ่จะคิดว่ามันเหมาะที่จะเอามาใช้แสดงที่ตั้งของห้างร้านหรือบริษัทของเรา เพื่อให้คนที่ใช้บริการเว็บไซต์เรารู้ว่าจะมาหาร้านหรือบริษัทของเราได้อย่างไร

แต่ Google Map ทำอะไรได้มากกว่านั้นครับ...

ส่วนตัวผมเองพัวพันอยู่กับผู้ขายสินค้าบน eBay ก็ได้รู้ว่าผู้ขายหลายๆ คนมักจะใช้ Google Map เพื่อตรวจสอบที่อยู่ของลูกค้าก่อนที่จะส่งสินค้า เพื่อดูว่าเป็นที่อยู่ที่มีตัวตนจริงหรือเปล่า ไม่ใช่ส่งสินค้าไปแล้วกลับไม่มีผู้รับ

มีการใช้ตรวจสอบตึกที่มีการติดตั้ง cell site โทรศัพท์มือถือ เพื่อจะได้รู้ว่าถ้าอยากคุยโทรศัพท์ให้เสียงชัดๆ ต้องไปคุยที่ไหน และมีการใช้หาตำแหน่ง Wi-fi Hotspot ว่ามีจุดไหนของเมืองที่สามารถไปใช้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายได้บ้าง

ในอเมริกามีการใช้ Google Map เพื่อหาเส้นทางการเดินทางที่ดีที่สุด จะได้วางแผนก่อนที่จะเดินทางได้

มีการใช้เก็บสถิติเหตุอาชญากรรม ไฟไหม้ และอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นตามจุดต่างๆ แล้วแสดงออกมาเป็นแผนที่ให้เห็น ผมว่า สสส. น่าจะนำไปใช้รณรงค์ช่วงสงกรานต์ได้เลย ทำแผนที่โชว์เลยว่าตอนนี้มีใครตายใครเจ็บที่ถนนเส้นไหนบ้าง

ส่วนในไทยก็มีแผนที่โรงพยาบาล แผนที่ร้านอาหารอร่อยๆ ในเยาวราช และแผนที่อุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ

หรืออาจจะเอามาใช้เล่นสนุกๆ ก็ได้ อย่างเว็บกระปุกที่มีบริการกระปุกเจี๊ยวจ๊าว ให้คนเข้ามาแชทคุยกัน โดยมีแผนที่แสดงให้เห็นว่าผู้ที่กำลังแชทอยู่ ออนไลน์จากที่ไหนในประเทศ

ในอนาคตคงจะมี Application แปลกๆ ให้เห็นอีกมากมาย แต่แค่การใช้งานแบบพื้นฐานก็เยี่ยมมากแล้ว

วันนี้แม่ผมถามว่าโรงแรม InterContinental อยู่ตรงไหนของชิดลม ตอนแรกผมเองก็นึกไม่ออกเหมือนกัน รู้จักแต่ชื่อ แต่จำไม่ได้ว่าอยู่ตรงไหน แม่ก็ไปเปิดสมุดหน้าเหลืองเพื่อจะหาเบอร์โทรของโรงแรม จะได้โทรไปถาม ส่วนผมเปิด Google Map เพียงอึดใจเดียวก็เรียกแม่มาดูภาพหลังคาตึกโรงแรม

วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

The Retail World Is Flat ใครว่าโลกค้าปลีกกลม

ใครที่มีโอกาสได้อ่านหนังสือ The World Is Flat ใครว่าโลกกลม มาแล้ว คงจะทราบดีว่า Thomas L. Friedman ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ได้กล่าวถึงกำแพงที่เป็นอุปสรรคกีดขวางการแข่งขันระหว่างประเทศได้ลดต่ำลงเรื่อยๆ เนื่องมาจากเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต จึงส่งผลให้งานด้านบริการจากประเทศฝั่งตะวันตกที่มีค่าครองชีพสูง ไหลไปอยู่ที่ประเทศอินเดียที่มีค่าครองชีพต่ำกว่า งานไหนที่สามารถแปลงให้เป็นดิจิตอลได้ งานนั้นจะถูก Outsource ไปที่อินเดียทันที

แต่นอกจากการ Outsource ภาคการผลิตไปที่จีน และการ Outsource ภาคบริการไปที่อินเดียวแล้ว ผมมองว่ายังมีอุตสาหกรรมที่สำคัญอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ผู้เขียนไม่ได้กล่าวถึงมากนัก แต่มันก็เป็นอุตสาหกรรมที่กำลังแบนราบลง นั่นก็คืออุตสาหกรรมค้าปลีก

ธุรกิจค้าปลีกเกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้เนื่องจากประชาชนมีความต้องการจับจ่ายใช้สอยสินค้าในชีวิตประจำวัน คงไม่น่าพิสมัยนักถ้าเราต้องเดินทางไปฟาร์มเลี้ยงวัวเพื่อซื้อนม จากนั้นไปฟาร์มเลี้ยงไก่เพื่อซื้อไข่ แล้วจึงไปโรงงานเพื่อซื้อสบู่ก้อน ถึงแม้ว่าเราจะซื้อสินค้าได้ในราคาโรงงาน (P1) แต่ต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการเข้าถึงแหล่งสินค้า เช่น ค่าค้นหาผู้ผลิตสินค้าที่ต้องการ ค่าเดินทาง หรือที่เราเรียกต้นทุนเหล่านี้ว่า Transaction cost (T1) จะสูงมาก

ร้านค้าปลีกจึงเกิดขึ้นเพื่อรวบรวมสิ่งของที่เราจำเป็นต้องซื้อหามาไว้ในที่เดียวกัน ในที่ที่อยู่ใกล้กับบ้านของเรา ทั้งนี้ก็เพื่อลด Transaction cost (T2) ให้น้อยลง ถึงแม้ว่าราคาสินค้าที่ร้านค้าปลีกจะสูงกว่าราคาสินค้าจากโรงงานอยู่บ้าง (P2 = P1+T3) เนื่องจากร้านค้าปลีกก็ต้องมีต้นทุน Transaction cost เหมือนกัน รวมถึงต้องมีกำไรจากการทำธุรกิจด้วย แต่ท้ายที่สุดแล้ว การที่เราเลือกใช้บริการร้านค้าปลีก แทนที่จะไปซื้อสินค้าจากโรงงานโดยตรง ก็เพราะต้นทุนรวมที่ซื้อจากร้านค้าปลีกต่ำกว่าต้นทุนรวมของการซื้อจากโรงงานนั่นเอง (T2+P2 < T1+P1)

