แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ E-commerce แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ E-commerce แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2550

Game Theory ของ eBay และ Google

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน บล็อก Google Checkout ได้เผยแพร่ข่าวงาน Google Checkout Freedom Party ซึ่งจะจัดขึ้นในเย็นวันที่ 14 มิถุนายน ที่ Old South Meeting House ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก Boston Convention & Exhibition Center มากนัก Google โฆษณาว่างานนี้มีทั้งอาหารฟรี เครื่องดื่มฟรี ไลฟ์มิวสิคฟรี แม้กระทั่งนวดฟรี

แต่มันจะบังเอิญเกินไปหรือเปล่า เพราะ eBay มีงานใหญ่ยักษ์ประจำปี ก็คืองาน eBay Live! 2007 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 - 16 มิถุนายน ที่ Boston Convention & Exhibition Center

งานนี้ Google หวังว่าคนเข้าสัมมนา eBay Live! ตอนกลางวันเสร็จแล้ว จะได้มาแจมกับ Google Party ตอนกลางคืนต่อได้เลย

Google Checkout เป็นบริการ Payment Gateway ที่ช่วยให้ผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าสามารถรับจ่ายเงินกันได้สะดวก ซึ่งไม่ต่างอะไรกับ PayPal ซึ่งเป็นบริการ Payment Gateway ของ eBay จึงอาจเรียกได้ว่า Google Checkout และ PayPal เป็นคู่แข่งทางตรงกันเลย

ยอดขายสินค้าบน eBay ในไตรมาสแรกปี 2007 สูงถึง 14,280 ล้านเหรียญ ถ้าคิดทั้งปีก็สูงกว่างบประมาณประเทศไทยเสียอีก ขณะที่มียอดชำระเงินผ่าน PayPal ถึง 11,360 ล้านเหรียญ หรือคิดเป็น 6% ของมูลค่า E-commerce ทั้งโลก

Google ถึงได้อยากเข้ามามีส่วนร่วมเหลือเกิน

แต่หนทางนี้ก็ไม่ง่ายนัก เพราะเมื่อปีที่แล้วในเดือนมิถุนายน eBay ได้ประกาศแบน Google Checkout ด้วยการห้ามผู้ขายสินค้าบน eBay ใช้บริการ Google Checkout เพื่อรับชำระเงินจากลูกค้า ด้วยเหตุผลที่ฟังดูแปร่งๆ หน่อยคือ eBay ไม่รับรองบริการชำระเงินที่ไม่มีประวัติการให้บริการที่ยาวนานพอ

เมื่อเล่นกันบนดินไม่ได้ Google ก็เลยใช้เทคนิค Guerilla Marketing ด้วยการประกาศจัดงาน Google Checkout Freedom Party ขึ้นมา ชู concept ของงานว่าทุกคนมีอิสระเสรีภาพที่จะเลือกใช้ระบบ Payment Gateway ของรายใดก็ได้ ไม่ควรจะผูกขาดอยู่กับเพียงรายเดียว และตั้งใจจัดงานตรงกับงาน eBay Live! ในสถานที่ใกล้เคียงกัน เพื่อให้ผู้ขายสินค้าบน eBay เข้าร่วมงานของ Google ด้วย และ Google ก็จะได้โปรโมทบริการ Google Checkout ของตัวเองได้เต็มที่ ให้รู้กันไปเลยว่าดีกว่าบริการของ PayPal อย่างไร

แน่นอนว่า eBay คงไม่อยู่เฉยๆ ก็เลยตอบโต้กลับไปอย่างรุนแรงด้วยการถอดโฆษณาของ eBay ทั้งหมดออกจาก Google AdWords ในอเมริกา

จากรายงานประจำปีของ eBay ในปี 2006 eBay มีค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณาทั้งในสื่อออนไลน์และออฟไลน์รวมทั้งสิ้น 871 ล้านเหรียญ ขณะที่รายได้จากโฆษณาของ Google ในปี 2006 รวมทั้งสิ้น 10,492 ล้านเหรียญ ถ้าเราลองประเมินดูว่าครึ่งหนึ่งของค่าโฆษณาของ eBay ถูกจ่ายให้ Google นั่นแปลว่า 4% ของรายได้ของ Google มาจาก eBay

ตัวเลขงบโฆษณาของ eBay ที่จ่ายให้ Google ที่แท้จริงจะเป็นเท่าไหร่ คงต้องไปหางบการเงินแบบละเอียดของ eBay มาดู แต่เราก็พอจะเดากันได้จากสิ่งที่ Google ทำต่อมาก็คือการประกาศยกเลิกงาน Freedom Party นั่นแปลว่าการถอดโฆษณาออกคงส่งผลกระทบต่อ Google พอสมควร

