แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Google Apps แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Google Apps แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2550

โปรแกรม 30+ ตัวที่จะฆ่า Microsoft

จากการที่ Google เข้าซื้อกิจการโปรแกรมที่คล้ายกับ PowerPoint เพื่อเสริมเข้าไปในชุดออฟฟิศบนเว็บ และยังมีบริษัทเกิดใหม่นับร้อยรายที่มีบริการทุกอย่างตั้งแต่ word processor บนเว็บ ไปจนถึงระบบปฏิบัติการสมบูรณ์แบบ ทำให้ Microsoft ต้องตกอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง แน่นอนว่าบริษัทยังคงระรื่นอยู่ได้ในตอนนี้ แต่อีก 5 ปีหลังจากนี้ Microsoft จะต้องดิ้นรนอย่างหนักถ้าไม่ยอมปรับเปลี่ยนตัวเองสู่โลกแห่งเว็บยุคใหม่ที่รายได้ของซอฟท์แวร์มาจากค่าโฆษณา ในสัปดาห์นี้ เราได้ทดสอบบริการบางตัวที่คอยตอดเล็กตอดน้อยยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft โดยที่ Google เป็นผู้นำทีมตอด

เป้าหมาย: Microsoft Word

Microsoft Word Killer

Google Docs - โปรแกรม word processor ของ Google ที่ติดมากับ Google Account ของคุณ และถูกผนวกเข้ากับบริการอื่นๆ ใน Google Apps

Buzzword - โปรแกรม word processor แบบเรียบง่ายที่สร้างจาก Adobe Flex ขณะนี้ยังเป็นเบต้าอยู่

Writeboard - โดย 37signals ถูกออกแบบให้ใช้งานได้หลายคนพร้อมกัน สามารถแชร์ข้อมูลและร่วมกันแก้ไขข้อมูลได้

ThinkFree - มันคือ Microsoft Word แบบออนไลน์

เป้าหมาย: Microsoft Excel

Microsoft Excel Killer

Google Spreadsheet - อาจจะไม่หรูเท่า Excel แต่ก็มีความสามารถพื้นฐานที่ spreadsheet ควรมี เช่นเดียวกัน โปรแกรมนี้ถูกผนวกเข้ากับ Google Apps

Zoho Sheet - คล้ายๆ Excel แต่มีฟีเจอร์น้อยกว่า

EditGrid - ไม่ใช่ตัวแทน Excel แต่ก็มีกราฟ และเน้นฟีเจอร์ให้ผู้ใช้สามารถทำงานร่วมกันได้

ThinkFree Calc - มันคือ Excel แบบออนไลน์

เป้าหมาย: PowerPoint

PowerPoint Killer

Empressr - ให้คุณใส่ไฟล์ได้หลากหลายประเภท รวมถึงไฟล์ flash ด้วย... น่าประทับใจมาก

Zoho Show - เรียบง่ายมาก หน้าตาดูธรรมดา แต่เหมาะสำหรับการทำ presentation อย่างเร็วและดี

Google Presentations - ยังไม่เปิดให้บริการ แต่ Google จะเปิดตัวในเร็วๆ นี้ (ฤดูร้อนนี้)

Spresent - โปรแกรมที่ทำจาก flash และสามารถสร้าง presentation ที่เป็น flash ดูพอใช้ได้และสามารถผนวกเข้ากับ Flickr ได้ด้วย

เป้าหมาย: Outlook

Outlook Killer

Gmail - โปรแกรม mail ของ Google ที่ให้พื้นที่เกือบ 3 GB สามารถสร้าง e-mail address ให้อยู่ภายใต้ชื่อ domain ของคุณได้ฟรีถึง 25 ชื่อ

Yahoo Mail - โปรแกรม mail ของ Yahoo ที่ไม่จำกัดพื้นที่เก็บ โปรแกรมสามารถทำงานได้เร็วมาก

Zoho Mail - ฟรีสำหรับการใช้งานส่วนบุคคล คิดเงินสำหรับการใช้งานเป็นกลุ่ม มีฟีเจอร์สำหรับการใช้งานร่วมกันได้

Zimbra - โปรแกรม mail บนเว็บที่ ISP สามารถใช้เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าได้ มีโปรแกรมปฏิทินและพื้นที่เก็บไฟล์เอกสาร และสามารถใช้ VoIP ได้ด้วย

เป้าหมาย: Outlook Calendar

Google Calendar - โปรแกรมปฏิทินแบบพื้นฐานที่ผนวกเข้ากับ Gmail

Yahoo! Calendar - โปรแกรมปฏิทินแบพื้นฐานที่ผนวกเข้ากับ Yahoo Mail

Kiko - โปรแกรมปฏิทินที่ถูกสร้างโดย Justin.tv แล้วถูกขายต่อให้ eBay จนปัจจุบันเป็นเจ้าของโดย Tucows มีฟีเจอร์เจ๋งๆ มากมาย อย่างเช่น RSS import และ contact management

30boxes - โปรแกรมปฏิทินที่เรียบง่ายอย่างน่าอัศจรรย์ เคยเป็นโปรแกรมที่ร้อนแรงที่สุดในโลกจนกระทั่ง Google Calendar เปิดตัว

เป้าหมาย: Windows Live Messenger

Windows Live Messenger Killer

Meebo - โปรแกรมแชทบนเว็บที่รองรับ Google Talk, Yahoo Messenger, MSN Messenger, AIM, ICQ และ Jabber มีการเพิ่มห้องแชทเมื่อไม่นานมานี้

eBuddy - รองรับ MSN, Yahoo และ AIM มีบริการผ่านโทรศัพท์มือถือ

Google Talk - มีโปรแกรม Gtalk อยู่ใน Gmail ซึ่งมีฟีเจอร์ทุกอย่างของ Google Talk ที่ทำงานบน desktop และยังมีเวอร์ชั่นสำหรับใช้งานบนโฮมเพจส่วนบุคคลด้วย

Campfire - คล้ายกับ IRC แต่มีหน้าตาดีกว่า มีบริการแชร์ไฟล์ และถูกผนวกเข้ากับโปรแกรมของ 37signals ตัวอื่นๆ