ธุรกิจค้าปลีกอยู่ได้ก็เพราะมันช่วยอำนวยความสะดวกในการซื้อสินค้าให้เรานั่นเอง สินค้าที่ธุรกิจค้าปลีกขายจึงไม่ใช่เพียงเครื่องอุปโภคบริโภค แต่พวกเขากำลังขาย "ความสะดวก"

แต่ถ้าความสะดวกนี้ถูกคุกคามด้วยความสะดวกในรูปแบบใหม่ล่ะ?

ความสะดวกรูปแบบใหม่นี้ก็คือการที่ลูกค้าไม่ต้องเดินทางออกจากบ้าน เพียงแต่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ค้นหาสินค้าที่ต้องการบนอินเทอร์เน็ต ทำการชำระเงินผ่านระบบออนไลน์ และนั่งรอให้สินค้ามาส่งถึงหน้าบ้าน ทำให้ Transaction cost T4 ของเราต่ำมากเมื่อเทียบกับ Transaction cost T2 ที่เกิดขึ้นจากการออกไปซื้อสินค้าจากร้านค้าปลีก

ส่วนต้นทุนของการเปิดร้านบนอินเทอร์เน็ตก็ต่ำกว่าต้นทุนของการเปิดร้านค้าปลีกเช่นกัน ทำให้ราคาขายสินค้าบนอินเทอร์เน็ต (P3) ต่ำกว่าราคาขายที่ร้านค้าปลีก (P2)

คำนวณออกมาเบ็ดเสร็จแล้ว เงินที่ต้องจ่ายไปเพื่อซื้อสินค้าบนอินเทอร์เน็ต กลับถูกกว่าเงินที่จ่ายเพื่อซื้อสินค้าจากร้านค้าที่ต้องรวมค่าเดินทางไปกลับด้วย (T4+P3 < T2+P2) ธุรกิจ E-commerce ก็เลยเกิดขึ้น และเริ่มเข้ามาทดแทนร้านค้าปลีกในบางส่วนแล้ว

กำแพงการแข่งขันเริ่มลดต่ำลง ถ้าคุณอยากเป็นเจ้าของร้านค้าปลีก คุณต้องมีเงินทุนก้อนหนึ่งสำหรับเช่าร้าน ตกแต่งร้าน ซื้ออุปกรณ์ภายในร้าน และอาจจะต้องจ้างพนักงานเฝ้าร้าน แต่ถ้าคุณอยากเปิดร้านบนอินเทอร์เน็ต เงินที่จะต้องใช้เปิดร้านจะต่ำมาก เพียงเดือนละไม่กี่ร้อยบาทก็ทำได้แล้ว คุณจะมีเงินเหลือไปใช้สำหรับการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ของคุณให้เป็นที่รู้จัก ซึ่งมีทั้งวิธีที่ต้องใช้เงินและวิธีที่ไม่ต้องใช้เงิน

เมื่อใครๆ ก็สามารถเปิดร้านค้าบนอินเทอร์เน็ตได้ ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมาก แถมลูกค้ายังมาจากทั่วทุกมุมโลก ไม่ใช่ลูกค้าที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงเพียงอย่างเดียว นั่นจึงทำให้ใครต่อใครแห่เข้ามาสู่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซกัน โลกค้าปลีกที่เคยกลมและมีอุปสรรคขัดขวางการแข่งขันก็เริ่มแบนราบลง คุณไม่ได้แข่งขันกับร้านค้าปลีกในละแวกใกล้เคียงอีกแล้ว แต่คุณกำลังแข่งขันกับคนอเมริกา คนยุโรป คนฮ่องกง คนสิงคโปร์ ฯลฯ

ปัจจัยที่ทำให้โลกค้าปลีกแบนราบลงมีทั้งหมด 4 ปัจจัย

  1. การแผ่ขยายของอาณาจักรอินเทอร์เน็ต ความนิยมในการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั่วทั้งโลก ทำให้มีผู้ที่มีกำลังซื้อ เมื่อมีผู้ซื้อ ก็นำมาซึ่งผู้ขาย ต้นทุนในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ Transaction cost ของการซื้อของบนอินเทอร์เน็ตลดต่ำลง ห่างจาก Transaction cost ของการซื้อผ่านร้านค้าปลีกไปเรื่อยๆ
  2. ระบบการชำระเงินที่เชื่อถือได้มากขึ้น อีคอมเมิร์ซคงจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าปราศจากวิธีการเก็บเงินจากผู้ซื้อมามอบให้ผู้ขาย บัตรเครดิต ธนาคารบนอินเทอร์เน็ต การชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ PayPal สิ่งเหล่านี้ช่วยขับเคลื่อนโลกค้าปลีกออนไลน์
  3. ต้นทุน Logistics ที่ถูกลง การบริหารระบบ Logistics ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทำให้ค่าส่งสินค้าไปให้ลูกค้ามีราคาต่ำ และสามารถแข่งขันกับต้นทุนของลูกค้าที่จะต้องออกเดินทางมาหาซื้อสินค้าเองได้
  4. ช่องทางการโฆษณาออนไลน์ สิ่งที่ร้านค้าปลีกมีเหนือกว่าอีคอมเมิร์ซก็คือ ถ้าร้านค้าปลีกตั้งอยู่ในย่านชุมชนที่ผู้คนพลุกพล่าน ก็ไม่จำเป็นต้องมีงบโฆษณาให้คนรู้จักร้านก็ได้ แต่ร้านบนอินเทอร์เน็ตนั้นต่างออกไป ลูกค้าจะไม่มีทางรู้จักร้านของคุณเลยถ้าคุณเปิดเว็บไซต์โดดๆ โดยที่ไม่มีการโฆษณา การนำสินค้าไปขายบน eBay หรือการทำให้เว็บไซต์ของคุณปรากฎอยู่บน Google จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้