จริงๆ แล้ว Google กับ eBay ก็เหมือนน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า Google ช่วย supply traffic ให้แก่ eBay ทำให้ eBay มี community ซื้อขายสินค้าและสามารถเก็บค่าธรรมเนียมการขายได้ ส่วน eBay ก็จ่ายเงินค่าโฆษณาให้แก่ Google ซึ่ง Google ก็นำไปจ้างวิศวกรเก่งๆ มาพัฒนาเว็บไซต์ต่อไป

สงครามระหว่าง eBay และ Google นั้นสามารถอธิบายได้ด้วย Game Theory

Game Theory of eBay and Google

จากตาราง ถ้าทั้งคู่ต่างอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไร ทั้งสองฝ่ายก็เป็นคู่ค้าที่ดีต่อกันต่อไป eBay ก็มี traffic เข้าเว็บ Google ก็มีรายได้ สิ่งที่ทั้งคู่ได้รับแทนด้วยคะแนน +5

วันหนึ่ง Google เกิดนึกอยากรุกเข้าไปในธุรกิจ Payment Gateway บ้าง เพราะหวังว่าจะทำให้ตัวเองมีรายได้เพิ่ม (+10) การทำแบบนี้จะทำให้ eBay เสียผลประโยชน์ (-5) เนื่องจากเสียส่วนแบ่งรายได้ PayPal

eBay ก็เลยต้องตอบโต้กลับ กลายเป็นว่าทั้งคู่ต่างก็เสียผลประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย (-10) Google ก็เลยถอยก่อน

สถานการณ์ของเกมนี้จะเปลี่ยนไป ถ้าวันหนึ่ง Google สามารถเพิ่มรายรับและจำนวนลูกค้า AdWords ได้มากพอที่จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ถึงแม้ว่า eBay จะถอนโฆษณาไปก็ตาม คะแนนก็จะเปลี่ยนไปดังตารางนี้

Game Theory of eBay and Google

ถ้า Google รุกราน แต่ eBay ยังนิ่งเฉย Google ก็จะได้ +10 แต่ถ้า eBay ตอบโต้ Google ก็ยัง +9 อยู่ เพราะได้กระจายความเสี่ยงทางด้านรายรับไว้แล้ว

ขณะที่ถ้ามองจากทาง eBay เมื่อถูก Google รุกราน eBay จะทำได้เพียงกัดฟันและนิ่งเฉยไว้ เพราะถ้า eBay ตอบโต้ จะเสียถึง -10 แต่ถ้าอยู่เฉยๆ ยังเสียแค่ -5

กลยุทธ์ของ eBay หลังจากนี้ก็คือต้องกระจายความเสี่ยงเรื่อง traffic source ต้องพยายามหาวิธีทำให้คนเข้าเว็บด้วยวิธีอื่นที่ไม่ต้องพึ่ง Google ให้ได้ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ง่ายเลย ตราบเท่าที่ Google ยังครอง market share เป็นเบอร์หนึ่งในตลาด search engine และยังสูงขึ้นเรื่อยๆ

ผมเชื่อว่าวันหนึ่งเกมจะเปลี่ยนไป ถ้า eBay ยังหา traffic source ที่ดีกว่า Google ไม่ได้ Google ก็จะได้ใจมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการเสนอค่าบริการ Google Checkout ที่ถูกกว่า PayPal และยัง Convergence กับบริการอื่นๆ ของ Google อีกด้วย เพื่อดึงดูดให้คนหันมาใช้ Google Checkout กันมากขึ้น และถ้ามีผู้ใช้มากจนถึงจุดหนึ่ง Google อาจจะเปิดบริการ Auction ฟรีเพื่อแข่งกับ eBay เลยก็ยังได้

วันพุธที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

เมื่อ eBay Go Thailand ใครได้ ใครเสีย?

หลังจากที่มีการแถลงข่าวระหว่างเว็บไซต์ Sanook.com และ eBay.com เพื่อมีการร่วมมือในการพัฒนาตลาดประมูลออนไลน์ในประเทศไทย มีคำถามเกิดขึ้นว่า แล้วมันจะไปรอดเหรอ?