เป้าหมาย: Movie Maker (และอื่นๆ)

Movie Maker Killer

Movie Maker เป็นโปรแกรมฟรี Microsoft จึงไม่สูญเสียรายได้อะไร แต่ผู้ใช้จะใช้เวลากับโปรแกรมบน desktop น้อยลงเมื่อการแก้ไขวิดีโอมีความสะดวกมากขึ้น (เราคิดว่ามันยังไม่น่าพอใจในตอนนี้) คนที่ใช้โปรแกรมบน desktop ที่น้อยลงย่อมหมายถึงแรงจูงใจที่ลดลงสำหรับนักพัฒนาโปรแกรมบน Windows

JumpCut - iMovie ในบราวเซอร์ของคุณ ช่วยให้คุณแก้ไขวิดีโอของคนอื่นได้ด้วย

MotionBox - ไม่อนุญาตให้คุณแก้ไขวิดีโอของคนอื่น แต่ก็มีฟีเจอร์ในการแก้ไขปรับแต่งที่ครบครัน

YouTube Remixer - พัฒนาโดย Adobe แต่ยังเป็นเบต้าอยู่ การใช้งานยังไม่ค่อยน่าพอใจ ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้น

Eyespot - ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นโปรแกรมแก้ไข แต่เอาไว้ remix และเป็น mashup maker มากกว่า มีการตกลงกับ Starwars ที่จะให้แฟนๆ เข้ามาสร้าง mashup ได้

เป้าหมาย: Windows??

Microsoft Windows Killer

เอาล่ะ ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครเลิกใช้ระบบปฏิบัติการเลยก็ตาม แต่ระบบปฏิบัติการและ desktop ที่อยู่บนเว็บ จะทำให้ผู้คนใช้เวลากับ desktop จริงของพวกเขาน้อยลง และจะใช้เวลามากขึ้นกับการเคลื่อนย้ายไฟล์บนอินเทอร์เน็ต

DesktopOnDemand - ให้พื้นที่ 1 GB มีโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ โปรแกรมอ่าน mail โปรแกรม word processor โปรแกรม spreadsheet โปรแกรมแชท โปรแกรมเล่นเพลงและหนัง และโปรแกรมอื่นๆ

Nivio - ให้พื้นที่ 5 GB ดูเหมือนเป็น Windows ในบราวเซอร์ของคุณ

AjaxWindows - ระบบปฏิบัติการบนเว็บที่สร้างโดย Ajax มีโปรแกรมจำนวนมาก พื้นที่ประมาณ 1 GB มีรหัสผ่านป้องกันเวลาเขียนไฟล์

EyeOS - ระบบปฏิบัติการบนเว็บที่เป็น open source ให้ทุกคนเข้าไปร่วมพัฒนาได้

และผมเชื่อว่ายังมีโปรแกรมแบบนี้อีกเป็นร้อยตัว ลองแชร์กันหน่อยสิว่าคุณเคยใช้ตัวไหนอีกบ้าง

แปลจาก Mashable

วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2550

กรณีศึกษา การใช้ Google Apps ทำเว็บไซต์กระบวนวิชา Creative Writing ของ ม.รามคำแหง เพื่อให้นักศึกษาตาบอดเข้ามาใช้บริการ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้พูดคุยกับ ดร.สาลินี อันตรเสน ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และเป็นอาจารย์สอนวิชา Introduction to Creative Writing ที่มีนักศึกษาสนใจเรียนเป็นจำนวนมาก

อาจารย์ได้ปรึกษากับผมว่าอยากจะทำเว็บไซต์ประจำวิชานี้ ที่มีเนื้อหาการเรียนการสอนให้นักศึกษาเข้ามาดูได้ โดยเฉพาะนักศึกษาพิเศษที่ไม่สะดวกมาเรียนพร้อมกับนักศึกษาปกติได้ เช่น นักศึกษาที่นั่งวีลแชร์ นักศึกษาที่มีปัญหาด้านการฟัง และนักศึกษาที่มีปัญหาด้านการมองเห็น

ในเทอมที่ผ่านมา อาจารย์ได้ทำเว็บไซต์ไว้บนเซิร์ฟเวอร์ของมหาวิทยาลัย มีการใส่วิดีโอคลิปที่บันทึกจากการสอนจริงๆ ไว้ เพื่อให้นักศึกษาที่มีปัญหาด้านการมองเห็นสามารถโหลดเพื่อฟังการบรรยายของอาจารย์ได้ ปรากฎว่าเซิร์ฟเวอร์ล่ม เนื่องจากมีนักศึกษาปกติที่ไม่ได้เข้าเรียนมาโหลดดูเป็นจำนวนมาก โดยที่นักศึกษาพิเศษเข้ามาใช้เว็บไม่ได้เลย อาจารย์ก็เลยปรึกษาผมว่ามี solution อะไรบ้างที่จะช่วยให้นักศึกษาพิเศษเหล่านี้เข้ามาใช้เว็บได้โดยไม่มีปัญหาเซิร์ฟเวอร์ล่ม

ถ้าเป็นสมัยก่อน ผมคงจะแนะนำให้ไปเช่า web hosting ที่มีเสถียรภาพสูง แต่ก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายรายเดือนค่อนข้างมากถ้าเว็บไซต์ต้องใช้ bandwidth ในปริมาณสูง โดยเฉพาะไฟล์คลิปวิดีโอที่เป็นไฟล์ขนาดใหญ่

แต่ในยุคที่ Google เป็นใหญ่ในโลกอินเทอร์เน็ตและมีบริการฟรีให้เราเลือกใช้ได้มากมาย บริการตัวหนึ่งที่ฟรีและดีมากๆ ก็คือ Google Apps ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ช่วยให้ใครที่อยากมีเว็บไซต์และ e-mail address ภายใต้ชื่อ domain name ของตัวเอง สามารถสมัครใช้บริการได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย จะเสียเงินก็เพียงค่าจด domain name ปีละ 400 บาทเท่านั้นเอง

Google Apps ประกอบด้วยบริการหลายชนิดที่สามารถนำมาประกอบรวมกันภายใต้ domain name เดียวกันได้ ได้แก่