ถึงแม้ว่าโลกค้าปลีกเริ่มที่จะแบนราบลง แต่มันก็ยังไม่ครอบคลุมกับสินค้าทุกประเภท โดยเฉพาะสินค้าที่เป็นพวกอาหารของสด สินค้าที่ค่าส่งแพงเมื่อเทียบกับราคาสินค้า สินค้าที่แตกเสียหายง่ายและไม่คุ้มที่จะทำ packaging อย่างดีเพื่อป้องกันสินค้า และสินค้าที่ต้องการการดมกลิ่น การลิ้มรส หรือการสัมผัส

ส่วนสินค้าที่ขายดีบนอินเทอร์เน็ตคือสินค้าที่ลูกค้ารู้จักดีอยู่แล้ว ไม่ต้องการการสัมผัสที่อินเทอร์เน็ตทำไม่ได้ เช่น หนังสือ ดีวีดี ซอฟท์แวร์ หรือสินค้าที่อาจจะต้องการการสัมผัส แต่สามารถใช้ข้อความและรูปภาพเพื่ออธิบายทดแทนการสัมผัสได้ เช่น เสื้อผ้า อุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ หรือสินค้ามียี่ห้อที่ลูกค้าคุ้นเคยอยู่แล้ว เช่น เครื่องสำอาง นาฬิกา กระเป๋า เป็นต้น

วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

ขายสินค้าอะไรดี? Jason Lee แห่ง eBay Singapore มีคำตอบ

Lunch with Jason Lee from eBay Singapore

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้เดินทางไป สิงคโปร์ พร้อมกับคณะจาก ThaiVenture และได้พบกับคุณ Jason Lee ซึ่งเป็น Head of Expansion ของ eBay Singapore ที่ดูแลงานใน South East Asia ทั้งหมด คุณ Jason เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารเที่ยง และมีโอกาสได้พูดคุยเรื่อง eBay ในประเทศไทยกันครับ

มีหัวข้อหนึ่งที่ผมว่าน่าสนใจมากๆ คุณ Jason ได้บอกว่าทาง eBay ทำ research เรื่องสินค้าที่คนอเมริกันชอบซื้อกัน สามารถสรุปออกมาได้เป็น 3 กลุ่มหลักๆ

กลุ่มแรกคือสินค้าประเภท Consumer Electronics อย่างเช่นพวกเครื่องเล่น MP3 อย่าง iPod หรือเครื่องเล่นเกมอย่าง PlayStation, Xbox, Wii สินค้าพวกนี้คนอเมริกันคลั่งไคล้กันมาก คาดว่าช่วงครึ่งปีหลังเราคงได้เห็น iPhone ขายดิบขายดีบน eBay แต่สินค้ากลุ่มนี้ไม่น่าสนใจสำหรับคนไทยอย่างเราครับ เพราะประเทศเราไม่มีจุดแข็งด้านนี้เลย ต้องมาดูสินค้าอีกสองกลุ่มซึ่งน่าสนใจมาก

กลุ่มที่สองคือ สินค้าที่ช่วยให้ตัวเองดูดี ลองดูที่ตัวคุณเป็นหลักเลยครับ ตั้งแต่หัวจรดเท้า เสื้อผ้า หมวก ถุงเท้า ผ้าพันคอ เนคไท รองเท้า กระเป๋า เครื่องประดับต่างๆ รวมไปถึงพวกเครื่องสำอาง น้ำหอม สิ่งบำรุงผิวต่างๆ คนอเมริกันค่อนข้างแคร์เรื่องภาพลักษณ์ของตัวเองครับ อยากให้ตัวเองดูดีในสายตาคนอื่น พวกเขามีเงินที่พร้อมจะจ่ายให้กับสิ่งที่ตกแต่งให้ตัวเขาดูดีได้

คุณ Jason บอกว่ามีสินค้าในกลุ่มนี้ชนิดหนึ่งที่ในอเมริกาขายดีมาก ประเทศไทยเองก็มีความสามารถในการผลิตที่ยอดเยี่ยม แต่น่าแปลกที่กลับไม่ค่อยมีนักขายชาวไทยที่เอาสินค้านี้ไปขาย สินค้าประเภทนี้ก็คือ Women Dress ครับ หมายถึงเสื้อผ้าสตรีที่ดูเป็นทางการหน่อย ไม่ใช่พวกเสื้อยืดใส่เล่น และไม่ต้องเป็นของมีแบรนด์เนมอะไรด้วยครับ เอาแค่ดีไซน์สวยๆ ก็พอ คนฮ่องกงเอาเสื้อผ้าประเภทนี้ไปขายบน eBay กันเยอะมาก โดยใช้วิธีจ้างให้จีนผลิตให้ ได้กำไรกัน 5 เท่าเลยครับ ถ้าเราพูดถึงการออกแบบเสื้อผ้า ประเทศไทยเราเหนือจีนอยู่ครับ เรามีดีไซน์เนอร์เก่งๆ เยอะ ใครที่ทำธุรกิจเสื้อผ้า หรือรู้จักกับธุรกิจเสื้อผ้า ลองมองหาช่องทางดูครับ คุณ Jason บอกว่า ให้ลองไปดูว่าคนฮ่องกงขายเสื้อผ้าบน eBay อย่างไร

สินค้ากลุ่มที่สามคือ สินค้าที่ทำให้บ้านของตัวเองดูดี ก็คือพวกของตกแต่งบ้านทั้งหลายนั่นเอง คนอเมริกันนอกจากจะอยากให้ตัวเองดูดีแล้ว ก็อยากให้บ้านตัวเองดูดีด้วย ลองดูในบ้านของคุณสิครับว่ามีของใช้อะไรบ้าง ไล่ไปทีละห้องเลยตั้งแต่ ห้องรับแขก ห้องครัว ห้องทานข้าว ห้องน้ำ ห้องนอน ในแต่ละห้องมีของอะไรอยู่บ้าง ลองหาของเหล่านั้นมาขายบน eBay ดูครับ สินค้าพวกนี้ประเทศไทยผลิตได้ทั้งนั้น ต้นทุนค่อนข้างถูกด้วย ผมเคยไปเดินงาน trade fair เจอตะกร้าหวายสำหรับวางขวดไวน์ ราคาแค่ 60 บาทเอง สวยด้วย ลองไป search ใน eBay ดู ขายกันในราคาหลักร้อยขึ้นครับ

