แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Censorship แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Censorship แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

วันฉัตร ผดุงรัตน์ เจ้าตำนาน Pantip.com

Wanchat Padungrat

คุณรู้จักโลกอินเตอร์เน็ตดีแค่ไหน?...

การจัดอันดับบุคคลแห่งปีของนิตยสาร Time ในครั้งล่าสุด (ประจำปี 2006) ยกย่องให้...‘You’ หรือคุณคนที่อยู่ในโลกของอินเตอร์เน็ตคือคนสำคัญคนนั้น... แสดงให้เห็นว่าโลกอินเตอร์เน็ตสามารถสั่นสะเทือนโลกนอกจอคอมพิวเตอร์ได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน... คุณรู้สึกประหลาดใจกับปรากฏการณ์อันนี้หรือไม่

ถ้าอยากทำความเข้าใจกับสถานการณ์โลกอินเตอร์เน็ตให้ดีกว่าเดิม... คุณน่าจะเริ่มจากทำความรู้จักกับบุคคลคนนี้... เจ้าตำนานเว็บบอร์ดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองไทย

เว็บบอร์ดที่มีไอเดียเริ่มแรกมาจากอี-เมล์ตอบกลับที่มีความยาวเพียง 2 ย่อหน้า! ในขณะที่ปัจจุบันมีคนเข้าออกเว็บของเขากว่า 100,000 คนต่อวัน...

แล้วคุณจะรู้ว่าคนในโลกใบนี้เขาเป็นอยู่ และคิดอย่างไร...

จากคนที่สนใจเรื่องคอมพิวเตอร์ ผ่านขั้นตอนอย่างไรคะถึงกลายมาเป็นผู้ก่อตั้งเว็บบอร์ดดังอย่าง Pantip

มันก็มาเรื่อย ๆ ...ผมเริ่มเปลี่ยนงานมาอยู่กับคอมพิวเตอร์เลยอย่างที่ชอบ จนถึง 8 ปี เรารู้สึกว่ามันอิ่มตัวแล้ว... พอดีเพื่อนชวนมาทำธุรกิจ เออ ๆ คงสนุกดี เลยเปลี่ยนชีวิตใหม่ จังหวะนั้นเป็นจังหวะที่ได้จับอินเตอร์เน็ตครั้งแรก ที่จับคือส่งอี-เมล์ ตอนนั้นเพื่อนทำเป็นการอิมพอร์ตสินค้าจากต่างประเทศมาขาย ด้วยความที่ต้องติดต่อกับต่างประเทศบ่อย ใช้แฟกซ์มันแพงเราเลยซื้อชั่วโมงอินเตอร์เน็ตมา แล้วให้คนจากไต้หวันมาแนะนำการใช้ประโยชน์ แล้วไหน ๆ เราซื้อชั่วโมงอินเตอร์เน็ตอยู่แล้วเลยลองเข้าเว็บค้นหาข้อมูลดู ทำให้รู้ว่าอินเตอร์เน็ตนอกจากอี-เมล์แล้ว ยังมีอะไรอีกมากมายที่น่าสนใจ

ตอนนั้นเป็นธุรกิจมั้ยคะ

ก็พยายามให้เป็นโมเดลที่เราคิด เป็นโมเดลโฆษณาแต่ตอนนั้นที่ผมคิดคือเราทำเป็นแม็กกาซีนออนไลน์ ซึ่งมันน่าจะดี เมื่อเทียบกับแม็กกาซีนที่เป็นกระดาษ โฆษณาแค่ 10 บาทแต่เราเอามาลงเว็บค่าใช้จ่ายไม่เท่าไหร่ ขณะที่แม็กกาซีนทั้งเล่มก็หลายแสน เลยมองว่าต้องเป็นที่กระบวนการผลิตที่ดูดเงินเราไป มีการพิมพ์ เรื่องกระดาษ เรื่องแท่นพิมพ์ เรื่องต้นทุนให้สายส่ง อินเตอร์เน็ตมันเหมือนเป็นการตัดต้นทุนทุกอย่าง แต่ในที่สุดก็ผันตัวเองมาเป็นเรื่องของเว็บบอร์ด ใช่ครับ คือผมไปได้ข้อมูลจากคุณหมอท่านหนึ่งที่มา จุดประกาย จากการที่ผมทำแม็กกาซีนออนไลน์ ผมก็ส่งอี-เมล์ไปทั่วเพื่อโปรโมทเว็บไซต์ คุณหมอท่านนี้ส่งอี-เมล์ตอบกลับมาว่าเว็บคุณเนื้อหาดี แต่น่าจะมีเพลงประกอบสักหน่อยจะได้มีอะไรมากขึ้น ตอนนั้นผมหัดทำเว็บใหม่ ๆ ก็เมล์ไปถามว่าทำไงหรือครับเพลง ทำไม่เป็น คุณหมอบอกไปดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ตัวนี้มา แล้วโค้ดลงไปแบบนี้ก็ใช้ได้แล้ว อี-เมล์ฉบับหลังนี่คือตัวจุดประกาย โดยมีประเด็นอยู่ 2 อย่างคือ คำตอบที่ได้เป็นคำตอบที่ดีมาก แค่สั้น ๆ 2 ย่อหน้า แต่ถ้าใครได้อ่านสามารถสร้างเว็บของ ตัวเองให้มีเพลงประกอบได้ แล้วเกิดคำถามว่าทำไมผมถึงเป็นคนเดียวที่ได้อ่านคำตอบดี ๆ แบบนั้น มันไม่มีวิธีเลยเหรอที่ผมจะให้อีก 10 คน 100 คน 1,000 คนได้อ่าน คนไทยจะได้ทำเพลงใส่ในเว็บเป็น แล้วอีกตัวที่สร้างแรงบันดาลใจก็คือ ผมเรียนด้านไอทีมาตลอด แต่ว่าคนที่ตอบผมเป็นหมอ ดังนั้นเรื่องคอมพิวเตอร์ไม่ได้ถูกขีดวงอยู่แต่ในนักคอมพิวเตอร์ มันกว้างมาก และคนทั่วไปสามารถเข้าถึงเรื่องพวกนี้ได้ อยู่ที่ว่าเราจะหยิบอันไหนมาเล่นอันไหนมาศึกษา