  • บริการ Gmail ที่ให้คุณมี e-mail address ในชื่อ domain name ของคุณ
  • บริการ Google Page Creator ที่ช่วยให้คุณสร้างเว็บไซต์อย่างง่ายได้
  • บริการ Google Calendar ที่ช่วยให้คุณสร้างปฏิทินนัดหมายและแชร์ให้สมาชิกของเว็บได้
  • บริการ Google Docs and Spreadsheets ที่ช่วยให้คุณและสมาชิกของเว็บเข้ามาสร้างและปรับปรุงแก้ไขไฟล์เอกสารร่วมกันได้
  • บริการ Google Talk ที่ช่วยให้สมาชิกของเว็บสามารถพูดคุยผ่านโปรแกรมสนทนาแบบ Instant Messenger ได้
  • บริการ Google Start Page ที่เป็น Personalized Page ให้ผู้ที่ใช้เว็บของคุณสามารถรับข้อมูลที่คุณต้องการนำเสนอ และเลือกรับข้อมูลน่าสนใจอื่นๆ จาก Google ได้

ในกรณีของ ดร.สาลินี ที่ต้องการสร้างเว็บไซต์ประจำวิชาเพื่อให้นักศึกษาเข้ามาดู ก็คงจะใช้แค่บริการ Google Page Creator เพียงอย่างเดียว แต่ก็อาจจะใช้บริการ Gmail เพื่อให้นักศึกษาส่ง e-mail มาสอบถามเนื้อหาวิชาได้ หรือใช้บริการ Google Calendar เพื่อแสดงตารางเวลาการสอน วันเวลาสอบ และวันเวลาที่นักศึกษาสามารถเข้ามาพูดคุยกับอาจารย์ได้

เมื่อนัดวันกับ ดร.สาลินี ได้แล้ว ผมก็ช่วย setup เว็บไซต์และสอนการบริหารจัดการเว็บไซต์โดยใช้ Google Apps ซึ่งเริ่มต้นจากการจด domain name สำหรับเว็บไซต์ อาจารย์ได้เลือกชื่อ innovativewriting.org เป็นชื่อเว็บ จากนั้นก็ทำการเชื่อมโยง domain name เข้ากับระบบของ Google Apps ซึ่งขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ต้องใช้ความรู้ทางเทคนิคบ้าง แต่ก็ไม่ยากเกินไปเพราะ Google มีข้อความอธิบายได้ละเอียดดี

หลังจากที่ setup เรียบร้อยแล้ว ผมก็เริ่มสอนให้อาจารย์ใช้ Google Page Creator เพื่อสร้างเว็บไซต์ขึ้นมา ซึ่งโปรแกรมก็ใช้งานได้ง่ายมาก เพราะเป็น WYSIWYG (What You See Is What You Get) ที่สามารถพิมพ์ข้อความลงไป แล้วเลือกตกแต่งหน้าตาของเว็บไซต์ได้โดยการคลิกปุ่มต่างๆ มี template ให้เลือกใช้งานได้หลากหลาย และสามารถอัพโหลดไฟล์อะไรขึ้นไปเก็บไว้บนเว็บก็ได้

หลังจากที่ผมอธิบายวิธีการใช้ Google Page Creator เพื่อสร้างเว็บไซต์แบบง่ายๆ ให้อาจารย์เข้าใจแล้ว ทางอาจารย์มีความต้องการฟีเจอร์อีกสองอย่างสำหรับเว็บไซต์นี้ ฟีเจอร์แรกก็คือต้องการใส่คลิปวิดีโอบันทึกการเรียนการสอนของอาจารย์ลงในเว็บไซต์ เพื่อให้นักศึกษาที่มีปัญหาด้านการมองเห็นเข้ามาฟังเสียงจากคลิปได้ นักศึกษาที่มีปัญหาด้านการฟังก็จะได้อ่านปากอาจารย์ได้ ส่วนนักศึกษาวีลแชร์ที่ไม่สะดวกมาเรียน ก็จะได้เรียนทางอินเทอร์เน็ตได้ ผมจึงแนะนำให้ใช้ Google Video เพื่อเก็บคลิปการเรียนการสอน ซึ่งมั่นใจได้ว่าเว็บของ Google คงไม่ล่มง่ายๆ จากนั้นจึงค่อยนำคลิปวิดีโอไป embed ในเว็บอีกที

แต่อาจารย์บอกว่าอยากให้มีคลิปเสียงด้วย เพราะบางทีอาจจะไม่มีคนมาถ่ายวิดีโอตอนสอนให้ ก็เลยเกิดปัญหาขึ้นว่า Google Video ใช้เก็บไฟล์วิดีโอได้ แต่เก็บไฟล์เสียงไม่ได้ ผมเลยแนะนำให้อาจารย์เปลี่ยนมาใช้ imeem แทน ซึ่งสามารถเก็บได้ทั้งไฟล์วิดีโอและไฟล์เสียง และยังสามารถทำ playlist ให้กับไฟล์เสียงได้ด้วย เพราะชั่วโมงการสอนของอาจารย์ยาวถึงสองชั่วโมง จึงต้องแบ่งไฟล์ความยาวสองชั่วโมงให้สั้นลงแล้วจึงอัพโหลดขึ้นไปทีละไฟล์ จากนั้นจึงจะรวมทุกไฟล์ให้เป็น playlist เดียวกัน

ฟีเจอร์ที่สองที่อาจารย์ต้องการคือเว็บบอร์ด ซึ่งผมก็แนะนำให้ใช้ Google Groups ที่ใครก็สามารถเปิดเว็บบอร์ดของตัวเองได้ง่ายๆ มีขั้นตอนการใช้งานที่ไม่ยุ่งยากมากนัก ซึ่งจะช่วยให้นักศึกษาที่มีปัญหาด้านการมองเห็นสามารถเข้ามาเขียนกระทู้เพื่อพูดคุยกับอาจารย์หรือเพื่อนร่วมชั้นเรียนได้

ท้ายที่สุดแล้วเว็บไซต์นี้ก็เสร็จสมบูรณ์ที่นักศึกษาพิเศษสามารถเข้าไปใช้งานได้ที่ http://www.innovativewriting.org/