หวังว่าคงพอจะช่วยเป็นไอเดียเพิ่มได้นะครับว่าควรหาสินค้าอะไรมาขายดี ช่วงหลังๆ นี่มีคนชอบถามผมเหลือเกินว่าจะขายอะไรดี รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักเล่นหุ้นชั้นเซียนที่มีแต่คนมาขอหุ้นเลยนะครับ หรือถ้าเปรียบเป็นระดับล่างก็คงจะเป็นอาจารย์ใบ้ห้วยที่มีลูกศิษย์ลูกหาชอบมาขอเลขเด็ด ต่อไปนี้ถ้าใครอยากรู้ว่าจะขายอะไรดี ผมจะบอกให้มาอ่านบทความนี้นะครับ

บทความจากเว็บไซต์ Thai eBay Bible - เดชคัมภีร์ อีเบย์

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

Triangle of Brand Benefit เว็บไซต์ของคุณมีแบรนด์แบบไหน?

นักการตลาดมีวิธีการแบ่งประเภทแบรนด์หลายวิธี วิธีการหนึ่งที่ใช้กันก็คือ Triangle of Brand Benefit ซึ่งจะแบ่งกลุ่มแบรนด์สินค้าออกตาม benefit ที่ลูกค้าของแบรนด์เหล่านี้ได้รับออกเป็น 3 กลุ่ม

Triangle of Brand Benefit

กลุ่มแรกคือแบรนด์ประเภท Economical ที่ลูกค้ามักจะตระหนักว่าแบรนด์นี้มีจุดเด่นด้านความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคา สินค้าที่มีแบรนด์แบบนี้มักจะมีราคาถูกเมื่อเทียบกับสินค้าชนิดเดียวกันที่ใช้แบรนด์อื่นๆ

กลุ่มที่สองคือแบรนด์ประเภท Functional ซึ่งเป็นที่รู้จักของลูกค้าว่าสินค้าที่ใช้แบรนด์นี้มีความสามารถพิเศษที่แตกต่างจากสินค้าชนิดเดียวกันที่ใช้แบรนด์อื่น เป็นสินค้าที่เหมาะแก่การใช้งานเฉพาะด้าน

กลุ่มที่สามคือแบรนด์ประเภท Emotional ที่อาจจะไม่ได้มีราคาถูก ไม่ได้มีความสามารถเฉพาะทาง แต่เน้นเรื่องอารมณ์ความรู้สึกของลูกค้า เป็นความพึงพอใจทางนามธรรมที่จับต้องไม่ได้ แต่รู้สึกได้

สินค้าที่มีการแบ่งประเภทแบรนด์ตาม Triangle of Brand Benefit ที่เห็นได้ชัดมากก็คือ Consumer Shampoo ที่วางขายอยู่บน shelf ใน supermarket หรือ discount store ไม่ใช่แชมพูระดับหรูที่ขายตาม shop เครื่องสำอาง หรือแชมพูที่ขายผ่านช่องทาง direct sale หรือ network marketing นะครับ

Shampoo Brand

สมมุติว่าเราดูแชมพูของค่าย Unilever ละกัน ค่ายนี้มีแชมพู 3 แบรนด์ แบรนด์แรกคือ Sunsilk ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เน้นด้านราคาเป็นหลัก ลองไปเดินดูตาม discount store ที่มีป้ายแสดงราคาต่อกรัมของแชมพูติดอยู่ที่ shelf ดูครับ จะพบว่า Sunsilk มีระดับราคาที่ 0.2x บาทต่อกรัม

แบรนด์ที่สองคือ Clinic Clear เป็นแบรนด์ที่มุ่งเน้นการใช้งานเฉพาะทางคือเพื่อการขจัดรังแค ถึงแม้ว่าจะมีแชมพูหลายสูตรหลากประเภท แต่ยี่ห้อนี้ก็สื่อถึงความสามารถในการขจัดรังแค

แบรนด์ที่สามคือ Dove เป็นแบรนด์ที่เล่นเรื่องอารมณ์ความรู้สึกของลูกค้าล้วนๆ แพ็กเกจจะดูดีไฮโซกว่าแบรนด์อื่น เน้นการโฆษณาทางโทรทัศน์ให้ดูมีระดับ เพื่อสื่อให้กลุ่มเป้าหมายรู้ว่าแชมพูยี่ห้อนี้เหมาะกับคนมีคลาส

เมื่อแบรนด์เหล่านี้มีจุดเด่นในตัวมันเองอยู่ ก็ต้องพยายามรักษาจุดเด่นนั้นเอาไว้ ถ้า Sunsilk ขึ้นราคาแชมพูให้แพงขึ้น ลูกค้าก็อาจจะหนีไปใช้ Rejoice ของค่าย P&G ก็ได้ ถ้า Head & Shoulders ของค่าย P&G ใช้แล้วขจัดรังแคได้ยอดเยี่ยมจนผมร่วงหัวล้าน แบบนี้ลูกค้าก็คงจะหนีมาซื้อ Clinic แทน และถ้า Dove ทำโฆษณาออกมาได้โลว์ๆ เบๆ ลูกค้าก็อาจจะหนีไปใช้ Pantene ดีกว่า

ทีนี้ถ้าเราลองดูในธุรกิจออนไลน์บ้าง ซึ่งพอจะนำเรื่อง Triangle of Brand Benefit มาประยุกต์ใช้ได้บ้างเหมือนกัน โดยผมจะยกตัวอย่างของ e-mail ที่ผมใช้งานอยู่เป็นประจำ และเป็นการวิเคราะห์โดยใช้มุมมองส่วนตัวของผมที่มีต่อแต่ละแบรนด์นะครับ ซึ่งมุมมองผมอาจจะไม่เหมือนของคุณก็ได้