บรรยากาศในช่วงแรก ๆ ของเว็บบอร์ดพันทิปเป็นยังไงคะ

มีพัฒนาการของมันมาเรื่อย ๆ ถ้าเริ่มแรกเลย สองอาทิตย์แรกจะดี แบบว่าถามกันตอบกัน คุยกัน สนุกสนาน แล้วความไม่ดีก็ตามมาในเวลาไม่นานนัก (หัวเราะ) ยุคแรกนี่เขียนแบบไม่มีการตรองอะไรเลย ตอนนั้นคิดว่าคนใช้อินเตอร์เน็ตได้ เขาคงไม่ทำอะไรที่ไม่ดีหรอกน่ะ ด้วยการที่มองโลกในแง่ดี เราก็เขียนโปรแกรมแบบตรง ๆ ใครเขียนอะไรก็ได้ เขียนแล้วขึ้นตรงนั้นเลย จากนั้นก็เจอเลย หลังจากมีความสนุกสนานก็เริ่มมีคนใช้คำหยาบ มีคนมาป่วน ด่ากัน ทะเลาะกัน เริ่มจากตรงคำหยาบ ผมเลยกลับมาทำลิสต์แก้คำหยาบขึ้นมา ตอนแรกได้แค่ 20 คำ แล้วก็ได้คำที่ 21 ตามมาจนน้องที่เป็นคนร่วมงานในตอนแรกเขาเข้ามาเจอผม เขาบอกว่า โห...คนทำเป็นเป็นแบบนี้เองเหรอ ทำไมพี่รู้จักคำหยาบเยอะ ขนาดนี้ ผมบอกเฮ้ยไม่ใช่ นั่นไม่ใช่ตัวตนผม แต่มันจำเป็นต้องสะสม ก็เป็นอะไรที่ตลกดี

พันทิปโดนกระแสโน่นนี่อยู่บ่อยครั้ง ที่เป็นแรงกดดันจากสังคมที่สุด คิดว่าเป็นเรื่องของอะไรคะ

ไม่มีเหตุการณ์เฉพาะ มันเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไป เหมือนกับว่าตอนนี้เราเริ่มมองเห็นจุดเบี่ยงเบนอันหนึ่ง มีแนวโน้มไม่ค่อยดี บางทีเนื้อหาจากอินเตอร์เน็ตทำท่าว่าจะไม่ได้รับความเชื่อถือมากขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนั้นใครอยากจะเขียนอะไร เรื่องโกหก ด่าใครยังไงยังไม่มีระบบป้องกันได้ ในยุคนั้นสังคมมองว่าอินเตอร์เน็ตเป็นสื่อที่เชื่อถือไม่ได้ จากประสบการณ์จริงนี้ ทำให้เรารู้สึกว่าถ้าเราปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป จะทำให้คุณค่าของอินเตอร์เน็ตต่ำลง พอไม่มีใครเชื่อถือแล้วก็จะหมดคุณค่า

แต่ถ้าถามว่าเรามีวิธีการที่จะกรองได้อย่างไรว่าข้อมูลนั้นถูกต้อง เป็นเรื่องจริง

ผมว่าสำหรับคนอ่านนะ ต้องเข้าใจก่อนว่าโลกของข้อมูลมีอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือข้อเท็จจริง เรื่องที่สองเป็นเรื่องของความคิดเห็น ...ผมว่าเป็นเรื่องของความรู้ที่จะต้องฟัง ๆ เอาไว้ แล้วเอามาประกอบกัน อีกอย่างหนึ่งมันเป็นเรื่องของความคิดเห็น และเป็นอะไรที่เป็นประโยชน์ในมุมของอินเตอร์เน็ต แต่ในแง่ของผู้บริโภคผมว่าการใช้ประโยชน์คือการอ่านหลาย ๆ ความคิดเห็น แล้ววิเคราะห์เองว่ากลุ่มความคิดเห็น สาระมันอยู่ตรงไหน อีกอย่างคือรู้จักตัวตนของผู้ที่ให้ความคิดเห็นเลย จะมีประโยชน์ที่สุด ถ้ามองข้อมูลข่าวสารทั้งระบบ ผมมองว่ามีธรรมชาติของมันอยู่แล้ว เราก็ไม่ต้องไปฝืนธรรมชาติ เช่น สมมุติเราวัดเกรดของความน่าเชื่อถือได้ง่าย ๆ อาจจะมี 3 เกรด คือบทความทางวิชาการ เขียนเปเปอร์ ทำธีซิส การวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ต้องเขียนว่าเอามาจากใคร แล้วผลเป็นอย่างไร ต้องผ่านการไตร่ตรองจากอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นการกลั่นกรองเนื้อหา ที่น่าเชื่อถือสูงสุด รองลงมาคือสิ่งที่เราพบในหนังสือพิมพ์ ในคอลัมน์ทั่วไป ไม่ได้ถูกกลั่นกรองเท่างานวิชาการ แต่มีข้อความเนื้อหาที่น่าเชื่อถือมั้ย ก็มี แต่เท่าเนื้อหางานวิจัยมั้ย ยังไม่เท่า ในขณะที่การมาของอินเตอร์เน็ตเป็นการ มาแบบกว้าง ๆ ความเชื่อถือน้อยที่สุด แต่ถ้าเราบอกว่าไม่ได้ เราต้องทำให้มันน่าเชื่อถือมาก ๆ พยายามจะดันให้มาอยู่ที่ 1 หรือ 2 เราก็จะเสียธรรมชาติของมันไป...

เวลาเจอกระแสต่าง ๆ ตรงนี้คนทำเว็บมีหนทาง หรือมีการแก้ปัญหาอย่างไรบ้าง

เราพยายามวางตัวเป็นเวทีให้มากที่สุดสำหรับทุกฝ่าย อย่างสถานการณ์การเมืองที่ผ่านมาซึ่งถือว่าไม่ปกติ ก็มีปิดบ้างประมาณ 2 สัปดาห์ วันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา ทาง คมช. ขอความร่วมมือในการทำให้ทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอย ตอนนั้นก็ปิด จำไม่ได้ว่าอยู่ในระดับไหน น่าจะปิดเลย จากนั้น 2 สัปดาห์ก็เปิดให้สมาชิกเขียนได้ แต่ว่าต้องเป็นสมาชิกด้วยกันที่อ่าน...ตรงนั้นเราต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ลำบาก ...ในตอนนั้นสถานการณ์ยังไม่นิ่ง มีการปลุกระดม จนถึงขั้นไปรวมพลกัน ถ้าหากว่าเกิดความไม่สงบขึ้นมาจริง ๆ คนต้องไปเสียเลือดเสียเนื้อ ผมจะต้องจำไปตลอดว่าเขาเข้ามาอ่านในเว็บผมเขาเลยไปรวมตัวกัน ไปเสียเลือดเสียเนื้อกัน คงทำให้ผมรับไม่ได้ เลยเป็นวิธีนี้ที่ปิดไว้ก่อนดีกว่า