รูปภาพโฮมเพจของเว็บไซต์ www.innovativewriting.org

หน้าตาของเว็บไซต์อาจจะดูธรรมดา ออกเชยๆ เสียด้วยซ้ำ แต่นี่คือความตั้งใจที่จะทำให้นักศึกษาที่มีปัญหาด้านการมองเห็นสามารถใช้เว็บไซต์นี้ได้ง่ายๆ ด้วยการใช้ดีไซน์แบบคอลัมน์เดียว และหลีกเลี่ยงการใส่รูปภาพลงในเว็บ

คนตาดีหลายๆ ท่านอาจจะสงสัยว่าคนตาบอดจะเล่นเว็บได้อย่างไร ต้องขอบคุณเทคโนโลยีในปัจจุบันที่ช่วยให้คนตาบอดสามารถใช้งานคอมพิวเตอร์ได้ ด้วยโปรแกรม JAWS ที่สามารถอ่านข้อความต่างๆ ที่อยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ แล้วแปลงข้อความเหล่านั้นให้เป็นเสียงพูดในภาษาอังกฤษเพื่อให้คนตาบอดเข้าใจได้ บวกกับโปรแกรม PPA Tatip ที่ช่วยให้คอมพิวเตอร์สามารถพูดเป็นภาษาไทย ทำให้คนตาบอดเข้าใจเนื้อหาในเว็บไซต์ภาษาไทยได้

สำหรับโปรแกรม PPA Tatip นี้ ต้องให้เครดิตแก่คุณพุฒิพันธุ์ พลยานันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีพีเอ อินโนเวชั่น จำกัด ซึ่งได้รับพระราชทานทุนวิจัยจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาพัฒนาโปรแกรมนี้จนสำเร็จ และเป็นประโยชน์แก่คนตาบอดไทยเป็นอย่างมาก คุณพุฒิพันธุ์เป็นเพื่อนกับผมตั้งแต่สมัยเข้าค่ายอบรมนักเรียนโอลิมปิกคอมพิวเตอร์ จนถึงตอนที่เรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ที่ ม.เกษตร คุณพุฒิพันธุ์เป็นนักเทคโนโลยีที่มีความสามารถมาก สามารถพัฒนาโปรแกรมยากๆ ออกมาได้อย่างรวดเร็ว และยังเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งคอมพิวเตอร์โอลิมปิกถึงสองปีซ้อน คว้าเหรียญทองแดงและเหรียญเงินกลับมาให้ประเทศไทย

ด้วยโปรแกรม JAWS และ PPA Tatip ช่วยให้คนตาบอดรู้ว่าคอมพิวเตอร์กำลังทำงานที่โปรแกรมอะไร ช่วยให้พวกเขารู้ว่ากำลังกดปุ่มอะไรบนคีย์บอร์ด และช่วยให้พวกเขาเข้าใจว่าแต่ละเว็บไซต์มีเนื้อหาอะไร หลายท่านคงเคยเห็นโฆษณา AIS ที่นำเสนอเรื่องราวชีวิตจริงของคุณเอกลักษณ์ พรมชาติ ซึ่งเป็นคนตาบอดที่ทำงานเป็นพนักงาน call center ของ AIS เชื่อหรือไม่ว่าคุณเอกลักษณ์สามารถตอบกระทู้ในพันทิปได้ และเชื่อหรือไม่ว่าคุณเอกลักษณ์มีบล็อกเป็นของตัวเองอยู่ที่ http://akenetwork.exteen.com/

มีหลายๆ เรื่องที่คนตาปกติคิดว่าคนตาบอดคงทำไม่ได้ แต่จริงๆ แล้วพวกเขาทำได้ และทำได้ดีเสียด้วย อ่านเรื่องราวความสามารถอันน่ามหัศจรรย์ของคนที่อยู่ในโลกที่มืดมิดที่คนในโลกแห่งแสงสว่างคิดไม่ถึงในบทความเรื่อง Blind Man Can Do! เมื่อผมต้องสอนนักศึกษาตาบอดให้เขียนเว็บเป็น ต่อได้เลยครับ

วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2550

ไทยเวนเจอร์ เปิดโครงการ "การศึกษา 2.0"

นายชีพธรรม คำวิเศษณ์ ผู้ก่อตั้งบริษัทไทยเวนเจอร์ดอทคอม จำกัด กล่าวว่า เพื่อให้โรงเรียนและสถาบันการศึกษาในประเทศไทย ทำให้ครูและนักเรียนสามารถมีระบบอีเมล์ใช้ภายใต้โดเมนเนมของตนเองได้ บริษัทฯ จึงจัดทำโครงการ "การศึกษา 2.0" ขึ้น โดยใช้ระบบจีเมล (G-Mail) ของ กูเกิ้ล (Google) ทำให้ครูและนักเรียนมีพื้นที่จัดเก็บอีเมล 2 กิกะไบต์ รวมทั้งใช้งานตัวระบบ “กูเกิลแอพส์” (Google Apps) เป็นระบบบริหารออฟฟิศบนกูเกิ้ล นอกจากอีเมล์แล้วยังมีระบบสื่อสารภายในและภายนอก องค์กร พร้อมกับแอพลิเคชันจัดการเอกสาร และ สเปรดชีท พร้อมกับสร้างเว็บไซต์ของโรงเรียนภายใต้โดเมนเนมด้วยเช่นกัน

"ระบบดังกล่าวจะทำให้ครูและนักเรียนมีอีเมล์ รวมทั้งระบบการเรียนการสอนออนไลน์ได้เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ที่ใช้ระบบนี้ได้แก่ โรงเรียนบริหาร เคลล๊อก และโรงเรียนบริหารธุรกิจธันเดอร์เบิร์ด เป็นต้น อีกทั้งระบบนี้จะทำให้เกิดความเท่าเทียมในการใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต โดยขณะนี้โรงเรียนในประเทศไทยไม่ว่าจะอยู่ส่วนใดของประเทศ ส่วนมากติดตั้งอินเทอร์เน็ตแล้ว เช่น ระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านดาวเทียมไอพีสตาร์" ผู้ก่อตั้งบริษัทไทยเวนเจอร์ดอทคอม กล่าว