เราลองมาวิเคราะห์กันดูครับ

ก่อนอื่นต้องขอเท้าความไปเมื่อสิบปีที่แล้ว ในยุคเริ่มแรกของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในไทย ธุรกิจนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาจากหลักการของ Classifieds ที่ปกติจะลงประกาศซื้อขายสินค้ากันในหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร เว็บแรกที่พัฒนา Online Classifieds ขึ้นมาก็คือ Pantip.com โดยเป็นบริการหนึ่งภายใต้เว็บไซต์นี้ (ภายหลังถึงได้แยกเว็บออกมาเป็น PantipMarket.com) บริการ Classifieds นี้เกิดก่อนที่ Pantip.com จะมีเว็บบอร์ดอีกนะครับ

หลักการของ Online Classifieds นั้นก็เรียบง่ายครับ คนมีสินค้ามาลงประกาศขายไว้ คนซื้อสินค้าเข้าไปดู ถ้าสนใจก็ติดต่อถึงกันเอง เว็บไซต์ไม่รับรู้อะไรด้วย ทำหน้าที่เป็นเพียง "พื้นที่" ให้คนเข้ามาใช้บริการ

เมื่อ Pantip.com เริ่มต้นด้วยโมเดลแบบนี้ เว็บที่มาทีหลังก็ต้องทำตาม ThaiSecondHand.com ตามเข้ามาด้วยรูปแบบ Online Classifieds เช่นกัน

Online Classifieds ของทั้ง Pantip.com และ ThaiSecondHand.com นั้นไม่เก็บเงินทั้งจากผู้ซื้อและผู้ขาย ใครใคร่ขายขาย ใครใคร่ซื้อซื้อ เมื่อคนขายรู้ว่าเว็บเหล่านี้มีพื้นที่ให้ลงประกาศขายสินค้าได้ฟรี แถมยังมีผู้ซื้อเยอะอีกต่างหาก คนขายก็แห่มาลงประกาศสินค้ากัน พอคนขายเยอะขึ้น ก็ต้องมีคนขายที่อยากให้ประกาศของตัวเองโดดเด่นกว่าของคู่แข่ง เว็บก็เริ่มมีรายได้จากทางนี้ครับ ด้วยการขายตำแหน่งโฆษณาพิเศษ

โมเดล Online Classifieds นั้นมีข้อเสียก็คือสินค้าของเราจะปะปนไปกับสินค้าของคู่แข่ง ซึ่งเป็นเรื่องลำบากสำหรับลูกค้าที่ต้องการดูเฉพาะสินค้าของเรา จึงได้เกิดโมเดลร้านค้าออนไลน์ขึ้นมา คนขายสินค้าเป็นอาชีพสามารถเข้าไปเปิดร้านของตัวเอง นำสินค้าของตัวเองไปใส่ไว้ในร้าน จากนั้นค่อยไปประกาศลง Online Classifieds เพื่อโปรโมทร้านของตัวเอง เว็บไซต์ที่กินส่วนแบ่งตลาดรายใหญ่ในธุรกิจผู้ให้บริการร้านค้าออนไลน์ก็คือ Tarad.com และ MarketAtHome.com

ส่วนในต่างประเทศนั้น โมเดลประมูลออนไลน์แบบ eBay.com ดังระเบิดระเบ้อ โมเดลนี้มีข้อดีตรงที่ทำให้ตลาดมีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะคนตั้งราคาไม่ใช่คนขาย แต่คนซื้อต่างหากที่เป็นผู้ตั้งราคา ถ้าสินค้าชนิดไหนที่เป็นที่ต้องการสูงมาก แต่มีคนขายไม่กี่คน สินค้าชิ้นนั้นก็จะขายได้ราคาสูง นอกจากนี้ eBay ยังรู้ด้วยว่าผู้ขายแต่ละคนสามารถขายสินค้าได้ที่กี่ชิ้น ราคาเท่าไร ทำให้ eBay สามารถเรียกเก็บค่าต๋งจากผู้ขายสินค้าได้ ต่างกับโมเดลแบบ Online Classifieds ที่เว็บไซต์ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าผู้ขายสามารถขายสินค้าได้กี่ชิ้น เว็บไซต์ที่บุกเบิกตลาดประมูลออนไลน์ในไทยก็คือ Pramool.com ซึ่งดูเหมือนว่าปัจจุบันนี้จะเน้นไปทำเว็บบอร์ดมากกว่า

