แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Blind Man แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Blind Man แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2550

Web Design For Blind Man การออกแบบเว็บเพื่อให้คนตาบอดใช้งานได้

ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีโปรแกรม JAWS ที่ใช้อ่านข้อความที่ปรากฎบนหน้าจอคอมพิวเตอร์และสังเคราะห์ออกมาเป็นเสียงภาษาอังกฤษ และมีโปรแกรม PPA Tatip ที่สามารถสังเคราะห์เสียงภาษาไทยได้ ซึ่งช่วยให้คนตาบอดมีโอกาสที่จะใช้งานคอมพิวเตอร์ได้เหมือนคนตาดี แต่เราก็ยังต้องตระหนักถึงการออกแบบโปรแกรมซอฟท์แวร์ต่างๆ ที่จะต้องเป็นมิตรกับคนตาบอดด้วย และยิ่งไปกว่านั้นก็คือการออกแบบเว็บไซต์และเนื้อหาภายในเว็บไซต์ที่จะช่วยให้คนตาบอดใช้งานเว็บนั้นๆ ได้สะดวก

W3C ได้กำหนดมาตรฐานการสร้างเนื้อหาภายในเว็บไซต์ที่ช่วยให้คนตาบอดสามารถเข้าถึงเว็บได้ง่าย เข้าใจสิ่งต่างๆ ที่อยู่ภายในเว็บ โดยล่าสุดได้มีการปรับปรุง Web Content Accessibility Guidelines 2.0 ไปเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2007 มีเนื้อหาใจความโดยสรุปดังนี้

กฎข้อที่ 1: รับรู้ได้ - เนื้อหาและองค์ประกอบ user interface จะต้องทำให้ผู้ใช้รับรู้ได้ทั้งหมด

หมายถึงเนื้อหาต่างๆ ภายในเว็บที่ไม่ใช่ตัวอักษร เช่น รูปภาพ กราฟ แผนผังต่างๆ จะต้องมี text alternative ที่ให้ข้อมูลว่าเนื้อหานั้นๆ คืออะไร เพื่อที่ text alternative เหล่านี้จะถูกแปลงเป็นเสียงอ่านที่คนตาบอดรับรู้ได้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ข้อความกำกับรูปภาพทุกรูป พวกรูปที่ใช้เพื่อการจัดรูปแบบหรือตกแต่งเว็บก็ไม่ต้องใส่

กฎข้อที่ 2: จัดการได้ - องค์ประกอบ user interface จะต้องทำให้ผู้ใช้จัดการได้

หมายถึงผู้ใช้จะต้องใช้คีย์บอร์ดในการเข้าถึงส่วนต่างๆ ของเว็บได้ทั้งหมด ถ้าเป็นพวก Rich Application ก็ควรจะมี shortcut key ให้กดได้ นอกจากนี้ยังต้องให้เวลาผู้ใช้ให้เพียงพอที่จะอ่านและใช้องค์ประกอบต่างๆ ได้

กฎข้อที่ 3: เข้าใจได้ - ข้อมูลและการจัดการ user interface จะต้องทำให้ผู้ใช้เข้าใจได้

หมายถึงต้องมีการระบุว่าเว็บแต่ละหน้าเป็นภาษาอะไร พวกตัวย่อต่างๆ ที่ใช้ในเว็บก็ต้องมีคำอธิบายว่ามันคืออะไร (อาจจะลิงค์ไปที่หน้ารวมความหมายของตัวย่อ) หรือพวกการเปิดหน้าต่างใหม่หรือ popup ก็ควรเกิดจากการที่ผู้ใช้คลิก spacebar แล้วถึงจะเปิด ไม่ใช่ว่าเปิดขึ้นมาเฉยๆ ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งง

กฎข้อที่ 4: ถูกต้องแน่นอน - เนื้อหาจะต้องมีรูปแบบที่ถูกต้อง บราวเซอร์ทุกประเภทจะต้องอ่านได้

หมายถึงแท็กต่างๆ จะต้องเขียนให้ถูกต้องตามมาตรฐาน ถ้ามีแท็กเปิดก็ต้องมีแท็กปิด เนื่องจากคนตาบอดอาจจะใช้บราวเซอร์พิเศษที่แตกต่างจากคนตาดี ซึ่งบราวเซอร์นั้นอาจจะมีปัญหาถ้าไปเจอแท็กที่เขียนผิด