นายชีพธรรม กล่าวต่อว่า ตั้งแต่เริ่มดำเนินการโครงการนี้ โดยการสนับสนุนของ หน่วยงานรับจดโดเมนเนมของประเทศไทยคือ บริษัท ทีเอชนิค (http://www.thnic.net/) ที่ได้ติดตั้งให้กับโรงเรียนนาทรายวิทยาคม อ.ลี้ จ.ลำพูน โรงเรียนหนองบัววิทยายน อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู โรงเรียนบ้านโป่งน้อย ต.สุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ โรงเรียนบ้านขว้าวโค้ง อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ โรงเรียนบ้านหนองยาง อ.ลืออำนาจ จ.อำนาจเจริญ โรงเรียนตากสินทิพย์เทคโน อ.มะขาม จ.จันทบุรี และโรงเรียนเวียงเทพวิทยา อ.สอง จ.แพร่

ผู้ก่อตั้งบริษัทไทยเวนเจอร์ดอทคอม กล่าวด้วยว่า สำหรับ โรงเรียนทั่วประเทศที่สนใจสามารถลงทะเบียน ขอจดโดเมนเนมและติดตั้งระบบ Google Apps โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และจะมีการอบรมการใช้งานในส่วนของกรุงเทพ ในวันที่ 28 มิ.ย.ที่โรงแรมบ้านสิริ และภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ จะมีขึ้นในวันที่ 21 ก.ค. กลุ่มครูและอาจารย์อบรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ผู้สนใจดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ http://www.thaiventure.com/ และสามารถชมภาพของโรงเรียนที่ติดตั้งได้ที่ picasaweb.google.com/thaiventure.com

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ตอนนี้ผมใช้ Google Apps กับเว็บไซต์ 3 เว็บแล้วครับ ผมว่ามันเหมาะมากเลยนะสำหรับบริษัทขนาดเล็กที่ไม่อยากสิ้นเปลืองเวลามาจัดการกับ mail server เพื่อนผมทำงานอยู่บริษัทซอฟท์แวร์แห่งหนึ่ง พนักงานประมาณ 30 คน แต่ mail server มีปัญหาบ่อยมาก วันเสาร์อาทิตย์มักจะไฟตกทำให้เซิร์ฟเวอร์ดับ ใครส่ง mail มาก็จะไม่ได้รับ บางที mail server มีปัญหา ส่ง mail ออกไปแต่ผู้รับไม่ได้รับก็มี นอกจากนี้ยังต้องสิ้นเปลืองแรงของ system admin ในการอัพเดทระบบเพื่อป้องกัน spam mail อีก นี่ถ้าเปลี่ยนมาใช้ Google Apps ซะ ปัญหาจุกจิกพวกนี้ก็จะได้หมดไป

วันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2550

สิ่งที่ผมได้จากการเขียนบล็อก... 1. ซอฟท์แวร์ Notifier2 Full Version ฟรี 2. นิตยสาร Computer Chiang Mai ฟรี

หลังจากที่ผมเขียนบล็อกนี้มาได้สองเดือน ก็มีเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นเกิดขึ้นกับผมถึงสองเรื่อง

เรื่องแรกเกี่ยวข้องกับบทความเรื่อง Notifier2 เช็ค mail มาใหม่ทั้ง Hotmail, Yahoo!, Gmail แถมเช็คคลิกใน AdSense ได้อีกต่างหาก ที่ผมเขียนรีวิวซอฟท์แวร์ที่ชื่อ Notifier2 ไว้ว่าเป็นโปรแกรมเล็กๆ ที่ฝังอยู่ที่ System Tray และจะคอยเช็ค e-mail มาใหม่ได้ทั้งค่าย Hotmail Yahoo! และ Gmail แถมยังเช็คยอดคลิก Google AdSense ได้อีกด้วย

ปรากฎว่าเพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น ฝรั่งที่เป็นผู้พัฒนาซอฟท์แวร์ตัวนี้ได้ส่ง e-mail มาถึงผม บอกว่าเขาเข้ามาเจอบล็อกของผมที่มีลิงค์ไปหาเว็บ Notifier2 แต่เขาอ่านภาษาไทยไม่ออก เขาคลำหา e-mail address ของผมจนเจอ ก็เลยส่งมาถามผมว่าบล็อกของผมมีเนื้อหาเกี่ยวกับซอฟท์แวร์ของเขาหรือเปล่า ผมก็ส่ง e-mail ตอบกลับไปว่าผมชอบซอฟท์แวร์ของเขามาก ก็เลยเขียนรีวิวลงบล็อก

เจ้าของซอฟท์แวร์ก็เลยขอบคุณกลับมา แล้วบอกว่าจะส่งซอฟท์แวร์ Full Version มาให้ผมถ้าผมต้องการ แน่นอนสิครับ ของฟรีใครก็ชอบ ผมก็ตอบรับทันที แต่ก็ต้องไว้เชิงหน่อยด้วยการให้คอมเมนต์กลับไปถึงเขาด้วย โดยผมบอกว่าถ้าซอฟท์แวร์ตัวนี้สามารถเช็ค e-mail จาก Google Apps ได้ด้วยก็จะดีมาก เพราะตอนนี้กระแสเรื่อง Google Apps ในบ้านเราก็เริ่มมาแล้ว โรงเรียนในต่างจังหวัด และธุรกิจ SME บางแห่งก็เริ่มใช้งานกัน ซึ่งผมมองว่าธุรกิจ SME หลายแห่งมีการใช้ e-mail เพื่อพูดคุยกับลูกค้า ถ้ามีโปรแกรมตัวเล็กๆ อย่าง Notifier2 ที่คอยเตือนเมื่อมี e-mail ใหม่เข้ามาก็คงจะดีไม่น้อย จะได้ตอบ e-mail ได้อย่างรวดเร็วโดยที่ไม่ต้องเปิดบราวเซอร์แช่ไว้ที่หน้า Gmail ตลอดเวลา

ทางเจ้าของซอฟท์แวร์ก็รับไอเดียของผมไป คาดว่าอีกไม่นานคงจะมีความสามารถนี้ให้ใช้งานกัน