E-mail Brand ผมมี e-mail ส่วนตัวอยู่หลายๆ ที่ e-mail ที่ผมใช้งานบ่อยที่สุดคือ @hotmail.com เหตุผลที่ใช้งานบ่อยก็คือ Functional ของตัวมันเอง เนื่องจากผมใช้ Live Messenger ด้วย ซึ่งมันถูกผูกเข้ากับ Hotmail เวลาที่ใครส่ง e-mail มาถึงผมที่ Hotmail ผมก็จะรู้และเข้าไปเช็คได้ทันที

ขณะที่ @gmail.com ของค่าย Google ซึ่งผมมองว่าแบรนด์นี้เป็นผู้นำด้านราคา บริการที่คนอื่นคิดเงิน Google จะทำออกมาแข่งแบบไม่คิดเงิน ตอนนี้เวลาที่ผมนึกถึงของฟรี ผมจะนึกถึง Google เป็นที่แรกเลย Gmail ก็เช่นกัน เป็น e-mail ที่ให้พื้นที่เยอะมากและเยอะขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีการคิดเงิน แปลว่าผมสามารถใช้รับและเก็บ e-mail ได้ตามที่ต้องการ ไม่ต้องมาคอยลบ e-mail ทิ้งเหมือน Hotmail ในสมัยก่อนที่ยังให้พื้นที่แค่นิดเดียว Gmail จึงเป็นแบรนด์ Economical สำหรับผม

ส่วน @macroart.net และ @trunganont.com เป็นแบรนด์ Emotional ของผมเอง สิ่งที่ Hotmail และ Gmail ให้ผมไม่ได้ก็คือ Uniqueness หรือความมีเอกลักษณ์เพียงหนึ่งเดียว ในโลกนี้จะมีใครที่มี e-mail แบบนี้ได้อีก? ผมยอมเสียเงินจ่ายค่าเช่าโดเมนเนมปีละไม่กี่ร้อยบาทก็เพื่อเป็นเจ้าของความมีเอกลักษณ์นี้ อย่าง @trunganont.com ซึ่งเป็นนามสกุลของผมเอง ผมได้ผูกโดเมนเนมนี้เข้ากับระบบของ Google Apps และคิดว่าจะใช้เป็น e-mail สำหรับครอบครัวผม อีกหน่อยก็จะมี ชื่อพ่อผม@trunganont.com ชื่อแม่ผม@trunganont.com ชื่อน้องผม@trunganont.com เป็นต้น

ปิดท้ายบทความด้วยเรื่องของการ Globalization ของธุรกิจดอทคอมยักษ์ใหญ่หลายแห่ง ซึ่งบางคนกลัวว่าการขยายตัวของเว็บไซต์อย่าง Google และ eBay เข้ามาในประเทศไทย จะส่งผลกระทบต่อเว็บไซต์ของไทยหรือเปล่า อย่าง Google เองก็มีบริการที่ทั้งดีและฟรี ตัว Search Engine ก็เข้ามาแทนที่ SiamGuru ไปเรียบร้อย บางคนอาจจะกลัวว่าแล้ว Blogger จะเข้ามาแทนที่ Blog Service Provider อย่าง Exteen, BlogGang หรือ DiaryIS หรือเปล่า? และบางคนอาจจะกลัวว่าถ้า eBay เปิดตลาดซื้อขายสินค้าในไทย จะทำให้เว็บอย่าง PantipMarket, ThaiSecondHand, Tarad และ MarketAtHome ต้องถึงจุดจบหรือเปล่า?

ถึงแม้ว่า Blogger จะฟรีและดีมากๆ แต่เว็บไทยก็ยังสู้ได้ด้วยการมุ่งเน้น Emotional Brand ว่าเป็นเว็บที่มี Community ของคนไทย เล่นแล้วได้เพื่อนใหม่ๆ ได้ความรู้สึกอบอุ่นในแบบที่ Blogger ยังไม่มี หรือแม้ว่าถ้า eBay เข้ามาแข่งกับเว็บไทยด้วยการเปิดให้ขายสินค้าได้ฟรีเหมือนกับเว็บไซต์ท้องถิ่นของ eBay หลายๆ แห่งใน South East Asia ประกอบกับความสามารถด้าน E-commerce ของ eBay ที่ครบวงจร แต่สิ่งที่ eBay ยังขาดอยู่ก็คือ Community ของคนซื้อคนขายชาวไทยที่ยังนิยมใช้บริการของเว็บไซต์ซื้อขายสินค้าของไทยอยู่

ถึงแม้ว่าเว็บไซต์ไทยยังได้เปรียบด้าน Emotional แต่ก็ใช่ว่าจะนิ่งนอนใจได้นะครับ เพราะเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกมีเงินมากพอที่จะสร้าง Community ขึ้นมา และสามารถทำให้ความโดดเด่นด้าน Emotional ของเว็บไซต์ไทยหายไปได้ สิ่งที่เว็บไซต์ไทยพอจะทำได้ก็คือพยายามพัฒนาความสามารถของเว็บไซต์ (Functional) ให้พอที่จะแข่งขันได้ ส่วนด้านต้นทุน (Economical) เราคงต้องยอมรับว่าแข่งได้ยาก เพราะเว็บไซต์ระดับโลกที่มีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก ย่อมทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำมากจนเว็บไทยเล็กๆ เทียบไม่ติด

แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเรื่องของ Emotional เว็บไซต์ไทยจะต้องเอาใจใส่กับความต้องการ อารมณ์ และความรู้สึกของผู้ใช้เว็บให้มาก พยายามฟังเสียงของผู้ใช้เว็บให้มากขึ้น ถ้าผู้ใช้รักเว็บนั้นแล้วก็ยากที่จะถอนตัวขึ้นครับ

วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2550

MIS - eBay Business Model

eBay

eBay เป็นเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1995 ด้วยการใช้โมเดลทางธุรกิจที่แตกต่างจากเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซอื่นๆ กล่าวคือ eBay ทำธุรกิจแบบ C2C โดยเป็นตัวกลางที่เชื่อมผู้ขายกับผู้ซื้อเข้าด้วยกัน ทำให้ eBay ไม่ต้องสต็อกสินค้าและประสบปัญหาต้นทุนสินค้าคงคลังสูงเหมือนที่ Amazon เป็น

eBay ใช้กลยุทธ์ Transaction Advantage ในการดำเนินธุรกิจ ด้วยการทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อ เช่นเดียวกับที่ห้างสรรพสินค้าเป็น แต่ eBay สามารถลดต้นทุนทั้ง process cost และ transaction cost ของทั้งผู้ขายและผู้ซื้อได้ต่ำกว่าที่ห้างสรรพสินค้าทำได้

ผู้ขายมีต้นทุนค่าวางขายสินค้าผ่าน eBay ที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับการวางขายที่ห้างสรรพสินค้า ไม่มีต้นทุนค่าขนส่งสินค้าไปที่ห้าง สามารถเรียกเก็บเงินจากลูกค้าได้ทันทีโดยไม่ต้องให้เครดิตเหมือนการขายผ่านห้าง และผู้ขายสามารถควบคุมปริมาณและประเภทสินค้าที่ต้องการขายได้ตลอดเวลา

ด้านผู้ซื้อก็มี transaction cost ที่ต่ำกว่าการซื้อที่ห้าง เช่น ผู้ซื้อไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปห้าง ผู้ซื้อสามารถค้นหาสินค้าที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วโดยใช้ระบบ search ของ eBay ผู้ซื้อสามารถค้นหาสินค้าที่มีราคาต่ำที่สุดได้โดยสั่ง sort ตามราคาสินค้า และผู้ซื้อสามารถสอบถามรายละเอียดของสินค้าได้จากผู้ขายโดยตรงผ่าน e-mail

การที่ eBay สามารถเก็บค่าขายสินค้าจากผู้ขายในราคาที่ต่ำกว่าห้างสรรพสินค้าได้ เนื่องจาก eBay ใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตที่มีต้นทุนที่ต่ำกว่าค่าพื้นที่ของห้างสรรพสินค้ามาก ถ้าห้างสรรพสินค้าต้องการวางสินค้าจำนวนหนึ่งล้านชิ้น อาจจะต้องใช้พื้นที่เท่ากับสนามฟุตบอล แต่ eBay สามารถวางสินค้าหนึ่งล้านชิ้นได้ในเซิร์ฟเวอร์เพียงเครื่องเดียวที่ใช้พื้นที่ขนาดเล็กๆ ในการวางเครื่อง

อย่างไรก็ตาม การซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตมีข้อด้อยที่สำคัญคือเรื่องความน่าเชื่อถือของผู้ขายและผู้ซื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโมเดลแบบ C2C ที่ eBay ใช้ ซึ่งผู้ขายและผู้ซื้อต่างไม่รู้จักตัวตนของอีกฝ่าย ทำให้ไม่แน่ใจว่าจะถูกคู่ค้าของตนโกงหรือไม่ แต่จากปรัชญาธุรกิจของ eBay ที่กล่าวว่า "ธุรกิจของเราเริ่มต้นจากความเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเป็นคนดี" ทำให้ eBay พัฒนาระบบ Feedback ที่เป็นเสมือนการการันตีว่าเป็นสมาชิกสุจริต และการจูงใจให้สมาชิกใช้ระบบชำระเงิน PayPal เพื่อป้องกันการทุจริต

eBay Feedback Forum

ระบบ Feedback เป็นระบบที่ใช้เก็บประวัติการซื้อขายของสมาชิก เมื่อผู้ซื้อและผู้ขายได้ทำการซื้อขายกันเสร็จสิ้น โดยผู้ขายได้รับการชำระเงินจากผู้ซื้อ และผู้ซื้อได้รับสินค้าจากผู้ขายแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะให้คะแนน Positive Feedback และเขียนข้อความชมเชยให้แก่กันเพื่อเป็นการยืนยันว่าเป็นสมาชิกที่เชื่อถือได้ ระบบ Feedback จะเก็บคะแนนและข้อความไว้ตลอดกาลเพื่อเป็นประวัติของสมาชิกแต่ละคน และสมาชิกทุกคนสามารถดูคะแนน Feedback ของคนอื่นได้

PayPal

ระบบชำระเงิน PayPal เป็นระบบที่ eBay แนะนำให้ผู้ซื้อและผู้ขายใช้ โดย PayPal จะเป็นตัวกลางในการรับชำระเงินจากผู้ซื้อและส่งต่อเงินให้ผู้ขาย ถ้าผู้ซื้อชำระเงินทาง PayPal แล้วแต่ผู้ขายไม่ส่งสินค้าไปให้ ผู้ซื้อสามารถร้องเรียนไปที่ PayPal เพื่อขอเงินคืนได้

ระบบ Feedback และระบบชำระเงิน PayPal ทำให้การซื้อขายสินค้าผ่าน eBay ได้รับความน่าเชื่อถือสูงขึ้น ส่งผลให้มีจำนวนผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าผ่าน eBay เพิ่มมากขึ้น และทำให้ eBay มีรายได้ที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการมีต้นทุนที่ต่ำ ไม่ต้องสต็อกสินค้าเอง ทำให้ eBay เป็นธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ประสบความสำเร็จและมีกำไรมหาศาล

Network Effect ถ้าโลกนี้มีคนใช้ YouTube, eBay, Pantip แค่คนเดียว ผมก็คงไม่ใช้เว็บเหล่านี้เหมือนกัน

แต่จะด้วยความบังเอิญหรือไม่ก็แล้วแต่ ก็มีคนทั่วโลกนับล้านคนที่ใช้บริการเว็บเหล่านี้

Network Effect คือคุณลักษณะที่คุณค่าหลักของสินค้าหรือบริการหนึ่งๆ ไม่ได้อยู่ที่คุณสมบัติของสินค้าหรือบริการนั้นๆ แต่อยู่ที่จำนวนผู้ใช้สินค้าหรือบริการ ยิ่งมีจำนวนมาก คุณค่าก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น