อินเตอร์เน็ตมีอิทธิพลต่อเรามากที่สุดในแง่ไหนคะในความคิดคุณ

ทุกวันนี้เหมือนกับว่าอินเตอร์เน็ตถูกใช้ในทางที่ไม่ดีนัก หมายถึงว่าไม่คุ้มค่านัก อินเตอร์เน็ตผมว่ามันมีพลัง มากที่สุดในเรื่องที่ว่าใช้สำหรับการหาข้อมูล การหาความรู้ เดี๋ยวนี้ใครสักคนอยากหาความรู้ไม่ต้องเข้าห้องสมุดแล้ว เพราะว่าอินเตอร์เน็ตมีหมดทุกอย่าง...แต่ปรากฏว่าการใช้อินเตอร์เน็ตมากที่สุดกลับเป็นเรื่องของความบันเทิง แต่จะบอกว่ามันผิดเหรอ ก็ไม่ผิด กลับมาในเรื่องของความเป็นมนุษย์ ที่ทุกอย่างต้องสมดุลกันทั้งในเรื่องของวิชาการ เรื่องความบันเทิง ที่สุดท้ายมันต้องมารับใช้ รับฟังมนุษย์ แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ในมุมที่ไม่เหมาะสม ต้องยอมรับว่าอินเตอร์เน็ตน่ากลัวเหมือนกัน เช่น เราอยู่ในที่รโหฐานแล้วเราอยากจะเปิดเว็บที่มันไม่เหมาะสม เป็นอะไรที่คลิกเดียว ประเภทต้องตอบว่า yes หรือ no จะเข้าหรือไม่เข้านี่คลิกซ้ายขึ้นสวรรค์ คลิกขวาลงนรก (หัวเราะ) โลกนี้มันง่ายขนาดนั้น

บางทีมีผู้ใหญ่ก็บอกว่าเด็กที่อยู่แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์จะขาดมนุษยสัมพันธ์กับเพื่อน ขาดคนที่เราจะทำความรู้จักในแง่อื่น ๆ

ผมไม่แน่ใจ แต่วัยหลัก ๆ ที่ใช้พันทิปจะเป็นวัยทำงานค่อนข้างเยอะ เด็กสุดก็ระดับมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นก็เหมือนเขาไม่ใช่วัยเด็กแล้ว เขาผ่านขั้นตอนอะไรต่าง ๆ แบบนี้ มันเลยเหมือนปรากฏการณ์ อย่างที่เขาคุยกันในเว็บก็ชอบนัดมีตติ้งกัน ตรงนี้จะไปบอกว่าเขาขาดปฏิสัมพันธ์ได้ยังไง เพราะเขาก็คุยทางอินเตอร์เน็ต แล้วเขาก็มาคุยกันต่อข้างนอก ผมว่าเป็นประเด็นที่อินเตอร์เน็ตสามารถทำได้ ทั้งที่แต่ก่อนไม่สามารถทำได้ สมมุติตอนที่ผมจบใหม่ ๆ ผมเข้าทำงานที่บริษัทใหญ่ คนทำงาน 200-300 คน ตอนนั้นผมสนใจเรื่องหนังสือ เรื่องวรรณกรรม แต่ 300 คนเราไม่มีโอกาสเจอได้ทั้งหมด ซึ่งบางทีอาจจะมีคนสนใจเหมือนเราก็ได้แต่เราไม่รู้ แล้วเมื่ออินเตอร์เน็ตเกิดขึ้น โอกาสที่คนคอเดียวกันจะเจอกันเป็นไปได้มาก แล้วเขาก็ไปสานต่อ ไปปฏิสัมพันธ์หลังจากที่เจอกันเบื้องต้นทางอินเตอร์เน็ตแล้ว

ในฐานะคนก่อตั้งเว็บพันทิป อยากให้โลกในอินเตอร์เน็ตเป็นอย่างไร

ผมอยากให้อินเตอร์เน็ตเป็นตัวแทนของคน ผมนั่งหน้าจอเข้าอินเตอร์เน็ต ระบบจะต้องรู้เลยว่าผมเป็นใคร ในระดับหนึ่งนะ ต้องเป็นการจำลองโลกในลักษณะที่เหมือนจริงพอสมควร อย่างเช่นผมล็อกอินปุ๊บในอินเตอร์เน็ตรู้ว่าผมเป็นใคร แล้วผมอยากเข้าไปในพันทิปอยากคุยกับคนอื่น คนอื่นไม่รู้ว่าผมเป็นใคร แต่ผมรู้ว่าผมเป็นตัวจริง ๆ 100 % การเป็นใครแบบ 100 % จะทำให้ประชาธิปไตยแบบกรีกโบราณเป็นไปได้ อย่างน้อยการเลือกตั้งผ่านอินเตอร์เน็ตเกิดขึ้นได้ ถ้าเมื่อไหร่เขาให้เลือกตั้งผ่านทางอินเตอร์เน็ตแสดงว่าอินเตอร์เน็ตเชื่อถือได้ พอเป็นแบบนี้ก็จะมีเวทีที่เป็นการนำเอาความดิบของความคิดเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ หรือว่าจะใช้การสื่อสารที่เป็นจริงเป็นจังอะไรแบบนี้ จะไปคุยไปแช็ตที่ไหน ทุกอย่างมันสะท้อนความเป็นจริงได้ แต่ถ้าไม่อยากให้สะท้อนสามารถทำได้อีกเช่นกัน ผมว่าถ้าระบบตั้งต้นแบบนี้จะดีกว่า

ที่มา นิตยสารขวัญเรือน


มีเกร็ดไร้สาระจากบทความนี้สองเรื่องครับ

โซฟาสีแดงที่คุณวันฉัตรนั่ง เป็นโซฟาที่บริษัทไม่ได้จ่ายเงินซื้อ แต่เป็นโซฟาที่ได้มาจากบริษัทอื่นอีกทีครับ จริงๆ แล้วบรรยากาศการตกแต่งในออฟฟิศของพันทิปดูค่อนข้าง conservative จัดโต๊ะแบบห้องเรียน เก้าอี้พนักงานสีออกทึมๆ โทนน้ำเงินเข้มๆ หรือเทา แต่เจ้าโซฟาสีแดงแปร๊ดตัวนี้กลับฉีกแนวออกไป เพราะเจ้าของเดิมคือบริษัทที่เช่าออฟฟิศอยู่ที่เดียวกับออฟฟิศของพันทิปในซอยอินทามระ 1 ย่านสะพานควาย แต่สุดท้ายแล้วบริษัทนั้นค้างค่าเช่าออฟฟิศหลายเดือน เจ้าของอาคารออฟฟิศก็เลยเลิกสัญญาเช่า และยึดเฟอร์นิเจอร์เอาไว้ ซึ่งบริษัทนี้เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจด้านการออกแบบกราฟฟิกส์ เฟอร์นิเจอร์ก็เลยดูฉูดฉาดหน่อย พอบริษัทนี้ถูกเลิกสัญญาเช่า พันทิปก็เลยขอเช่าพื้นที่ของบริษัทนี้ต่อเลย และได้โซฟาสีแดงตัวนี้มาใช้งานด้วย