ส่วนตอนนี้ผมก็ได้ซอฟท์แวร์ Full Version มาใช้งานฟรีครับ สามารถเช็ค e-mail ได้ไม่จำกัดจำนวน และตั้งเวลาให้เช็คบ่อยกว่า 15 นาทีได้ด้วยครับ

เรื่องตื่นเต้นเรื่องที่สองก็คือบทความในบล็อกผมได้ลงตีพิมพ์ในนิตยสารน้องใหม่ที่ชื่อ Computer Chiang Mai เป็นนิตยสารที่จับกลุ่มคนอ่านในจังหวัดเชียงใหม่โดยเฉพาะครับ เมื่อเดือนที่แล้ว บ.ก. ของนิตยสารได้ติดต่อผมมาเพื่อขอนำบทความไปลงในนิตยสาร ผมเองก็ยินดีให้นำไปลงได้ (ใครอยากนำบทความของผมไปใช้ กรุณาติดต่อมาหน่อยนะครับ) ซึ่งมีผลดีในแง่ที่จะได้เผยแพร่เรื่องราวในแวดวงดอทคอมจากมุมมองเชิงธุรกิจให้กว้างขวางมากขึ้น และก็เหมือนผมได้โปรโมทบล็อกนี้ผ่านทางหน้านิตยสารด้วย

วันนี้ผมเพิ่งได้รับนิตยสารที่ทางผู้จัดทำส่งมาให้ ซึ่งเป็นฉบับแรกที่มีบทความของผม บทความแรกที่ถูกนำไปตีพิมพ์ก็คือเรื่อง Google Convergence ยิ่งรวมกัน ชีวิตยิ่งดีขึ้น โดยไม่ต้องมีปาติหาน ตำแหน่งหน้าในนิตยสารที่บทความผมได้ลงตีพิมพ์ต้องถือว่าอยู่ในตำแหน่งที่ดีมาก เป็นคอลัมน์ที่สองของเล่มเลย รู้สึกเป็นเกียรติมากครับที่จะได้ใกล้ชิดกับผู้อ่านชาวเชียงใหม่มากขึ้น ใครที่อยู่เชียงใหม่ก็อย่าลืมอุดหนุนนิตยสาร Computer Chiang Mai นะครับ

ปิดท้ายด้วยเรื่องที่ผมไปพบเข้าในบล็อก Keng.com Pay per post ในไทย เกิดจริงหรือ? เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากครับถ้าเราสามารถสร้างรายได้จากการเขียนบล็อกได้ อาชีพ Blogist ก็จะเกิดขึ้นในไทยทันที ผมมองว่าบล็อกเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เจ้าของสินค้าหรือบริการสามารถใช้เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม บล็อกที่เขียนดีๆ สามารถสร้างการตัดสินใจซื้อได้ทันทีครับ

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

Notifier2 เช็ค mail มาใหม่ทั้ง Hotmail, Yahoo!, Gmail แถมเช็คคลิกใน AdSense ได้อีกต่างหาก

ผมเชื่อว่าหลายๆ คนมี free e-mail เยอะมาก ส่วนตัวผมเองมี 1 Hotmail 2 Yahoo! Mail และ Gmail อีกเท่าไหร่ไม่รู้ ขี้เกียจนับ

mail ที่ผมเช็คบ่อยที่สุดก็คือ Hotmail เนื่องจากผมใช้ Windows Live Messenger ด้วย ซึ่งโปรแกรมจะช่วยเตือนทันทีที่มี e-mail ใหม่เข้ามา ทำให้ผมสามารถ take action ได้ทันที

ทีนี้ผมก็ใช้ Yahoo! Mail ด้วย ซึ่งเป็น mail ที่ผมใช้ก่อนจะย้ายมาใช้ Hotmail แทน ผมคงจะไม่ใช้ Yahoo! Mail ถ้าเพื่อนสมัยเรียนมัธยมกับปริญญาตรีไม่ใช้ Yahoo! Group กัน ตอนนี้นานๆ ผมถึงจะเข้าไปเช็ค Yahoo! Mail ที เพื่อดูว่าเพื่อนๆ คุยอะไรกันบ้าง

ส่วน Gmail นี่ใช้เยอะมาก มีทั้งที่ใช้ส่วนตัว เอาไว้รับไฟล์ใหญ่ๆ จากเพื่อนโดยเฉพาะ มีที่ใช้เป็นบัญชี PayPal เอาไว้รับจ่ายเงิน แถมมีที่ไปทำ Google Apps ไว้อีก ซึ่งปกติแล้วก็ไม่ค่อยได้เข้าไปเช็คหรอกครับ

แต่วันนี้ผม setup เว็บไซต์ตัวหนึ่งขึ้นมา เป็นเว็บไซต์ที่ตั้งใจจะเอามาใช้ทำธุรกิจ ซึ่งผมเสียเงินจดโดเมนเพียงอย่างเดียว ส่วนระบบของเว็บไซต์ทั้งหมด ผมใช้ Google Apps (ไว้วันหลังจะเล่ารายละเอียดอีกที) รวมถึง e-mail ของเว็บไซต์นี้ด้วย

ปัญหาเกิดขึ้นเลยครับ ผมเซ็ต e-mail ตัวหนึ่งขึ้นมาเพื่อใช้รับออเดอร์จากลูกค้าโดยเฉพาะ และผมตั้งใจว่าจะตอบ e-mail ลูกค้าให้เร็วที่สุด แต่การใช้ Gmail โดยที่ไม่ได้ใช้ Google Talk ด้วย มันทำให้ผมไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามี e-mail ใหม่เข้ามาหรือเปล่า นอกจากจะเข้าเว็บ Gmail หรือไม่งั้นก็ต้อง forward mail มาที่ Hotmail แทน

ผมก็เลยหาโปรแกรมที่จะช่วยเตือนผมเวลามี e-mail ใหม่เข้ามา คล้ายๆ กับที่ Windows Live Messenger ช่วยเตือน ซึ่งก็ไปเจอ Gmail Notifier เข้า เป็นโปรแกรมของ Google ที่ช่วยแจ้งเตือนเวลามี e-mail ใหม่ ผมก็ดาวน์โหลดมา แต่ลองใช้ดูแล้วรู้สึกไม่ถูกใจ เพราะผมหาที่ตั้งค่า e-mail address ที่ผมต้องการให้เช็คไม่เจอครับ

