แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Viral Marketing แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Viral Marketing แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

ThaiBlog.info - Thai Blogger Collaboration เมื่อนักเขียนบล็อกชาวไทยร่วมมือกัน

ไปเจอแคมเปญดีๆ สำหรับนักเขียนบล็อกจากบทความเรื่อง มารีวิว ThaiBlog.info เพื่อรับสิทธิ์เป็น Featured Links กันเถอะ ในเว็บไซต์ Keng.com บิดาแห่งบล็อกเมืองไทยเข้าครับ แคมเปญนี้ดูเรียบง่าย แต่เบื้องลึกแล้วมีประเด็นที่น่าสนใจอยู่หลายอย่าง

ขอเล่าแบบย่อๆ ว่าแคมเปญนี้มีอะไรบ้าง ส่วนรายละเอียดต่างๆ เข้าไปดูในลิงค์เองนะครับ แคมเปญนี้เปิดให้นักเขียนบล็อกชาวไทยร่วมกันรีวิวเว็บไซต์ ThaiBlog.info แบบง่ายๆ เพื่อแลกกับสิทธิ์ในการที่บล็อกของคุณจะได้เป็น Featured Links ของเว็บไซต์ ThaiBlog.info ฟรีเป็นเวลา 1 ปี

ThaiBlog.info

ประโยชน์ที่ผู้เข้าร่วมแคมเปญนี้จะได้รับก็คือการได้ตำแหน่งในการโปรโมทบล็อกของคุณที่โดดเด่นขึ้นมาจากตำแหน่งปกติ อย่างที่ผมดูในหมวด "การสร้างและตกแต่ง blog >> การทำ blog" พบว่ามีบล็อกที่อยู่ในตำแหน่ง Regular Links ถึง 13 บล็อก ซึ่งดูละลานตามาก แต่บล็อกที่อยู่ในตำแหน่ง Featured Links กลับดูโดดเด่นขึ้นมาทันที

บางคนบอกว่า benefit แค่นี้ไม่เห็นจะดีเลย เว็บ ThaiBlog.info มีคนเข้าวันละกี่คนกันเชียว แล้วจะมีกี่คนที่เข้ามาดูในหมวดย่อยแต่ละหมวด แต่ต้องไม่ลืมครับว่ายังมี benefit อีกข้อก็คือ ปัจจุบันนี้มีบล็อกสัญชาติไทยมากกว่า 300 บล็อกที่ทำลิงค์มายังเว็บ ThaiBlog.info ตามกติกาที่เว็บไซต์กำหนดขึ้นสำหรับบล็อกที่ต้องการโปรโมทผ่านเว็บนี้ การถูกลิงค์มาจากหลายๆ เว็บไซต์ ทำให้ ThaiBlog.info มี PageRank ที่สูงขึ้น และในทางกลับกัน เว็บไซต์ที่ถูกลิงค์จาก ThaiBlog.info ก็จะมี PageRank ที่ดีขึ้นด้วยเช่นกัน นั่นหมายความว่าบล็อกของคุณจะมีตำแหน่งที่ดีขึ้นใน Google ครับ

แต่ที่เหนือไปกว่านั้นก็คือกลยุทธ์นี้กำลังสร้าง Viral Marketing ด้วยการให้นักเขียนบล็อกเป็นผู้โฆษณาเว็บไซต์นี้ให้ โดยมี benefit แลกเปลี่ยนคือการได้เป็น Featured Links นั่นเอง ใครที่ได้อ่านรีวิว ThaiBlog.info จากบล็อกต่างๆ ก็จะเริ่มสนใจที่จะโปรโมทบล็อกของตัวเองผ่าน ThaiBlog.info บ้าง และนั่นหมายถึง PageRank ของทั้ง ThaiBlog.info และบล็อกที่ถูกลิงค์จากที่นี่จะเพิ่มสูงขึ้นไปด้วยครับ