ตอนที่ผมทำงานที่พันทิป ผมชอบเข้างานสายๆ (จริงๆ ต้องเรียกว่าบ่าย) แล้วไปเลิกงานเอาตอนดึกๆ เลย บางทีตอนดึกๆ ผมจะมานอนพักสายตาที่โซฟาตัวนี้สักครึ่งชั่วโมง ถ้าสังเกตดีๆ ตรงกลางโซฟาจะมีรอยยุบลงไป นั่นไม่ใช่ฝีมือของผมนะครับ มันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว เวลานอนก็จะรู้สึกว่าหลังแนบลงไปตามรอยยุบ

โปรแกรมกรองคำหยาบ ตัวแรกเริ่มเป็นโปรแกรมที่คุณวันฉัตรพัฒนาขึ้นมา โดยอาศัยหลักการง่ายๆ คือการนำเอาคำหยาบ 20 คำใส่ลงไปใน array แล้วเขียนโปรแกรมวนลูปเพื่อเช็คว่าพบคำเหล่านี้ในข้อความที่ผู้ใช้ส่งเข้ามาหรือไม่ ผมเป็นคนแรกที่ได้เห็นลิสต์คำหยาบ 20 คำนี้ ซึ่งตอนนั้น innocent มากครับ คือผมไม่รู้จักคำบางคำในลิสต์ ไม่รู้ความหมายของมัน ไม่รู้ว่ามันคือคำหยาบ คิดว่า Blogger คงไม่มีระบบกรองคำหยาบนะ เช่นคำว่า โยนี และ cunt ตอนแรกไม่รู้จริงๆ ว่ามันคืออะไร แต่พอผมเริ่มพัฒนาโปรแกรมกรองคำหยาบตัวใหม่ ก็เลย research ดูว่าคำว่าโยนีคืออะไร จนได้รู้ความหมาย และรู้ว่าเป็นคำสุภาพที่ใช้เรียกน้องจุ๋มจิ๋มของคุณผู้หญิง นอกจากนี้ยังเป็นคำที่ถูกใช้ในพระไตรปิฎกด้วย ผมเลยคิดว่าไม่ควรจะมองว่าคำนี้เป็นคำหยาบ และเอาคำนี้ออกไปจากลิสต์

โปรแกรมกรองคำหยาบที่ผมพัฒนาขึ้นใหม่ น่าจะเรียกได้ว่าเป็นโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดตัวหนึ่งในประเทศไทย จนถึงตอนนี้พันทิปก็ยังใช้โปรแกรมตัวนี้อยู่ มันสามารถเข้าใจว่าคำเหล่านี้คือคำหยาบ

ควย
ค#ว#ย
ค_ย
ค
ว
ย
ฆวย
ฅรวย
หมอย
หี

แต่โปรแกรมจะรู้ว่าคำเหล่านี้ไม่ใช่คำหยาบ

หมอยา
ไหมอย่า
ปาหี่
หีบ

มีเว็บมาสเตอร์หลายเว็บที่ส่ง e-mail มาขอโค้ดโปรแกรมกรองคำหยาบตัวนี้จากผม ซึ่งผมก็ส่งให้ เว็บมาสเตอร์เหล่านั้นได้ดูโค้ดแล้วคงจะคิดว่าทีมงานพันทิปรู้จักคำหยาบเยอะจัง ที่แท้ก็เป็นคนแบบนี้เองเหรอเนี่ย

เฮ้ย... ไม่ใช่นะ นั่นไม่ใช่ตัวตนของผม!

วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2550

ปิดโต๊ะราชดำเนินซะ เพื่อความอยู่รอดของ Pantip.com

จั่วหัวได้การเมืองมาก แต่บล็อกนี้เป็นบล็อกธุรกิจ แง่มุมที่ผมจะเขียนถึงก็เป็นเรื่องธุรกิจครับ ไม่ใช่เรื่องการกำจัดเชื้อชั่วอะไรแต่อย่างใด

ก่อนอื่นเราต้องมาดูกันก่อนว่าสิ่งที่พันทิปอยากให้ราชดำเนินเป็นคืออะไร ถ้าใครเคยเล่นพันทิปสมัยแรกเริ่มเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว โต๊ะราชดำเนินในยุคนั้นเป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการวิเคราะห์ (Analysis) และการสังเคราะห์ (Synthesis) แง่มุมทางการเมือง มีความคิดเห็นที่แตกต่างแต่ไม่แตกแยก การเห็นต่างจะเริ่มต้นด้วยประโยค "ขออนุญาตเห็นแย้ง"

ขณะที่ราชดำเนินยุคนี้กลับกลายเป็นเวทีสำหรับชิงไหวชิงพริบทางการเมือง มีการใช้ถ้อยคำดูหมิ่นหยาบคายต่อกัน ประหนึ่งไม่ใช่คนชาติเดียวกันเลย บทวิเคราะห์และสังเคราะห์ทางการเมืองแทบไม่มีให้เห็น นานๆ ทีถึงจะได้เห็น

สิ่งที่เป็นในปัจจุบันได้ผิดเพี้ยนไปจากสิ่งที่อยากให้เป็นเมื่อครั้งอดีต

ความผิดเพี้ยนนี้ไม่ใช่สาเหตุหลักที่ควรจะปิดราชดำเนิน แต่ความผิดเพี้ยนนี้มันทำให้พันทิปมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นครับ (เข้าเรื่องธุรกิจล่ะนะ)

ทุกวันนี้ราชดำเนินเป็นโต๊ะที่สร้างค่าใช้จ่ายต่อเดือนสูงมาก ค่าใช้จ่ายที่ว่านี้มาในรูปแบบของพนักงานที่ต้องนั่งดูแลกระทู้ ช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ามีการประกาศเตือนสมาชิกที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมอยู่เรื่อยๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหาร แต่ก่อนหน้านั้นก็ใช่ว่าจะไม่มีใครดูแลกระทู้ในราชดำเนิน ทีมงานพันทิปต้องจับตาดูกระทู้ในราชดำเนินมาหลายปีแล้วครับ

ถ้าเอาเงินเดือนพนักงานดูแลกระทู้มาคิดเป็นค่าใช้จ่าย ผมเชื่อว่าเดือนนึงคงหลายหมื่นบาทอยู่ นี่ยังไม่นับค่าเสียโอกาสที่พนักงานที่มีอยู่น้อยนิดจะไปคิดไปทำอย่างอื่นที่ช่วยให้เว็บมีความเติบโตก้าวหน้ามากขึ้น