ผมเลยนึกดูว่ามันน่าจะมีใครที่ทำซอฟท์แวร์คล้ายๆ แบบนี้ออกมา แต่สามารถเช็คได้ทั้ง Gmail, Hotmail และ Yahoo! Mail ก็เลยไปเจอเข้ากับ Notifier2 ที่มีฟีเจอร์ตามที่ผมต้องการ แถมยังใช้เช็คยอดคลิกและยอดเงิน AdSense ของคุณได้อีกต่างหาก

Notifier Screenหน้าตาของโปรแกรม ผมได้เพิ่ม e-mail เข้าไปสองรายการ และ AdSense อีกหนึ่งรายการ วันนี้ยังไม่มีคนคลิก AdSense ของผมเลยครับ ส่วน e-mail มี 1 ข้อความใหม่

Click Previewถ้าคลิกขวาที่ e-mail address แล้วคลิกที่ Preview

Subject Previewโปรแกรมก็จะแสดง subject ของ e-mail ให้ดู

Click GDriveถ้าใช้ Gmail ก็สามารถคลิกขวาแล้วเลือก GDrive ได้

GDrive Filesโปรแกรมจะแสดง attachment ที่อยู่ใน Gmail ให้ดู ซึ่งสามารถ double click ที่ชื่อไฟล์เพื่อเปิดดูไฟล์ได้เลย

คุณสามารถดาวน์โหลดโปรแกรม Notifier2 ได้ฟรีที่ http://www.notifier2.com/download.htm นอกจากนี้ยังมีเวอร์ชั่นเสียเงิน $9.99 ซึ่งมีความสามารถที่สูงกว่าครับ

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

Triangle of Brand Benefit เว็บไซต์ของคุณมีแบรนด์แบบไหน?

นักการตลาดมีวิธีการแบ่งประเภทแบรนด์หลายวิธี วิธีการหนึ่งที่ใช้กันก็คือ Triangle of Brand Benefit ซึ่งจะแบ่งกลุ่มแบรนด์สินค้าออกตาม benefit ที่ลูกค้าของแบรนด์เหล่านี้ได้รับออกเป็น 3 กลุ่ม

Triangle of Brand Benefit

กลุ่มแรกคือแบรนด์ประเภท Economical ที่ลูกค้ามักจะตระหนักว่าแบรนด์นี้มีจุดเด่นด้านความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคา สินค้าที่มีแบรนด์แบบนี้มักจะมีราคาถูกเมื่อเทียบกับสินค้าชนิดเดียวกันที่ใช้แบรนด์อื่นๆ

กลุ่มที่สองคือแบรนด์ประเภท Functional ซึ่งเป็นที่รู้จักของลูกค้าว่าสินค้าที่ใช้แบรนด์นี้มีความสามารถพิเศษที่แตกต่างจากสินค้าชนิดเดียวกันที่ใช้แบรนด์อื่น เป็นสินค้าที่เหมาะแก่การใช้งานเฉพาะด้าน

กลุ่มที่สามคือแบรนด์ประเภท Emotional ที่อาจจะไม่ได้มีราคาถูก ไม่ได้มีความสามารถเฉพาะทาง แต่เน้นเรื่องอารมณ์ความรู้สึกของลูกค้า เป็นความพึงพอใจทางนามธรรมที่จับต้องไม่ได้ แต่รู้สึกได้

สินค้าที่มีการแบ่งประเภทแบรนด์ตาม Triangle of Brand Benefit ที่เห็นได้ชัดมากก็คือ Consumer Shampoo ที่วางขายอยู่บน shelf ใน supermarket หรือ discount store ไม่ใช่แชมพูระดับหรูที่ขายตาม shop เครื่องสำอาง หรือแชมพูที่ขายผ่านช่องทาง direct sale หรือ network marketing นะครับ

Shampoo Brand

สมมุติว่าเราดูแชมพูของค่าย Unilever ละกัน ค่ายนี้มีแชมพู 3 แบรนด์ แบรนด์แรกคือ Sunsilk ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เน้นด้านราคาเป็นหลัก ลองไปเดินดูตาม discount store ที่มีป้ายแสดงราคาต่อกรัมของแชมพูติดอยู่ที่ shelf ดูครับ จะพบว่า Sunsilk มีระดับราคาที่ 0.2x บาทต่อกรัม

แบรนด์ที่สองคือ Clinic Clear เป็นแบรนด์ที่มุ่งเน้นการใช้งานเฉพาะทางคือเพื่อการขจัดรังแค ถึงแม้ว่าจะมีแชมพูหลายสูตรหลากประเภท แต่ยี่ห้อนี้ก็สื่อถึงความสามารถในการขจัดรังแค

แบรนด์ที่สามคือ Dove เป็นแบรนด์ที่เล่นเรื่องอารมณ์ความรู้สึกของลูกค้าล้วนๆ แพ็กเกจจะดูดีไฮโซกว่าแบรนด์อื่น เน้นการโฆษณาทางโทรทัศน์ให้ดูมีระดับ เพื่อสื่อให้กลุ่มเป้าหมายรู้ว่าแชมพูยี่ห้อนี้เหมาะกับคนมีคลาส

เมื่อแบรนด์เหล่านี้มีจุดเด่นในตัวมันเองอยู่ ก็ต้องพยายามรักษาจุดเด่นนั้นเอาไว้ ถ้า Sunsilk ขึ้นราคาแชมพูให้แพงขึ้น ลูกค้าก็อาจจะหนีไปใช้ Rejoice ของค่าย P&G ก็ได้ ถ้า Head & Shoulders ของค่าย P&G ใช้แล้วขจัดรังแคได้ยอดเยี่ยมจนผมร่วงหัวล้าน แบบนี้ลูกค้าก็คงจะหนีมาซื้อ Clinic แทน และถ้า Dove ทำโฆษณาออกมาได้โลว์ๆ เบๆ ลูกค้าก็อาจจะหนีไปใช้ Pantene ดีกว่า