วิธีการแบบนี้ ในโลกของ Web 2.0 เรียกว่า Collaboration ก็คือการที่ทุกคนร่วมกันอุทิศอะไรบางอย่างให้กับส่วนรวม แล้วส่วนรวมก็จะให้ผลตอบแทนกลับไปหาผู้ร่วมอุทิศด้วย ในที่นี้ส่วนรวมก็คือ ThaiBlog.info ส่วนนักเขียนบล็อกชาวไทยก็คือผู้ร่วมอุทิศนั่นเอง

วันอังคารที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2550

Scarcity Marketing การตลาดแบบสินค้าขาดแคลน เมื่อของดีมีน้อยจัง

ช่วงนี้มีร้านอาหารอินเทรนด์เปิดใหม่ขึ้นมาอีกร้านแล้ว ชื่อร้าน MOS Burger ซึ่งเป็นร้านขายแฮมเบอร์เกอร์ชื่อดังจากญี่ปุ่น เป็นที่ร่ำลือกันว่าอร่อยกว่า Mc Donalds ซึ่งผมเองก็ยังไม่มีโอกาสได้ทดลอง เพราะเท่าที่อ่านตามกระทู้ ทำให้ทราบว่าต้องรอคิวนานมาก บางคนครึ่งชั่วโมง บางคน 45 นาที

MOS Burger Teriyaki Chicken เบอร์เกอร์ไก่เทอริยากิ

นึกถึงสมัยที่ Rotiboy มาเปิดใหม่ๆ นะครับ คนไปต่อคิวกันเป็นชั่วโมง ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย อุตส่าห์ไปต่อคิวตั้งแต่ร้านเปิดตอนเจ็ดโมงครึ่ง แต่มีเรียนตอนเก้าโมงเช้า กว่าจะได้ขนมปังมา 4 ก้อนก็ตอนเก้าโมงครึ่ง ทุกวันนี้คงไม่มีใครไปต่อคิวซื้อขนมปังเม็กซิกันรสกาแฟแล้ว

MOS Cheese Burger มอสชีสเบอร์เกอร์

แต่ผมเชื่อว่า MOS Burger คงไม่ใช่อาหารแฟชั่นที่มาไวไปไวแบบ Rotiboy อย่างน้อยทุกวันนี้เราก็ยังเห็นคนเข้า Mc Donalds หรือ Burger King กันอยู่

Rice Burger Seafood ไรซ์เบอร์เกอร์ซีฟู้ด

การที่ลูกค้าต้องยืนเข้าคิวเพื่อรอซื้อแฮมเบอร์เกอร์ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะความโด่งดังของชื่อ MOS Burger ที่ถูกพูดถึงกันแบบปากต่อปาก (Viral Marketing) พอมาเปิดในเมืองไทย คนไทยก็อยากลิ้มลองรสชาติดู อีกส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะกระบวนการผลิตที่เป็นแบบ made to order คือทำเมื่อมีการสั่ง ไม่ใช่แบบ made to stock แบบของ Mc Donalds ที่ทำเตรียมไว้ก่อน ลูกค้าสั่งปุ๊บได้ปั๊บ (ไม่รู้ว่า Mc Donalds เปลี่ยนวิธีหรือยัง สังเกตว่าระยะหลังสั่งแล้วต้องรอพนักงานยกมาเสิร์ฟที่โต๊ะทีหลัง)

MOS Hot Dog ฮอตดอก

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่การที่ลูกค้าต้องยืนเข้าคิวนานๆ มันก็ทำให้เกิดปรากฎการณ์ที่เรียกว่า Scarcity Marketing หรือการตลาดแบบสินค้าขาดแคลนขึ้นมาทันที

นอกจาก MOS Burger และ Rotiboy แล้ว มีสินค้าอะไรอีกที่ใช้กลยุทธ์ Scarcity Marketing?