ดูด้านค่าใช้จ่ายไปแล้ว ลองดูด้านรายรับบ้าง ถ้าเรามองว่าทุกโต๊ะในพันทิปคือสินค้าตัวหนึ่ง โต๊ะราชดำเนินคงเป็นโต๊ะที่มีศักยภาพทางการตลาดที่ต่ำมาก ผมนึกไม่ออกนะว่าสินค้าประเภทไหนเหมาะที่จะโฆษณาในราชดำเนิน นอกจากลูกอมฮอลล์รสตะไคร้ เวลาอ่านกระทู้ในราชดำเนินให้อมฮอลล์ไปด้วย จะได้ใจเย็นๆ (ไม่โกรธเหรอ...ไม่... ไม่อิจฉาเหรอ...ไม่...) นอกจากนี้ก็นึกไม่ออกแล้ว

ถ้าลองเปิดดูราชดำเนินในตอนนี้ จะพบว่ามีแบนเนอร์โฆษณาของลูกค้าเพียงชิ้นเดียว ก็คือแบนเนอร์โปรโมทการมีส่วนร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในอดีตที่ผ่านมาก็อาจจะมีโฆษณาอย่างอื่นบ้าง เช่น โฆษณาโปรโมทรายการโทรทัศน์ของคุณสมัคร

ถ้าลองเทียบกับโต๊ะเฉลิมไทยดู เป็นโต๊ะที่มีโฆษณาเยอะมาก โฆษณาเต็มทั้งปี ขณะที่โต๊ะราชดำเนินไม่มีโฆษณา ไม่สร้างรายรับ แถมยังเป็นตัวสร้างรายจ่ายหลักของพันทิปอีก เป็นไปตามกฎ 20/80 คือใช้จ่ายไป 80 เพื่อสร้างรายได้เพียง 20 (หรืออาจจะต่ำกว่านี้)

บางคนมองว่าคนส่วนใหญ่ของโต๊ะราชดำเนินคือกลุ่มคนรักทักษิณ แต่คนส่วนใหญ่ของโต๊ะเฉลิมไทยคือกลุ่มคนไล่ทักษิณ ถ้าพูดแบบตรงไปตรงมา เงินที่เอามาดูแลพื้นที่ให้คนรักทักษิณใช้ ก็คือเงินที่คนไล่ทักษิณหามา

ผมเลยคิดว่าจริงๆ แล้วโต๊ะราชดำเนินอาจจะไม่เหมาะที่จะดำเนินงานอยู่ภายใต้รูปแบบขององค์กรธุรกิจที่แสวงหากำไร ภายใต้ชื่อ บริษัท อินเตอร์เน็ตมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่พัฒนาเว็บพันทิปก็ได้

ลองคิดดูสิ ถ้าเปิดราชดำเนินต่อไป ICT จะปิดทั้งเว็บพันทิปเลย (อันนี้ quote มาจากข้อความที่พันทิปติดประกาศในราชดำเนินในช่วงที่ถูกปิด) ปิดทั้งเว็บนี่หมายถึง core business ได้รับผลกระทบไปหมด ลูกค้าที่จ่ายเงินซื้อพื้นที่โฆษณาก็จะไม่ได้รับการบริการตามที่ข้อสัญญาระบุไว้ คนเล่นพันทิปที่ไม่สนใจเรื่องการเมืองก็ไม่มีเว็บให้เล่นอีก ฯลฯ

ถ้าจะให้ธุรกิจของพันทิปอยู่รอดต่อไป ก็ควรจะเอาเรื่องการเมืองออกไปจากเว็บซะ

ผมเชื่อว่าเรื่องการเมืองควรจะดำเนินงานภายใต้องค์กรไม่แสวงหากำไร อาจจะตั้งเป็นมูลนิธิก็ได้ เช่น Democratic Online Community Foundation (DOCF) หรือ มูลนิธิชุมชนออนไลน์เพื่อประชาธิปไตย เป็นมูลนิธิที่ดำเนินกิจกรรมให้บริการเว็บบอร์ดรวมถึงบริการอื่นๆ อย่างเป็นกลาง รายได้ของมูลนิธิมาจากเงินบริจาคของประชาชน ที่สำคัญคือผู้บริจาคจะต้องไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการดำเนินงานของมูลนิธิ ไม่สามารถเข้าไปบิดเบือนการแสดงความคิดเห็นในเว็บได้

การหารายได้จากเงินบริจาคน่าจะเป็นรูปแบบที่เหมาะสมที่สุด จะได้ไม่มีปัญหาเหมือนในช่วงที่ผ่านมาที่รายการของคุณสมัครมาซื้อโฆษณาในราชดำเนิน ทำให้ภาพของราชดำเนินกลายเป็นโปรไทยรักไทยทันที ทั้งที่คนขายโฆษณาให้พันทิปก็คือเนชั่นมัลติมีเดีย ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าต่อต้านทักษิณ แต่ฝ่ายขายโฆษณาทำงานอย่างเป็นกลางทางการเมือง เพราะ KPI ของฝ่ายขายคือยอดขายที่เพิ่มขึ้น ก็เลยมีแบนเนอร์ที่เป็นขั้วการเมืองหลุดเข้ามาในราชดำเนิน ทำให้ภาพลักษณ์ของเว็บดูไม่เป็นกลางในที่สุด

การจัดตั้งมูลนิธิไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก (ไม่รู้ว่ามีเงื่อนไขทางกฎหมายหรือเปล่า คงต้องถามผู้รู้) แต่ที่ยากก็คือการหาผู้บริหารมูลนิธิที่เหมาะสม เหมาะสมในที่นี้ก็คือการวางตัวอย่างเป็นกลาง เปิดรับความคิดเห็นจากทุกฝ่ายอย่างแท้จริง ผู้บริหารมูลนิธิจะต้องยอมสูญเสียเสรีภาพส่วนตัวในการแสดงความคิดเห็นว่าเขารักหรือเกลียดขั้วการเมืองใด เพื่อให้ภาพของมูลนิธิดูเป็นกลางมากที่สุด

นอกจากนี้ ผู้บริหารมูลนิธิยังต้องเป็นคนที่ยืนหยัดเพื่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของมวลชน ขณะที่ต้องสร้างสมดุลของความเหมาะสมและความสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นด้วย ไม่ใช่ว่าปล่อยให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ แต่ 90% ของข้อความไม่มีความสร้างสรรค์เลย มีแต่การใช้ข้อความหยาบคาย ดูหมิ่นเสียดสีกัน ซึ่งทำให้เงินบริจาคของประชาชนถูกใช้ไปอย่างไม่เกิดประโยชน์