ทีนี้ถ้าเราลองดูในธุรกิจออนไลน์บ้าง ซึ่งพอจะนำเรื่อง Triangle of Brand Benefit มาประยุกต์ใช้ได้บ้างเหมือนกัน โดยผมจะยกตัวอย่างของ e-mail ที่ผมใช้งานอยู่เป็นประจำ และเป็นการวิเคราะห์โดยใช้มุมมองส่วนตัวของผมที่มีต่อแต่ละแบรนด์นะครับ ซึ่งมุมมองผมอาจจะไม่เหมือนของคุณก็ได้

E-mail Brand ผมมี e-mail ส่วนตัวอยู่หลายๆ ที่ e-mail ที่ผมใช้งานบ่อยที่สุดคือ @hotmail.com เหตุผลที่ใช้งานบ่อยก็คือ Functional ของตัวมันเอง เนื่องจากผมใช้ Live Messenger ด้วย ซึ่งมันถูกผูกเข้ากับ Hotmail เวลาที่ใครส่ง e-mail มาถึงผมที่ Hotmail ผมก็จะรู้และเข้าไปเช็คได้ทันที

ขณะที่ @gmail.com ของค่าย Google ซึ่งผมมองว่าแบรนด์นี้เป็นผู้นำด้านราคา บริการที่คนอื่นคิดเงิน Google จะทำออกมาแข่งแบบไม่คิดเงิน ตอนนี้เวลาที่ผมนึกถึงของฟรี ผมจะนึกถึง Google เป็นที่แรกเลย Gmail ก็เช่นกัน เป็น e-mail ที่ให้พื้นที่เยอะมากและเยอะขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีการคิดเงิน แปลว่าผมสามารถใช้รับและเก็บ e-mail ได้ตามที่ต้องการ ไม่ต้องมาคอยลบ e-mail ทิ้งเหมือน Hotmail ในสมัยก่อนที่ยังให้พื้นที่แค่นิดเดียว Gmail จึงเป็นแบรนด์ Economical สำหรับผม

ส่วน @macroart.net และ @trunganont.com เป็นแบรนด์ Emotional ของผมเอง สิ่งที่ Hotmail และ Gmail ให้ผมไม่ได้ก็คือ Uniqueness หรือความมีเอกลักษณ์เพียงหนึ่งเดียว ในโลกนี้จะมีใครที่มี e-mail แบบนี้ได้อีก? ผมยอมเสียเงินจ่ายค่าเช่าโดเมนเนมปีละไม่กี่ร้อยบาทก็เพื่อเป็นเจ้าของความมีเอกลักษณ์นี้ อย่าง @trunganont.com ซึ่งเป็นนามสกุลของผมเอง ผมได้ผูกโดเมนเนมนี้เข้ากับระบบของ Google Apps และคิดว่าจะใช้เป็น e-mail สำหรับครอบครัวผม อีกหน่อยก็จะมี ชื่อพ่อผม@trunganont.com ชื่อแม่ผม@trunganont.com ชื่อน้องผม@trunganont.com เป็นต้น

ปิดท้ายบทความด้วยเรื่องของการ Globalization ของธุรกิจดอทคอมยักษ์ใหญ่หลายแห่ง ซึ่งบางคนกลัวว่าการขยายตัวของเว็บไซต์อย่าง Google และ eBay เข้ามาในประเทศไทย จะส่งผลกระทบต่อเว็บไซต์ของไทยหรือเปล่า อย่าง Google เองก็มีบริการที่ทั้งดีและฟรี ตัว Search Engine ก็เข้ามาแทนที่ SiamGuru ไปเรียบร้อย บางคนอาจจะกลัวว่าแล้ว Blogger จะเข้ามาแทนที่ Blog Service Provider อย่าง Exteen, BlogGang หรือ DiaryIS หรือเปล่า? และบางคนอาจจะกลัวว่าถ้า eBay เปิดตลาดซื้อขายสินค้าในไทย จะทำให้เว็บอย่าง PantipMarket, ThaiSecondHand, Tarad และ MarketAtHome ต้องถึงจุดจบหรือเปล่า?

ถึงแม้ว่า Blogger จะฟรีและดีมากๆ แต่เว็บไทยก็ยังสู้ได้ด้วยการมุ่งเน้น Emotional Brand ว่าเป็นเว็บที่มี Community ของคนไทย เล่นแล้วได้เพื่อนใหม่ๆ ได้ความรู้สึกอบอุ่นในแบบที่ Blogger ยังไม่มี หรือแม้ว่าถ้า eBay เข้ามาแข่งกับเว็บไทยด้วยการเปิดให้ขายสินค้าได้ฟรีเหมือนกับเว็บไซต์ท้องถิ่นของ eBay หลายๆ แห่งใน South East Asia ประกอบกับความสามารถด้าน E-commerce ของ eBay ที่ครบวงจร แต่สิ่งที่ eBay ยังขาดอยู่ก็คือ Community ของคนซื้อคนขายชาวไทยที่ยังนิยมใช้บริการของเว็บไซต์ซื้อขายสินค้าของไทยอยู่

ถึงแม้ว่าเว็บไซต์ไทยยังได้เปรียบด้าน Emotional แต่ก็ใช่ว่าจะนิ่งนอนใจได้นะครับ เพราะเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกมีเงินมากพอที่จะสร้าง Community ขึ้นมา และสามารถทำให้ความโดดเด่นด้าน Emotional ของเว็บไซต์ไทยหายไปได้ สิ่งที่เว็บไซต์ไทยพอจะทำได้ก็คือพยายามพัฒนาความสามารถของเว็บไซต์ (Functional) ให้พอที่จะแข่งขันได้ ส่วนด้านต้นทุน (Economical) เราคงต้องยอมรับว่าแข่งได้ยาก เพราะเว็บไซต์ระดับโลกที่มีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก ย่อมทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำมากจนเว็บไทยเล็กๆ เทียบไม่ติด

แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเรื่องของ Emotional เว็บไซต์ไทยจะต้องเอาใจใส่กับความต้องการ อารมณ์ และความรู้สึกของผู้ใช้เว็บให้มาก พยายามฟังเสียงของผู้ใช้เว็บให้มากขึ้น ถ้าผู้ใช้รักเว็บนั้นแล้วก็ยากที่จะถอนตัวขึ้นครับ