ด้วยความร้อนแรงของ eBay ทำให้เว็บไซต์ไทยหลายแห่งเริ่มพัฒนาบริการประมูลออนไลน์ขึ้นมา ทั้ง Tarad.com ที่คลอด TaradEbid.com ออกมา หรือ Sanook.com ที่เพิ่มบริการประมูลออนไลน์เข้าไปในร่มใบใหญ่ของตัวเอง

แต่ถามว่ามัน work จริงหรือเปล่า? ผมลองเช็คตัวเลขจำนวนสินค้าที่กำลังถูกประมูลอยู่ในเว็บต่างๆ ดู TaradEbid.com มีปัญหาด้านการแสดงผลตัวเลขที่ไม่ถูกต้อง แต่จากที่ลองคลิกๆ ดู ผมคาดว่ามีสินค้าอยู่แค่หลักพันเศษๆ Sanook Auction อยู่ที่ราวๆ เจ็ดพันรายการ ต้นตำรับอย่าง Pramool.com มีเกือบสองหมื่นรายการ

แต่สินค้าไทยที่ถูกประกาศขายใน eBay.com ที่อเมริกา มีมากกว่าหนึ่งแสนรายการต่อสัปดาห์นะครับ

แปลว่าคนไทยชอบเอาสินค้าไปประมูลในเมืองนอกมากกว่าที่จะประมูลในไทย

เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะโมเดลแบบ Online Classifieds ในไทยนั่นแหละครับ มันง่ายกว่า ไม่ต้องคิดว่าจะประมูลกี่วันดี จะตั้งราคาเริ่มต้นเท่าไหร่ดี ถ้าตั้งราคาต่ำๆ แล้วขาดทุนล่ะ แล้วถ้าตั้งราคาสูงไว้ก่อนแต่ไม่มีคนซื้ออีกล่ะ และที่สำคัญที่สุดก็คือประมูลออนไลน์จะต้องรอให้จบประมูลก่อนถึงจะได้สินค้า แต่ Online Classifieds นั้น ถ้าผู้ซื้ออยากได้สินค้าเมื่อไหร่ก็แค่โทรศัพท์หรือส่ง e-mail หาผู้ขายได้เลย

แต่ใช่ว่าการเข้ามาของ eBay จะไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จเอาซะเลยนะครับ อย่างน้อยผมก็มองเห็นช่องว่างตลาดที่ eBay สามารถเข้ามาได้ นั่นก็คือตลาดผู้ขายที่อยู่ต่างประเทศ ส่งสินค้าเข้ามาขายในประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาไทยที่ไปเรียนต่อต่างประเทศนี่แหละครับ อาจจะหาสินค้าในต่างประเทศที่ยังไม่มีขายในไทย หรือมีราคาขายถูกกว่าในไทยมาก แล้วส่งมาขายผ่าน Sanook eBay

จะดีไหมครับถ้าคนไทยสามารถซื้อเครื่องสำอางยี่ห้อดังในราคาถูก หรือซื้อ Apple iPhone ที่ยังไม่มีการนำเข้ามาในประเทศไทย ด้วยการซื้อผ่าน Sanook eBay

วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

The Retail World Is Flat ใครว่าโลกค้าปลีกกลม

ใครที่มีโอกาสได้อ่านหนังสือ The World Is Flat ใครว่าโลกกลม มาแล้ว คงจะทราบดีว่า Thomas L. Friedman ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ได้กล่าวถึงกำแพงที่เป็นอุปสรรคกีดขวางการแข่งขันระหว่างประเทศได้ลดต่ำลงเรื่อยๆ เนื่องมาจากเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต จึงส่งผลให้งานด้านบริการจากประเทศฝั่งตะวันตกที่มีค่าครองชีพสูง ไหลไปอยู่ที่ประเทศอินเดียที่มีค่าครองชีพต่ำกว่า งานไหนที่สามารถแปลงให้เป็นดิจิตอลได้ งานนั้นจะถูก Outsource ไปที่อินเดียทันที

แต่นอกจากการ Outsource ภาคการผลิตไปที่จีน และการ Outsource ภาคบริการไปที่อินเดียวแล้ว ผมมองว่ายังมีอุตสาหกรรมที่สำคัญอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ผู้เขียนไม่ได้กล่าวถึงมากนัก แต่มันก็เป็นอุตสาหกรรมที่กำลังแบนราบลง นั่นก็คืออุตสาหกรรมค้าปลีก