โต๊ะราชดำเนินจะต้องถูกแยกออกมาเป็นเว็บไซต์ต่างหาก คล้ายๆ กับโต๊ะโทรโข่งที่แยกออกมาเป็น torakhong.org การแยกเว็บไซต์นี้จะช่วยให้เว็บพันทิปไม่ได้รับความเดือดร้อนในกรณีที่ถูกบล็อก แต่ที่เหนือกว่านั้นก็คือระบบของราชดำเนินจะต้องเป็นคนละระบบกับที่พันทิปใช้อยู่

ระบบของพันทิปในปัจจุบันคือการให้สมาชิกเว็บต้องยืนยันตัวตนด้วยหมายเลขบัตรประชาชน บางคนอาจจะไม่เข้าใจว่าทำไปเพื่ออะไร เนื่องจากพันทิปสื่อสารออกมาได้ไม่ดีนัก ปลายทางสุดท้ายของระบบนี้ก็เพื่อให้สังคมดูแลกันเองได้ สมาชิกแต่ละคน ไม่ว่าจะรวยหรือจน ไม่ว่าจะเก่งหรือไม่เก่ง ทุกคนมีสิทธิ์หนึ่งเสียงเท่ากันหมด ทุกคนสามารถใช้ "หนึ่งสิทธิ์" ของตัวเองในการเลือกผู้แทนชุมชนขึ้นมาบริหารงานเว็บได้ พันทิปจะกลายเป็นเว็บที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตยขึ้นมาทันที แต่การจะทำให้ "หนึ่งสิทธิ์" เกิดขึ้นได้ ก็ต้องการการยืนยันตัวตน หมายเลขบัตรประชาชนจึงถูกนำมาใช้

แนวคิดดีมากครับ แต่ยังมีปัญหาด้าน implementation ที่เห็นชัดๆ ก็มีอยู่สองจุด

จุดแรกคือการใช้หมายเลขบัตรประชาชนยังมีรูรั่วอยู่ เพราะยังไม่มีวิธีการยืนยันตัวตนว่าคนที่เอาหมายเลขบัตรประชาชนมาสมัครสมาชิก คนนั้นเป็นเจ้าของบัตรตัวจริงหรือเปล่า หรือเป็นวอร์รูมพรรคการเมืองที่เอาเลขบัตรประชาชนของตาสีตาสามาใช้ รูรั่วนี้ส่งผลกระทบออกมาแล้วสองเฟส เฟสแรกคือช่วงที่คนส่วนใหญ่ยังเชื่อถือในระบบนี้อยู่ว่าคนเป็นสมาชิกแบบยืนยันตัวตน เป็นคนที่เชื่อถือได้ แต่มันก็ทำให้คนหนึ่งคนที่มีบัตรประชาชนหลายใบได้ใช้ประโยชน์จากรูรั่วนี้ในการสร้างกระแสสังคม เฟสที่สองคือช่วงที่คนเริ่มไม่เชื่อมั่นกับระบบนี้แล้ว มันก็เลยกลับไปที่จุดเริ่มต้นว่า "หนึ่งสิทธิ์" ยังไม่เกิดขึ้นจริง

ปัญหาด้าน implemetation จุดที่สองก็คือการถูกยกเลิกความเป็นสมาชิก ทำให้สมาชิกที่เป็นพวก "หนึ่งสิทธิ์" จริงๆ ต้องสูญเสียโอกาสในการแสดงความคิดเห็นบนเว็บไซต์ทันที เสมือนกับว่าคุณเป็นคนไทย มีบัตรประชาชน แต่วันหนึ่งคุณถูกยกเลิกความเป็นคนไทย และต้องถูกอัปเปหิออกไปจากประเทศไทยทันที ปัญหานี้เกิดขึ้นอย่างมากกับกลุ่มคนที่ไล่ทักษิณ จากการที่ได้คุยกับทีมงานพันทิปที่ดูแลเรื่องสมาชิกโดยตรง ทำให้ทราบว่าพันทิปไม่ได้รับเงินมาจากพรรคการเมืองเพื่อเลือกปฏิบัตินะครับ แต่มาตรฐานของพันทิปคือความคิดเห็นต้องเป็นไปอย่างเหมาะสมตามกรอบกติกา แต่ปัญหามันอยู่ที่กลุ่มคนไล่ทักษิณถูกบิ๊วอารมณ์มาในช่วงเย็นวันศุกร์ก่อนการรัฐประหาร พอกลับจากชุมนุมก็มาสาดเสียเทเสียกันในเว็บ ซึ่งทีมงานที่ดูแลกระทู้ก็ตามลบกันไม่ไหว สุดท้ายก็เลยต้องยกเลิกสมาชิกเพื่อระงับเหตุ ขณะที่ฝ่ายคนรักทักษิณในตอนนั้นยังเป็นฝ่ายตั้งรับ ก็ยังไม่ได้ใช้ข้อความอะไรที่รุนแรงมาก แต่พอหลังรัฐประหาร กลุ่มคนรักทักษิณเริ่มมีอารมณ์มากขึ้น ซึ่งเราก็ได้เห็นรายชื่อสมาชิกที่ถูกตักเตือนประจานบนเว็บ บางคนถามว่าทำไมกลุ่มคนไล่ทักษิณถึงถูกยกเลิกสมาชิกโดยไม่ได้รับการตักเตือน ขณะที่กลุ่มคนรักทักษิณถูกตักเตือนโดยไม่ยกเลิกสมาชิก แบบนี้ double standard หรือเปล่า คำตอบก็คือเพราะสถานการณ์มันเปลี่ยนไป กลยุทธ์การรับมือสมาชิกก็เปลี่ยนไป ถ้าจะเปรียบเทียบ ก็ต้องเทียบภายใต้ตัวแปรเดียวกัน คือในช่วงเวลาเดียวกัน ความผิดแบบเดียวกัน ในช่วงก่อนรัฐประหาร ไม่ว่าจะฝ่ายไหนก็ตาม ถ้าใช้ข้อความที่รุนแรงเกินควรก็จะถูกยกเลิกสมาชิกเหมือนกัน เพียงแต่ฝ่ายไล่ทักษิณจะโดนมากกว่าเพราะถูกบิ๊วอารมณ์มาหนักกว่า

ด้วยปัญหาทั้งสองอย่างนี้ ผมเลยมองว่าราชดำเนินไม่ควรจะใช้ระบบเดียวกับพันทิป แต่ควรจะแยกเว็บไซต์ออกมาและใช้ระบบที่ถูก customize ให้เหมาะสมสำหรับวัฒนธรรมของเว็บ คล้ายกับที่ torakhong.org ก็มีระบบที่แตกต่างไปจากของพันทิป