ใครเป็นคอเกม คงจะนึกภาพที่ผู้คนต่อคิวกันข้ามคืนเพื่อรอซื้อ PlayStation 3 เมื่อปีที่แล้วออก

ใครชอบสินค้าแบรนด์เนม จะรู้ว่ากระเป๋า Louis Vuitton บางรุ่นที่ออกใหม่ ลูกค้าจะต้องไปลงชื่อที่ร้าน จ่ายเงิน และรอหนึ่งเดือนเพื่อรับสินค้า

DVD ของภาพยนตร์เรื่อง Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย Limited Edition ที่มีเพียง 5,999 ชุด แต่ละชุดมีหมายเลขกำกับไม่ซ้ำกัน ทำให้คนไปควานหาซื้อชุดที่มีเลขสวย

ไม่จำเป็นจะต้องเป็นสินค้าที่จับต้องได้เท่านั้นที่สามารถทำ Scarcity Marketing ได้ แม้แต่ธุรกิจดอทคอมก็ทำได้เช่นกัน อย่างเช่นบริการ Gmail ของ Google ที่จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อได้รับการ invite จากเพื่อน ทำให้ช่วงแรกๆ ของการเปิดใช้บริการ มีการประกาศขาย invite ของ Gmail บน eBay ในราคาที่ดีมาก

เว็บไซต์ไทยก็มีครับ DiaryIS ใช้วิธีคล้ายๆ กับ Gmail คือต้องได้รับการ invite ก่อนถึงจะเข้าใช้บริการได้ พอช่วงหลังที่มีการปิดระบบ invite ชั่วคราว ซึ่งผมเดาว่าอาจจะเป็นปัญหาเรื่อง capacity ของเซิร์ฟเวอร์ (อารมณ์ประมาณ capacity ในการทำแฮมเบอร์เกอร์มีจำกัด ขณะที่คนอยากกินมีมากกว่า) ทำให้ผมได้เห็นคนตั้งกระทู้ขอ invite อยู่บ่อยครั้ง และสุดท้าย DiaryIS ก็ใช้วิธีเก็บค่าบริการสำหรับผู้ที่ต้องการเขียนไดอารี่แต่ไม่อยากรอการ invite

ผลดีของการทำ Scarcity Marketing แบบที่เห็นได้ชัดก็คือ ความขาดแคลนของมันทำให้คนรู้สึกว่าของสิ่งนั้นเป็นของดี คนจำนวนมากถึงยอมเสียเวลาและเสียเงินเพื่อที่จะซื้อมันมา ตัวเองก็อยากจะอินเทรนด์แบบคนอื่นบ้าง อยากลองใช้สินค้าแบบที่คนจำนวนมากพยายามใฝ่หามาอยู่บ้าง เพื่อจะได้คุยกับคนอื่นได้ว่า ฉันก็ซื้อมาแล้วนะ

ข้อดีอย่างที่สองคือ ถ้าลูกค้ากลุ่มที่เป็น Early Adopter หรือลูกค้าที่ยอมต่อคิวนั่นแหละ เกิดติดใจในสินค้าของเรา เขาจะกลายเป็นคนที่ช่วยโฆษณาสินค้าให้เราไปโดยปริยาย เขาจะเที่ยวบอกต่อคนอื่นว่าเขาได้ทดลองแล้วว่าสินค้าของเราดียังไง แน่นอนว่าคนที่ได้ฟังก็ย่อมรู้สึกอยากลองบ้าง แต่อาจจะรอให้กระแสความนิยมลดลงก่อน จะได้ไม่ต้องไปต่อคิวนานๆ เพื่อซื้อสินค้า

ถึงแม้ว่าถ้าลูกค้าไม่ชอบสินค้า แต่อย่างน้อยเขาก็ยังรู้สึกดีที่ได้เป็นคนหนึ่งในคนกลุ่มแรกๆ ที่ได้ใช้สินค้า เขาจะรู้สึกว่าคนอื่นอาจจะชอบ เพียงแต่เขาไม่ชอบก็เท่านั้น แต่เขาก็ได้มีโอกาสทดลองแล้ว และถึงแม้ว่าลูกค้าจะไปบอกต่อกับคนอื่นว่าไม่ประทับใจสินค้า ก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะไม่อยากลอง มันอาจจะกลายเป็นตัวกระตุ้นให้คนที่ได้ฟัง รู้สึกอยากทดลองด้วยตัวเองดูบ้างว่าจะประทับใจหรือไม่ Scarcity Marketing ยังมีข้อดีอื่นๆ อีก อย่างเช่นเรื่องการบริหารจัดการการผลิตสินค้า ซึ่งขอไม่อธิบายนะครับ มันค่อนข้างซับซ้อน