ธุรกิจค้าปลีกเกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้เนื่องจากประชาชนมีความต้องการจับจ่ายใช้สอยสินค้าในชีวิตประจำวัน คงไม่น่าพิสมัยนักถ้าเราต้องเดินทางไปฟาร์มเลี้ยงวัวเพื่อซื้อนม จากนั้นไปฟาร์มเลี้ยงไก่เพื่อซื้อไข่ แล้วจึงไปโรงงานเพื่อซื้อสบู่ก้อน ถึงแม้ว่าเราจะซื้อสินค้าได้ในราคาโรงงาน (P1) แต่ต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการเข้าถึงแหล่งสินค้า เช่น ค่าค้นหาผู้ผลิตสินค้าที่ต้องการ ค่าเดินทาง หรือที่เราเรียกต้นทุนเหล่านี้ว่า Transaction cost (T1) จะสูงมาก

ร้านค้าปลีกจึงเกิดขึ้นเพื่อรวบรวมสิ่งของที่เราจำเป็นต้องซื้อหามาไว้ในที่เดียวกัน ในที่ที่อยู่ใกล้กับบ้านของเรา ทั้งนี้ก็เพื่อลด Transaction cost (T2) ให้น้อยลง ถึงแม้ว่าราคาสินค้าที่ร้านค้าปลีกจะสูงกว่าราคาสินค้าจากโรงงานอยู่บ้าง (P2 = P1+T3) เนื่องจากร้านค้าปลีกก็ต้องมีต้นทุน Transaction cost เหมือนกัน รวมถึงต้องมีกำไรจากการทำธุรกิจด้วย แต่ท้ายที่สุดแล้ว การที่เราเลือกใช้บริการร้านค้าปลีก แทนที่จะไปซื้อสินค้าจากโรงงานโดยตรง ก็เพราะต้นทุนรวมที่ซื้อจากร้านค้าปลีกต่ำกว่าต้นทุนรวมของการซื้อจากโรงงานนั่นเอง (T2+P2 < T1+P1)

ธุรกิจค้าปลีกอยู่ได้ก็เพราะมันช่วยอำนวยความสะดวกในการซื้อสินค้าให้เรานั่นเอง สินค้าที่ธุรกิจค้าปลีกขายจึงไม่ใช่เพียงเครื่องอุปโภคบริโภค แต่พวกเขากำลังขาย "ความสะดวก"

แต่ถ้าความสะดวกนี้ถูกคุกคามด้วยความสะดวกในรูปแบบใหม่ล่ะ?

ความสะดวกรูปแบบใหม่นี้ก็คือการที่ลูกค้าไม่ต้องเดินทางออกจากบ้าน เพียงแต่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ค้นหาสินค้าที่ต้องการบนอินเทอร์เน็ต ทำการชำระเงินผ่านระบบออนไลน์ และนั่งรอให้สินค้ามาส่งถึงหน้าบ้าน ทำให้ Transaction cost T4 ของเราต่ำมากเมื่อเทียบกับ Transaction cost T2 ที่เกิดขึ้นจากการออกไปซื้อสินค้าจากร้านค้าปลีก

ส่วนต้นทุนของการเปิดร้านบนอินเทอร์เน็ตก็ต่ำกว่าต้นทุนของการเปิดร้านค้าปลีกเช่นกัน ทำให้ราคาขายสินค้าบนอินเทอร์เน็ต (P3) ต่ำกว่าราคาขายที่ร้านค้าปลีก (P2)

คำนวณออกมาเบ็ดเสร็จแล้ว เงินที่ต้องจ่ายไปเพื่อซื้อสินค้าบนอินเทอร์เน็ต กลับถูกกว่าเงินที่จ่ายเพื่อซื้อสินค้าจากร้านค้าที่ต้องรวมค่าเดินทางไปกลับด้วย (T4+P3 < T2+P2) ธุรกิจ E-commerce ก็เลยเกิดขึ้น และเริ่มเข้ามาทดแทนร้านค้าปลีกในบางส่วนแล้ว

กำแพงการแข่งขันเริ่มลดต่ำลง ถ้าคุณอยากเป็นเจ้าของร้านค้าปลีก คุณต้องมีเงินทุนก้อนหนึ่งสำหรับเช่าร้าน ตกแต่งร้าน ซื้ออุปกรณ์ภายในร้าน และอาจจะต้องจ้างพนักงานเฝ้าร้าน แต่ถ้าคุณอยากเปิดร้านบนอินเทอร์เน็ต เงินที่จะต้องใช้เปิดร้านจะต่ำมาก เพียงเดือนละไม่กี่ร้อยบาทก็ทำได้แล้ว คุณจะมีเงินเหลือไปใช้สำหรับการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ของคุณให้เป็นที่รู้จัก ซึ่งมีทั้งวิธีที่ต้องใช้เงินและวิธีที่ไม่ต้องใช้เงิน