ส่วนเรื่องระบบที่ดีควรจะเป็นอย่างไรนั้น ผู้บริหารมูลนิธิจะต้องหาคำตอบให้ได้

ผมเชื่อว่าถ้าเราจัดตั้งเป็นมูลนิธิ และแยกโต๊ะราชดำเนินออกไปเป็นเว็บต่างหาก ทุกฝ่ายจะ win-win ทางพันทิปซึ่งเป็นองค์กรแสวงหากำไร จะได้นำทรัพยากรของบริษัทที่มีอยู่อย่างจำกัดไปใช้ทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์กว่านี้ ส่วนฝ่ายคนเล่นเว็บเองก็ยังมีช่องทางให้แสดงความคิดเห็นได้ ไม่ใช่ว่าราชดำเนินถูกปิดแล้วต้องไปสิงสถิตอยู่ในโต๊ะอื่นให้ขาประจำโต๊ะนั้นเบื่อหน่ายและออกมาขับไล่ไสส่ง

Please don't block these 5 web sites ฆ่าผมทิ้งเสียดีกว่าถ้าจะบล็อกห้าเว็บนี้

ขอเกาะกระแสบล็อกเว็บไซต์ YouTube เสียหน่อย ผมเชื่อว่าชาวออนไลน์ทุกคนคงจะมีกิจกรรมออนไลน์หลายอย่างที่ต้องทำในแต่ละวัน มีหลายเว็บไซต์ที่ต้องเข้าเป็นประจำทุกวัน เคยลองนึกดูไหมครับว่ามีเว็บไซต์อะไรบ้างที่ถ้าโดนบล็อก มันจะทำให้ชีวิตออนไลน์ของคุณดับวูบลงทันที

นี่คือ 5 อันดับเว็บไซต์ที่ผมรู้สึกว่าขาดไม่ได้ ถ้าเว็บไซต์เหล่านี้ถูกบล็อก ผมก็ไม่รู้จะเปิดคอมพิวเตอร์ไปทำไม


อันดับที่ 5 - Hotmail

Hotmail

E-mail ที่ผมใช้เป็นประจำคือ Hotmail ครับ ต้องเข้าไปเช็คทุกวันว่ามี mail ใหม่เข้ามาหรือเปล่า บางวันที่ไม่มี mail ใหม่เลย ก็จะรู้สึกเหงาๆ ว่าทำไมไม่มีใครส่ง mail ให้เราเลยนะ บางวันที่มี mail ใหม่มา 2 - 3 ฉบับ แต่เห็นหัวข้อก็รู้แล้วว่ามาชวนทำธุรกิจหรือขายยาเพิ่มขนาดน้องชาย แบบนี้ก็เซ็งหน่อยที่ต้องมานั่งลบ แต่ถ้าวันไหนมี mail มาซัก 5 ฉบับ และชื่อคนส่งก็เป็นเพื่อนๆ ที่รู้จักกัน แบบนี้จะรู้สึกดีครับ เพราะส่วนใหญ่เพื่อนจะส่ง forward mail ที่น่าสนใจมาให้อ่านแก้เซ็ง

ถ้าวันไหนผมเข้า Hotmail ไม่ได้ ผมคงรู้สึกกระวนกระวายใจว่าจะมีใครส่ง mail สำคัญมาหาหรือเปล่า และถ้าจะให้ผมทรมานยิ่งกว่านั้น ก็ต้องปล่อยให้โปรแกรม MSN Messenger แจ้งผมว่ามี mail ใหม่กี่ฉบับได้ตามปกติ แต่บล็อกไม่ให้ผมเข้าไปดู Inbox ของตัวเองได้เลย

ถ้า Hotmail ถูกบล็อก ก็มาฆ่าผมทิ้งเสียเลยดีกว่า!


อันดับที่ 4 - Pantip

Pantip

เป็นเว็บที่เหมาะสำหรับใช้ฆ่าเวลาว่างของผม การได้เข้าไปไล่อ่านกระทู้ในหน้ารวมมิตรของคาเฟ่ เป็นสิ่งที่เพลิดเพลินใจดีเหลือเกิน บางครั้งเจอกระทู้แปลกๆ หรือขำๆ ผมก็มักจะส่งต่อให้เพื่อนๆ ดู หรือบางทีเพื่อนก็ชอบส่งกระทู้มาให้อ่าน กระทู้ที่ผมชอบคลิกเข้าไปอ่านเป็นพิเศษคือกระทู้ที่จั่วหัวข้อว่า "ติดเรท" ซึ่งมักจะเป็นกระทู้ในโต๊ะสวนลุม หรือบางทีกระทู้ของโต๊ะหว้ากอก็น่าสนใจถ้าหัวข้อกระทู้เป็นเรื่องแปลก หรือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราเคยสงสัยแต่ไม่เคยคิดจะถามใคร กระทู้ของโต๊ะก้นครัวก็น่าคลิกเข้าไปดูรูปอาหารอร่อยๆ ผมเคยนั่งไล่หากระทู้ที่สมาชิกทำอาหารแล้วถ่ายรูปมาอวดกันโดยเฉพาะเลย ถึงจะไม่ได้กินของจริง ขอแค่ได้เห็นรูปก็ยังดี

ถ้าวันไหนผมเข้า Pantip ไม่ได้ ผมคงจะมีเวลาว่างเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลย ช่วงแรกๆ ผมคงจะกลายเป็นคนย้ำคิดย้ำทำ คอยแต่จะคลิกเข้าเว็บ Pantip ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันเข้าไม่ได้ แต่ก็เผลออยู่เรื่อยเชียว คงนั่งฟุ้งซ่านและบ่นกระปอดกระแปดกับเพื่อนๆ ว่าจะมีเว็บบอร์ดที่ไหนที่ครบเครื่องได้เท่ากับ Pantip อีก

ถ้า Pantip ถูกบล็อก ก็มาฆ่าผมทิ้งเสียเลยดีกว่า!