บางคนอาจจะเริ่มสนใจอยากทำ Scarcity Marketing บ้างแล้ว แต่ต้องขอบอกว่าไม่ใช่ทุกสินค้าที่จะทำแบบนี้ได้นะครับ การจะทำได้ต้องอาศัยปัจจัยสองข้อ

ข้อแรกคือสินค้าชนิดนั้นต้องมีอุปทาน (Supply) ที่จำกัด ลูกค้าจะไปหาซื้อสินค้าแบบเดียวกับเราที่อื่นไม่ได้ เช่น หาซื้อ PlayStation 3 ที่ไหนไม่ได้แล้วนอกจากของ Sony หรือหาซื้อกระเป๋า Louis Vuitton รุ่นใหม่ที่ไหนไม่ได้นอกจากปารีส ถ้าลูกค้ามีทางเลือกอื่น กลยุทธ์นี้จะใช้การไม่ได้ครับ เช่น Windows Vista อยากทำให้คนมาต่อคิวซื้อกันเยอะๆ เลยปั๊มซีดีออกมาน้อยๆ ที่ไหนได้ล่ะ คนไปซื้อแบบแผ่นละ 100 บาทกันหมด แต่บางทีลูกค้าอาจจะหาสินค้าประเภทเดียวกับเราได้ เช่น อยากเขียน DiaryIS แต่ไม่ได้ invite ก็เลยเปลี่ยนไปเขียน Exteen แทน ถ้าเป็นลูกค้าที่ติดในแบรนด์ของ DiaryIS มากๆ ชอบบรรยากาศของเว็บไซต์ ลูกค้าคนนั้นก็จะยอมจ่ายเงินเช่าพื้นที่เว็บ แต่ถ้าแบรนด์ของเว็บไม่แกร่งพอ ลูกค้าก็อาจจะเลือกไปใช้ Exteen ได้ทันที ตรงนี้เป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกแล้วครับ (Emotion)

ข้อที่สองคือสินค้าชนิดนั้นต้องมีอุปสงค์ (Demand) มากกว่าอุปทาน อย่าง MOS Burger หรือ Rotiboy ที่เห็นได้ชัดว่าทางร้านก็พยายามเร่งกำลังการผลิตอย่างเต็มที่ แต่ความต้องการของลูกค้าก็สูงมากด้วย อัตราความต้องการแฮมเบอร์เกอร์ของลูกค้า (Customer Throughput) สูงกว่าอัตราการผลิตแฮมเบอร์เกอร์ของร้าน (Processing Throughput) ผลที่ออกมาก็คือคิวที่ยาวขึ้น และกลายเป็นคำบอกเล่าต่อๆ กันไปว่าร้านนี้กำลังเป็นที่นิยม

ถ้าคุณมั่นใจว่าสามารถสร้างปัจจัยทั้งสองข้อให้เกิดขึ้นได้ คุณก็ทำ Scarcity Marketing ได้ไม่ยากครับ แต่ถ้าลองสังเกตดู สินค้าที่จะทำได้มักจะเป็นสินค้าที่ใช้กลยุทธ์ Differentiate Strategy เพื่อสร้างความแตกต่างของสินค้าตัวเองให้โดดเด่นเหนือสินค้าของคู่แข่ง ลูกค้าจึงไม่มีทางเลือกอื่น ต้องก้มหน้าก้มตาต่อคิวซื้อสินค้าที่ขาดแคลนกันต่อไป

ว่าแล้วก็อยากลองกิน MOS Burger ที่แสนจะขาดแคลนบ้างครับ ตอนแรกกะว่าจะไปต่อคิวซื้อกินก่อนจะเขียนบทความนี้ แต่เกรงว่าเนื้อหาบทความจะกลายเป็นรีวิวแฮมเบอร์เกอร์ไปซะก่อน