เมื่อใครๆ ก็สามารถเปิดร้านค้าบนอินเทอร์เน็ตได้ ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมาก แถมลูกค้ายังมาจากทั่วทุกมุมโลก ไม่ใช่ลูกค้าที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงเพียงอย่างเดียว นั่นจึงทำให้ใครต่อใครแห่เข้ามาสู่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซกัน โลกค้าปลีกที่เคยกลมและมีอุปสรรคขัดขวางการแข่งขันก็เริ่มแบนราบลง คุณไม่ได้แข่งขันกับร้านค้าปลีกในละแวกใกล้เคียงอีกแล้ว แต่คุณกำลังแข่งขันกับคนอเมริกา คนยุโรป คนฮ่องกง คนสิงคโปร์ ฯลฯ

ปัจจัยที่ทำให้โลกค้าปลีกแบนราบลงมีทั้งหมด 4 ปัจจัย

  1. การแผ่ขยายของอาณาจักรอินเทอร์เน็ต ความนิยมในการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั่วทั้งโลก ทำให้มีผู้ที่มีกำลังซื้อ เมื่อมีผู้ซื้อ ก็นำมาซึ่งผู้ขาย ต้นทุนในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ Transaction cost ของการซื้อของบนอินเทอร์เน็ตลดต่ำลง ห่างจาก Transaction cost ของการซื้อผ่านร้านค้าปลีกไปเรื่อยๆ
  2. ระบบการชำระเงินที่เชื่อถือได้มากขึ้น อีคอมเมิร์ซคงจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าปราศจากวิธีการเก็บเงินจากผู้ซื้อมามอบให้ผู้ขาย บัตรเครดิต ธนาคารบนอินเทอร์เน็ต การชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ PayPal สิ่งเหล่านี้ช่วยขับเคลื่อนโลกค้าปลีกออนไลน์
  3. ต้นทุน Logistics ที่ถูกลง การบริหารระบบ Logistics ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทำให้ค่าส่งสินค้าไปให้ลูกค้ามีราคาต่ำ และสามารถแข่งขันกับต้นทุนของลูกค้าที่จะต้องออกเดินทางมาหาซื้อสินค้าเองได้
  4. ช่องทางการโฆษณาออนไลน์ สิ่งที่ร้านค้าปลีกมีเหนือกว่าอีคอมเมิร์ซก็คือ ถ้าร้านค้าปลีกตั้งอยู่ในย่านชุมชนที่ผู้คนพลุกพล่าน ก็ไม่จำเป็นต้องมีงบโฆษณาให้คนรู้จักร้านก็ได้ แต่ร้านบนอินเทอร์เน็ตนั้นต่างออกไป ลูกค้าจะไม่มีทางรู้จักร้านของคุณเลยถ้าคุณเปิดเว็บไซต์โดดๆ โดยที่ไม่มีการโฆษณา การนำสินค้าไปขายบน eBay หรือการทำให้เว็บไซต์ของคุณปรากฎอยู่บน Google จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้

ถึงแม้ว่าโลกค้าปลีกเริ่มที่จะแบนราบลง แต่มันก็ยังไม่ครอบคลุมกับสินค้าทุกประเภท โดยเฉพาะสินค้าที่เป็นพวกอาหารของสด สินค้าที่ค่าส่งแพงเมื่อเทียบกับราคาสินค้า สินค้าที่แตกเสียหายง่ายและไม่คุ้มที่จะทำ packaging อย่างดีเพื่อป้องกันสินค้า และสินค้าที่ต้องการการดมกลิ่น การลิ้มรส หรือการสัมผัส

ส่วนสินค้าที่ขายดีบนอินเทอร์เน็ตคือสินค้าที่ลูกค้ารู้จักดีอยู่แล้ว ไม่ต้องการการสัมผัสที่อินเทอร์เน็ตทำไม่ได้ เช่น หนังสือ ดีวีดี ซอฟท์แวร์ หรือสินค้าที่อาจจะต้องการการสัมผัส แต่สามารถใช้ข้อความและรูปภาพเพื่ออธิบายทดแทนการสัมผัสได้ เช่น เสื้อผ้า อุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ หรือสินค้ามียี่ห้อที่ลูกค้าคุ้นเคยอยู่แล้ว เช่น เครื่องสำอาง นาฬิกา กระเป๋า เป็นต้น