Telephone Network Effect

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ ก็คือถ้าทั้งโลกนี้มีคนใช้โทรศัพท์แค่คนเดียว คุณคงไม่คิดอยากมีโทรศัพท์ใช้ นอกจากว่าคุณจะเป็นญาติพี่น้องหรือเพื่อนของคนเดียวคนนั้นที่มีโทรศัพท์ใช้ เพื่อที่คุณจะได้ใช้ติดต่อสื่อสารกับเขาได้ หรืออาจจะเพียงเพื่อความเท่ที่ได้เป็นคนรุ่นแรกๆ ที่ได้ใช้โทรศัพท์ก็ได้ แต่พอญาติพี่น้องของคนเดียวคนนั้นเริ่มใช้โทรศัพท์ ก็จะมีญาติพี่น้องของญาติพี่น้องที่อยากใช้บ้างตามมา ท้ายที่สุดแล้วผู้ใช้โทรศัพท์ก็ขยายเป็นเครือข่ายออกไปทั่วโลก

คุณค่าหลักของโทรศัพท์จึงไม่ได้อยู่ที่แผงวงจรอิเล็คทรอนิคส์ภายในเครื่อง ไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์อันสวยงามจับถนัดมือของตัวเครื่อง แต่อยู่ที่เครือข่ายโทรศัพท์ที่เชื่อมโยงถึงกันทั่วทั้งโลก จนเมื่อโทรศัพท์กลายเป็นสินค้าพื้นฐานที่ใช้กันทั่วโลกแล้ว ผู้คนก็จะไม่ได้พิจารณาเรื่องคุณค่าของเครือข่ายการสื่อสารอีก แต่จะไปสนใจที่ความสามารถพิเศษของเครื่องโทรศัพท์แทน

หลักการของ Network Effect ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับบริการออนไลน์หลายอย่าง ที่โด่งดังมากในช่วงยุคดอทคอมบูมก็คือโปรแกรม ICQ ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับการสื่อสารด้วยข้อความแบบทันใจ (Instant Messaging) คุณค่าของโปรแกรมนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับคุณค่าของเครือข่ายโทรศัพท์เลย ถ้าคุณไม่มีคนรู้จักที่ใช้โปรแกรมนี้ คุณก็คงไม่รู้ว่าจะใช้มันไปทำไม

Network Effect ที่ใช้จับคู่คนสองคนเข้าด้วยกันอีกแบบหนึ่งก็คือ eBay ซึ่งเป็นตลาดประมูลสินค้าออนไลน์ ทำหน้าที่จับคู่ผู้ขายสินค้าเข้ากับผู้ซื้อสินค้า ด้วยความนิยมที่แพร่กระจายไปทั่วโลก ทำให้เราสามารถขายสินค้าไทยให้กับคนอเมริกันได้โดยที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็นั่งอยู่ที่บ้านในประเทศของตัวเอง

นอกจากเครือข่ายของการสื่อสารและการจับคู่คนแล้ว Network Effect ยังถูกนำมาใช้อธิบายปรากฎการณ์ของเครือข่ายผู้สร้าง content ด้วย อย่างเช่น YouTube ที่มีผู้คนจากทั่วโลกเข้าไปโพสต์ไฟล์วิดีโอไว้ และให้คนทั่วไปเข้าไปโหลดดูได้ โดยที่ YouTube เป็นเพียงผู้พัฒนาโปรแกรมและผู้ดูแลระบบ แต่ไม่ได้เป็นผู้สร้าง content ขึ้นมาเอง

นอกจาก YouTube แล้วก็ยังมีเว็บไทยๆ อย่าง Pantip ที่มีลักษณะแบบเดียวกัน คือเปิดให้ผู้ใช้เว็บเข้าไปโพสต์ข้อความเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้

แต่ความท้าทายของเครือข่ายผู้สร้าง content แบบนี้ก็คือใครควรจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความถูกต้องเหมาะสมของ content ผู้ให้บริการเว็บหรือผู้สร้าง content? รวมถึงบรรทัดฐานความถูกต้องเหมาะสมก็ไม่ค่อยชัดเจนนัก อย่างของ Pantip ความถูกต้องเหมาะสมก็คือการไม่ล่วงละเมิดสถาบัน การไม่กล่าวหาผู้อื่นโดยไม่มีมูลความจริง และการไม่ใช้ข้อความส่อเสียดหยาบคาย บรรทัดฐานนี้คือสิ่งที่ผู้ดูแลเว็บกำหนดขึ้น แต่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใช้เว็บยอมรับก็ได้ นั่นหมายความว่าถ้าวันหนึ่งที่ผู้ใช้เว็บส่วนใหญ่ไม่ยอมรับกับบรรทัดฐานของเว็บ ผู้ใช้เว็บอาจจะร่วมกันกำหนดบรรทัดฐานของตัวเองขึ้นมาแทน และถ้าผู้ดูแลเว็บยอมรับไม่ได้ เว็บก็คงต้องปิดตัวลง ดังนั้น กลยุทธ์ของผู้ดูแลเว็บก็คือการรักษาและเพิ่มจำนวนผู้ใช้เว็บที่เห็นด้วยกับบรรทัดฐานที่ผู้ดูแลเว็บกำหนดขึ้น เพื่อใช้เป็นน้ำดีในการเจือจางผู้ใช้เว็บที่ไม่เห็นด้วยกับบรรทัดฐาน

ยังมี Network Effect อีกประเภทหนึ่งที่โด่งดังมาก นั่นก็คือ Microsoft Office ที่มีผู้คนทั่วโลกใช้งาน มีไฟล์ Word, Excel, PowerPoint อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วทั้งโลก จนกลายเป็นมาตรฐานที่คนทั่วโลกต้องยอมรับไปโดยปริยาย ถ้าคุณใช้โปรแกรมสำนักงานยี่ห้ออื่นที่อ่านและเขียนไฟล์ของ Microsoft Office ไม่ได้ มันก็เหมือนคุณเป็นคนเดียวในโลกที่พูดภาษาสะเด๋ยบูดู ขณะที่ผู้คนทั่วโลกใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากล

มีทฤษฎีหนึ่งที่สามารถใช้อธิบายปรากฎการณ์การเกิด Network Effect ได้ นั่นก็คือทฤษฎี Diffusion of Innovation โดยพล็อตกราฟเป็นรูป S-curve ที่มีแกน X เป็นเวลา และแกน Y เป็นจำนวนผู้ใช้งาน

Diffusion of Innovation

Innovators คือกลุ่มผู้ใช้รุ่นบุกเบิก คนกลุ่มนี้ชอบความแปลกใหม่ รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นคนแรกๆ ที่ได้ใช้สินค้าหรือบริการที่ออกมาใหม่ รับความเสี่ยงได้ถ้าสินค้าหรือบริการนั้นๆ ยังไม่มีเสถียรภาพนัก หรืออาจจะมีปัญหาอยู่บ่อยๆ ถ้าคุณกำลังพยายามสร้าง Network Effect ให้เกิดขึ้น คนกลุ่มนี้ถือว่ามีค่ามากในฐานะผู้ใช้รุ่นแรกที่พร้อมจะให้คำแนะนำในการปรับปรุงสินค้าหรือบริการแก่คุณ และยังเป็นผู้ที่ช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการของคุณให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วย

ใครที่เล่น Pantip ตั้งแต่เมื่อสิบปีที่แล้ว ตั้งแต่ยุคที่ยังไม่มีระบบสมาชิก ยุคที่ยังปลอมชื่อกันได้ ยุคที่มีตัวป่วนเข้ามาสร้างความวุ่นวายจนเว็บล่ม ก็ถือได้ว่าเป็น Innovators ของ Pantip ปัญหาข้อผิดพลาดต่างๆ ที่เคยประสบมาในยุคบุกเบิก ทุกวันนี้ไม่ค่อยพบปัญหาเหล่านี้อีกแล้ว เพราะทางเว็บได้นำข้อผิดพลาดไปปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น

Early Adopters คือกลุ่มผู้ใช้ที่มีส่วนสำคัญอย่างมากในการทำให้สินค้าหรือบริการเป็นที่รู้จักแพร่หลาย คนกลุ่มนี้จะบอกต่อและชักชวนคนรู้จักให้มาซื้อหาหรือใช้บริการเช่นกัน แต่สินค้าหรือบริการก็จะต้องมีเสถียรภาพมากขึ้นแล้ว ไม่เช่นนั้นถ้าคนกลุ่มนี้รู้สึกผิดหวัง พวกเขาอาจจะบอกต่อในแง่ลบได้

ใครที่มีเลขสมาชิก ICQ 6 หลัก หรือ 7 หลักต้นๆ ก็น่าจะเป็น Early Adopters ในยุคนั้นคนไทยยังใช้ ICQ กันไม่ค่อยมาก แต่ก็ได้คนกลุ่มนี้นี่แหละที่ช่วยบอกต่อให้เพื่อนๆ มาใช้ จนกลายเป็นเครือข่ายผู้ใช้ ICQ ที่เติบใหญ่ในอดีต

Early Majority และ Late Majority คือกลุ่มผู้ใช้ส่วนใหญ่เหมือนกัน ต่างกันตรงที่ Early Majority จะได้รับอิทธิพลจากกลุ่ม Early Adopters อย่างมาก ประเภทเขาชวนมาเราก็เอาด้วย ส่วน Late Majority จะตัดสินใจช้ากว่านั้น เขาชวนมาเราอาจจะยังไม่เอาด้วย แต่ถ้าเพื่อนในกลุ่มเราทุกคนเอาหมดแล้ว เราก็จะรู้สึกกดดันว่าทำไมตัวเองถึงไม่เอาอยู่คนเดียว

YouTube, Weblog, Social Network อย่างพวก MySpace หรือ Hi5 ณ ปัจจุบันน่าจะเรียกได้ว่าอยู่ในเฟสนี้แล้ว ส่วนเฟสนี้จะกินเวลายาวนานแค่ไหน ก็ต้องดูจากความสามารถในการเติบโต รวมถึงต้องดูว่ามีใครเป็นคู่แข่งบ้าง

Laggards หรือพวกตกยุค คนกลุ่มนี้ไม่ค่อยได้รับแรงจูงใจจากสังคมรอบข้างมากนัก แต่มักจะใช้ประสบการณ์ในอดีตของตัวเองในการตัดสินใจว่าจะใช้หรือไม่ใช้สินค้าหรือบริการนั้นๆ

คุณพ่อคุณแม่ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป หลายท่านเพิ่งจะมีโทรศัพท์มือถือใช้ ก่อนหน้านี้ท่านอาจจะไม่ใช้ก็เพราะว่าท่านไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องตามกระแสคนส่วนใหญ่ หรือบางท่านอาจจะใช้ไม่เป็น กลัวการใช้งานเทคโนโลยี กลัวราคาแพง แต่เหตุผลที่เพิ่งตัดสินใจใช้ก็เพราะมันมีประโยชน์ ราคาโทรศัพท์มือถือสมัยนี้ก็ถูกมาก ค่าโทรก็ถูกลงเช่นกัน

ใครที่คิดจะสร้าง Network Effect ให้เกิดขึ้นได้นั้น ปัจจัยสำคัญคือต้องสร้างสิ่งที่แปลกใหม่ต่อกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้เกิดกลุ่ม Innovators ขึ้นมา จากนั้นจะต้องพยายามสร้างโมเมนตัมให้มากขึ้นเพื่อให้เกิดกลุ่ม Early Adopters ที่จะทำหน้าที่เป็นนักประชาสัมพันธ์ให้แบบฟรีๆ ช่วงการสร้างโมเมนตัมน่าจะเป็นช่วงที่ยากที่สุดและเหนื่อยที่สุด เพราะเป็นช่วงรอยต่อของการทำให้คนอื่นรู้จัก ขณะที่ต้องพัฒนาสินค้าหรือบริการให้มีเสถียรภาพมากขึ้นด้วย แต่ถ้าผ่านช่วงนี้ไปถึงช่วง Early Majority ได้แล้ว ทุกอย่างจะหมุนไปได้ด้วยตัวเอง และคุณจะกลายเป็นเสือนอนกินทันที