อันดับที่ 3 - DiaryIS, Exteen

DiaryIS

ทั้งสองเว็บนี้เป็นแหล่งรวมเว็บบล็อกที่ผมเป็นขาประจำ เฝ้าติดตามอ่านอยู่ทุกวัน รวมๆ กันก็มากกว่าสิบบล็อกครับ นอกจากนี้ผมยังมีบล็อกของตัวเองที่เขียนอยู่บนสองเว็บไซต์นี้ด้วย ความทรมานจากการไม่มีเว็บให้เขียนบล็อกยังไม่รุนแรงเท่าไหร่ เพราะสามารถหาเว็บบล็อกที่อื่นเขียนได้ แต่ความปวดร้าวใจจากการที่ไม่ได้อ่านบล็อกเจ้าประจำนี่สิ ที่ DiaryIS ผมจะชอบอ่านไดอารี่ของสาวๆ น่ารักๆ ที่ชอบเอารูปของตัวเองมาโพสต์ ไดอารี่ไหนที่เจ้าของโพสต์รูปตัวเองบ่อย ยิ่งชอบเข้าไปดู ส่วนที่ Exteen ผมจะชอบอ่านบล็อกที่มีเนื้อหาน่าสนใจ บล็อกที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับโฆษณา การตลาด หรือแม้แต่บล็อกที่มีการ์ตูนให้อ่านคลายเครียด

ถ้าวันไหนผมเข้า DiaryIS, Exteen ไม่ได้ ผมคงจะไม่มีอะไรทำในช่วงกลางคืนซึ่งเป็นเวลาที่ผมจะเข้าไปไล่อ่านบล็อกเจ้าประจำ ผมคงต้องเข้านอนเร็วเพราะไม่รู้จะออนไลน์ไปทำอะไร แล้วผมก็จะนอนไม่หลับเพราะปกติเป็นคนนอนดึกมาก พอนอนไม่หลับผมก็จะกระสับกระส่ายไปจนเช้า หลังจากนั้นก็คงจะนั่งคิดว่าเจ้าของไดอารี่จะมีชีวิตเป็นอย่างไรแล้ว คนเขียนบล็อกจะย้ายไปเขียนที่เว็บอื่นหรือเปล่า

ถ้า DiaryIS, Exteen ถูกบล็อก ก็มาฆ่าผมทิ้งเสียเลยดีกว่า!


อันดับที่ 2 - Windows Live Messenger, Skype

Skype

ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เว็บไซต์ แต่ก็เป็นโปรแกรม Instant Messenger ที่ผมใช้งานทุกวัน ใช้งานในที่นี้ไม่ใช่ว่าใช้แชทอะไรมากมายหรอกนะ แค่ใช้ออนไลน์เฉยๆ ใช้ดูว่ามีเพื่อนคนไหนออกไลน์อยู่บ้าง ดูว่าเพื่อนแต่ละคนเขียน personal message ว่าอะไร และดูว่าเพื่อนแต่ละคนเปลี่ยน display ของตัวเองหรือยัง หลักๆ ก็ใช้งานแค่นี้แหละ ส่วนที่ใช้เสริมขึ้นมาก็คือใช้แชทไปหาเพื่อน กับให้เพื่อนแชทมาหา จริงๆ แล้วผมมีกลุ่มเพื่อนออนไลน์ที่ใช้ Skype ในการคุยเป็นกลุ่มทุกวันและทั้งวัน พอเช้าขึ้นมา เปิดคอมพิวเตอร์ออนไลน์ปุ๊บ ก็จะมี message ที่เพื่อนกลุ่มนี้คุยกันโผล่ขึ้นมาทันที ถ้าไม่ยาวมากก็นั่งอ่านกันไป ส่วนใหญ่ผมจะชอบคลิกดูเว็บที่เพื่อนในกลุ่มเอามาบอกกันในแชท

ถ้าวันไหนผมเข้า Windows Live Messenger, Skype ไม่ได้ ผมจะระแวงว่า account ผมถูกขโมยหรือเปล่า ผมจะลองเข้าผ่านเว็บดูเพื่อพิสูจน์ว่าไม่ได้ถูกขโมย แต่ถ้าเข้าผ่านเว็บก็ไม่ได้อีก ผมคงจะยิ่งกระวนกระวายใจมากขึ้น และคงโทรถามเพื่อนๆ คนอื่นว่าเข้าได้ไหม ถ้าทุกคนก็เข้าไม่ได้เหมือนกัน ผมก็จะนั่งเล่นเว็บอื่นไปเรื่อยๆ และลองพยายามเข้าซ้ำทุก 5 นาที

ถ้า Windows Live Messenger, Skype ถูกบล็อก ก็มาฆ่าผมทิ้งเสียเลยดีกว่า!


อันดับที่ 1 - Google

Google

สุดยอดเว็บไซต์ที่ผมใช้บริการทุกวัน วันละหลายครั้ง ยิ่งถ้าเป็นช่วงที่ต้องเขียนรายงานหรือทำ presentation ส่งอาจารย์ ยิ่งใช้งาน Google หนักขึ้น อย่างช่วงที่ไม่ได้อัพเดทบล็อกไป 3 - 4 วัน ก็เพราะนั่งเขียนรายงานอยู่ ซึ่งต้องค้นข้อมูลหนักมากเพื่อนำมาใช้อ้างอิงในรายงาน ผมประมาณดูว่าใช้ Google ไม่ต่ำกว่าวันละ 100 ครั้งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา นอกจาก Google จะช่วยผมทำรายงานได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์แล้ว ยังช่วยให้ข้อมูลในสิ่งที่ผมอยากรู้ได้ทันที บางทีผมนึกสงสัยอะไรขึ้นมา ผมก็เข้า Google นึกอยากลองหาชื่อพ่อแม่เพื่อนดู ก็เข้า Google นึกอยากรู้ประวัติของคนที่เขียนกระทู้หรือบล็อก ก็เข้า Google อีก อะไรๆ ก็ให้ Google ช่วยหาให้ตลอด

ถ้าวันไหนผมเข้า Google ไม่ได้ ผมคงต้องไปใช้บริการห้องสมุดเวลาที่จะเขียนรายงาน คงต้องไปเดินหาหนังสือที่เกี่ยวข้องตามชั้นหนังสือ พอเจอเล่มที่คิดว่าจะมีข้อมูล ก็ต้องเปิดดูสารบัญ ถ้าไม่มีหัวข้อน่าสนใจก็เก็บหนังสือคืนที่เดิมและหาเล่มใหม่ ถ้าเจอหัวข้อน่าสนใจก็เปิดไปดูเนื้อหาข้างใน แล้วก็ต้องสแกนอ่านเร็วๆ เพื่อที่ท้ายที่สุดแล้วจะพบว่าเนื้อหานี้ยังไม่ใช่ที่ต้องการ ต้องเดินหาเล่มอื่นต่อไป กว่าจะเขียนรายงานเสร็จคงใช้เวลาเป็นเดือน

ถ้า Google ถูกบล็อก ก็มาฆ่าผมทิ้งเสียเลยดีกว่า!


คุณล่ะครับ มี 5 เว็บไซต์ที่ภาวนาว่าขออย่าให้ถูกบล็อกเลยบ้างไหม?