เห็นรูปแล้วน้ำลายไหลครับ

Viral Marketing ของ น้องพริก คลิปหลุด หรือ คลิปหลอกให้หลุดปากบอกต่อคนอื่น

เป็นข่าวใหญ่โตกันมาเดือนกว่า ว่ามีคลิปหลุดของ "น้องพริก" กานต์ชนิต โชว์หวิวหน้าเว็บแคม ซึ่งมีทั้งหมดถึง 3 ภาคด้วยกัน ท่ามกลางความสงสัยของประชาชนชาวเน็ตว่าเป็น "คลิปหลุด" จริง หรือเป็น "คลิปหลอกให้หลุดปากบอกต่อคนอื่น" กันแน่ ในที่สุดวันนี้ก็มีคำเฉลยออกมาแล้ว แต่เราได้เรียนรู้อะไรจากปรากฎการณ์นี้บ้าง?

ใครที่ได้ดูคลิปทั้ง 3 ภาคแล้ว คงจะได้เห็นภาพเหมือนกับที่ผมเห็น ในภาคแรก น้องพริก เธอนั่งทำท่ายั่วยวนอยู่หน้าเว็บแคม ชวนให้คิดว่าเธอกำลังเล่นเว็บแคมเสียวกับคู่สนทนาอยู่หรือเปล่า คู่สนทนาอาจจะจงใจแกล้งเธอด้วยการ capture ภาพมาเผยแพร่ ภาคแรกจบลงด้วยการยั่วผู้ชมว่าให้ติดตามต่อภาคสอง

พอมาถึงภาคที่สอง คราวนี้ น้องพริก เธอถอดบรา มองเห็นจุกที่นูนขึ้นมาภายใต้เสื้อสีขาวบาง งานนี้อารมณ์ของผู้ชมเตลิดไปใหญ่แล้วล่ะครับ มีการส่งต่อคลิปกันมากมาย คลิปภาคสองจบลงเหมือนภาคแรก คือทิ้งท้ายว่าให้รอติดตามภาคจบ ผู้ชมต่างก็จินตนาการไปเรียบร้อยแล้วว่าคงได้เห็นของดีในตอนอวสาน

แล้วภาคที่สามก็ถูกเผยแพร่ออกมา ซึ่งผมเชื่อว่าหลายคนคงผิดหวัง เพราะได้เห็นแค่ น้องพริก ขยำหน้าอกตัวเองนิดหน่อย แล้วก็เฉลยในตอนท้ายว่านี่คือการโฆษณาสินค้า

ในขณะที่ผมกำลังเขียนบล็อกนี้ (29 มีนาคม 2550 04.00 น.) ผมได้เก็บสถิติจำนวนคนเข้าชมแต่ละคลิปไว้ดังนี้ครับ

คลิปที่ 1 ถูกโพสต์เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2550 ถูกเข้าชมทั้งหมด 121,374 ครั้ง
คลิปที่ 2 ถูกโพสต์เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2550 ถูกเข้าชมทั้งหมด 151,841 ครั้ง
คลิปที่ 3 ถูกโพสต์เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2550 ถูกเข้าชมทั้งหมด 19,177 ครั้ง

จะสังเกตได้ว่าคลิปแรกถูกโพสต์มาแล้ว 41 วัน แต่กลับมีผู้เข้าชมน้อยกว่าคลิปที่สองที่เพิ่งโพสต์มาเพียง 13 วัน อาจจะเป็นเพราะคลิปที่สองมันมี "อะไร" ให้ดูเยอะกว่าคลิปแรก ส่วนคลิปที่สามที่มีหักมุมตอนจบ จะมีผู้เข้าชมมากแค่ไหน ต้องติดตามกันต่อไปครับ

มาถึงตอนนี้แล้ว นึกถึงพวกโฆษณาไตรภาคทางโทรทัศน์มั้ยครับ? (ล่าสุดที่นึกได้ก็คือโฆษณาแมลงสาบขายประกัน) ซึ่งเป็นวิธีโฆษณาที่เรียกร้องความสนใจจากคนดู กระตุ้นให้คนดูรอคอยเฉลยในตอนจบ คลิปน้องพริก ก็เป็นเช่นเดียวกัน จะแตกต่างกันก็ตรงที่ไม่ได้ฉายทางโทรทัศน์ที่คิดค่าโฆษณานาทีละเป็นแสนบาท แต่ฉายทาง YouTube ซึ่งไม่มีค่าออกอากาศเลย ต้นทุนของคลิปนี้ก็คงมีแค่ค่าตัว น้องพริก ค่าเว็บแคมตัวละไม่กี่ร้อยบาท กับค่าจ้างคนตัดต่อแบบง่ายๆ

บวกกับการวางแผนช่วงเวลาในการยิงสปอตโฆษณา เอ้ย ปล่อยคลิปให้เหมาะสม ถ้าสังเกตกัน หลังจากที่คลิปแรกถูกปล่อยออกไป ต้องใช้เวลาพอสมควรเพื่อให้มวลชนรับรู้ว่ามีเรื่องนี้เกิดขึ้นในโลก พอหนังสือพิมพ์เริ่มทำข่าว เว็บไซต์วาไรตี้ต่างๆ นำข่าวมาขึ้นเว็บ ก็กลายเป็นการโปรโมทและกระตุ้นให้คนควานหาคลิปนี้มาดู นำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์กันใหญ่โตในเว็บบอร์ดและเว็บบล็อกต่างๆ ซึ่งยิ่งช่วยเพิ่มเรทติ้งของคลิปนี้ให้สูงขึ้นไปอีก (บล็อกนี้ก็คงมีส่วนช่วยเพิ่มเรทติ้งด้วย)

หลังจากคลิปแรกถูกปล่อยออกไปหนึ่งเดือน ผู้คนเริ่มลืมกันแล้ว คลิปที่สองก็ถูกปล่อยมากระตุ้นความสนใจอีกครั้ง และก็กระตุ้นได้แรงสมใจจริงๆ พอเหล็กร้อนได้ที่แล้ว คลิปที่สามก็ถูกปล่อยออกมาหลังจากคลิปที่สองเพียงสิบวัน

ผมเชื่อว่าหลายคนด่าว่านี่เป็นแผนการตลาดที่แย่มาก แต่บ่อยครั้งที่เราไม่ได้วัดความสำเร็จของการโฆษณาว่ามีเสียงด่าแค่ไหน แต่ KPI ที่เราใช้วัดจริงๆ คือยอดขายที่เพิ่มขึ้นจากการโฆษณา หรือวัดจากผลตอบแทนการลงทุน (Return on Investment - ROI) ว่าจ่ายเงินโฆษณาไปเท่านี้ ทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้นเท่าไหร่

เผลอๆ คนที่ด่านี่ อาจจะจ่ายเงินซื้อของไปเรียบร้อยแล้วนะครับ

(ภาพจากเว็บไซต์ www.robertandolph.com)

เทคนิคการโฆษณาแบบที่ใช้เงินน้อย ผลตอบรับสูงแบบนี้ นักการตลาดเรียกว่า Viral Marketing หรือ Buzz Marketing หรือภาษาไทยก็คือ การตลาดแบบบอกต่อ เป็นวิธีการใช้คน (man) เป็นสื่อ (medium) เพื่อนำส่งสาร (message) ไปยังมวลชน (mass)

เทคนิคนี้ถูกใช้กันเป็นประจำครับ เมื่อหลายปีก่อนมีหนังที่ชื่อ Blair Witch Project ซึ่งเป็นหนังทุนสร้างต่ำ แต่ผลตอบแทนสูง เพราะใช้ การตลาดแบบบอกต่อ เพื่อขายตัวหนังเอง หรือบางคนที่สนใจแวดวงกีฬาฟุตบอล อาจจะเคยเห็นคลิปที่ Ronaldinho เตะฟุตบอลชนคานอัฒจรรย์ในตำแหน่งเดิมซ้ำๆ กันนับสิบครั้ง และปิดท้ายคลิปด้วยสัญลักษณ์ของ Nike ซึ่งเป็นคลิปที่ดูแล้วสะใจคอบอลมาก

การจะทำให้ การตลาดแบบบอกต่อ สามารถบรรลุผลได้ (บรรลุผลในที่นี้หมายถึงคนเห็นแล้วพยายามบอกต่อกันไปเรื่อยๆ) ปัจจัยหลักอยู่ที่ความน่าสนใจของสารที่ใช้ Blair Witch Project ใช้ความลึกลับน่ากลัวเป็นสาร Nike ใช้ความมันของคอฟุตบอล

ส่วน คลิปน้องพริก ใช้ sex เป็นสารครับ

หลายคนเคยได้ยินมาว่า โฆษณาที่ได้ผล 99.99% คือโฆษณาที่มีเรื่องตลกขบขัน (humor) หรือเรื่องใต้สะดือ (sex) เหตุการณ์นี้เป็นข้อพิสูจน์หนึ่งครับ

เมื่อการโฆษณาได้ผลแล้ว ก็ต้องเชื่อมโยงกลุ่มเป้าหมายเข้ากับตัวสินค้า ซึ่งเราสามารถใช้หลักส่วนผสมการตลาด (Marketing Mix) 4P ของกูรูด้านการตลาด Philip Kotler มาพิจารณาได้ดังนี้

Promotion => Place => Product => Price

คลิปน้องพริก เป็น Promotion รูปแบบหนึ่ง ทำหน้าที่สื่อสารไปถึงกลุ่มเป้าหมาย (ผู้ชายเล่นเน็ต) โดยในช่วงท้ายคลิปได้ลง URL ของเว็บไซต์ ซึ่งเป็น Place แบบออนไลน์ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายสามารถพิมพ์ URL เพื่อเข้าไปดูเว็บไซต์ได้ทันที ซึ่งจะพบกับสินค้าหรือ Product ที่หน้าแรกของเว็บไซต์ทันที เมื่อคลิกเข้าไปดูรายละเอียดของสินค้าแล้วจึงทราบราคาหรือ Price

ตัวสินค้าที่มีอยู่ในเว็บไซต์ตอนนี้ค่อนข้างตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ก็คือรูปถ่ายแฟชั่นวับๆ แวมๆ ของ น้องปีใหม่ ซึ่งออกมาเป็นสินค้าสองชนิด

สินค้าชนิดแรกคือ อัลบั้ม Unseen ที่สามารถเข้าไปดูได้ด้วยการกด SMS ในราคา 9 บาท สามารถชมภาพได้ไม่จำกัดภายในเวลา 24 ชั่วโมง วิธีการใช้ SMS เพื่อขอรหัสผ่านเข้าดูรูป เป็นวิธีการที่เว็บไซต์อย่าง Kapook เคยใช้และประสบความสำเร็จอย่างมาก

สินค้าชนิดที่สองคือ หนังสืออัลบั้มรูป 55 รูป และวีซีดีความยาว 55 นาที ราคาขายอยู่ที่ 195 บาท ใช้วิธีการซื้อขายเหมือนเวลาที่เราสั่งซื้อซีดีเถื่อนบนเว็บทั่วไป คือโอนเงินเข้าบัญชี แจ้งหลักฐานการโอนเงิน และรอรับสินค้าที่บ้าน

เราลองคิดกันเล่นๆ นะครับ สมมุติว่ามีคนดู คลิปน้องพริก 150,000 คน ครึ่งหนึ่งลองเข้าเว็บไซต์ ก็จะมีคนเข้าเว็บ 75,000 คน ครึ่งหนึ่งของคนเข้าเว็บคือ 37,500 คน ยอมเสีย 9 บาท เพื่อกด SMS รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 337,500 บาท แบ่งให้โอเปอเรเตอร์ครึ่งหนึ่ง ก็จะเหลือเข้าบริษัท 168,750 บาท

อันนี้ยังไม่นับคนที่จ่าย 195 บาท เพื่อซื้ออัลบั้มรูปกับวีซีดี ไม่นับคนที่รับรู้ว่ามีสินค้าแบบนี้ แล้วไปหาซื้อที่ร้านหนังสือ

ไม่ธรรมดาเลยใช่มั้ยครับ กับ คลิปหลุด ของ น้องพริก

มีใครหลุดปากบอกต่อคนอื่นไปบ้างเอ่ย?