รายละเอียดของการเขียนเว็บให้เป็นมิตรกับคนตาบอดมีค่อนข้างเยอะครับ ให้ลองศึกษาจากเว็บของ W3C ดู หรือถ้าขี้เกียจอ่าน เวลาที่ออกแบบเว็บเสร็จแล้ว ก็ลองหลับตาเล่นเว็บตัวเองดู โดยใช้โปรแกรม JAWS ประกอบไปด้วย ดูว่าจะสามารถเข้าถึงทุกฟีเจอร์ของเว็บได้เหมือนเวลาลืมตาไหม

Blind Man Can Do! เมื่อผมต้องสอนนักศึกษาตาบอดให้เขียนเว็บเป็น

ดร.สาลินี อันตรเสน อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และอาจารย์ประจำวิชา Creative Writing ได้เชิญผมไปเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องการเขียนเว็บให้กับนักศึกษา มันคงจะไม่ยากอะไรถ้าเป็นนักศึกษาปกติ แต่นักศึกษาที่มาเรียนกับผมคือนักศึกษาพิเศษ บางคนนั่งวีลแชร์ บางคนมองเห็นผมพูดแต่จะไม่ได้ยินเสียงผม และบางคนได้ยินเสียงผม แต่มองไม่เห็นผม รวมถึงมองไม่เห็นหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วย

สอนคนธรรมดาให้เขียนเว็บเป็นก็ว่ายากแล้วนะครับ การสอนคนที่มองไม่เห็นเว็บให้เขียนเว็บเป็นจะยากขนาดไหน???

ในตอนแรกผมขอต่อรองว่าสอนนักศึกษาให้เล่นเว็บเป็นก่อนดีไหม เพราะหลายๆ คนอาจจะยังไม่เคยจับคอมพิวเตอร์มาก่อนเลย แต่ก็มีปัญหาว่าไม่สามารถหาคอมพิวเตอร์ที่ต่ออินเทอร์เน็ตให้นักศึกษาใช้ในวันเรียนได้ เลยต้องยอมสอนเขียนเว็บบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ offline อยู่

ผมต่อรองอีกครั้งว่าให้ใช้โปรแกรมอย่าง Microsoft Word ทำเว็บดีไหม เพราะแค่พิมพ์ข้อความที่ต้องการลงไป จากนั้นก็ Save As ให้เป็น HTML ก็จะได้เว็บเพจออกมาหนึ่งหน้าแล้ว แต่อาจารย์บอกว่านักศึกษาที่มีปัญหาด้านการมองเห็นหลายคนที่เคยใช้ Microsoft Word ก็บอกว่าใช้งานยาก ผมมานั่งนึกดูก็พบว่าจริง ลองพิสูจน์ได้ง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง ให้หลับตา เปิดโปรแกรม Microsoft Word ขึ้นมา พิมพ์ข้อความลงไป จากนั้นให้จัดข้อความให้อยู่กลางหน้าดูครับ คุณจะพบว่าเมื่อคุณหลับตาก็จะใช้เมาส์ไม่ได้เลย การจะคลิกให้โดนปุ่มจัดกลางหน้าจอจึงเป็นไปไม่ได้

แปลว่าผมจะต้องสอนให้นักศึกษาพิเศษใช้โปรแกรม Notepad ในการเขียนเว็บ โดยจะต้องสอนภาษา HTML ให้พวกเขาเข้าใจและเห็นภาพอยู่ในใจให้ได้ครับ

ผมไม่มีความมั่นใจเลยว่าจะสอนให้นักศึกษาทำเว็บออกมาได้จริงๆ หรือเปล่า แต่อาจารย์เล่าให้ฟังว่าเคยมีนักศึกษาที่มีปัญหาด้านการมองเห็นสามารถเรียนเขียนโปรแกรมจนจบการศึกษาได้ เพียงแต่จะต้องใช้เวลาเรียนมากกว่าปกติ ผมเลยคิดว่าถ้ามีคนที่สามารถเขียนโปรแกรมได้ การเขียนเว็บก็น่าจะง่ายกว่าการเขียนโปรแกรม

ผมมีเวลาเตรียมเนื้อหาที่จะสอนเพียงคืนเดียวก่อนจะถึงวันสอน ผมทำสไลด์ไปด้วยเพื่อให้นักศึกษาที่ไม่มีปัญหาด้านการมองเห็นได้ดู โดยที่สไลด์ของผมใช้พื้นหลังสีดำ ตัวอักษรสีขาว เผื่อว่านักศึกษาที่ตาพร่ามัวอาจจะพอมองเห็นได้

เนื้อหาที่ผมเตรียมไว้ก็มีตั้งแต่คำนิยามพื้นฐานของคำว่าเว็บไซต์ เว็บเพจ โฮมเพจ URL โครงสร้างของภาษา HTML ไปจนถึงแท็กต่างๆ ในภาษา HTML ได้แก่ h1 - h6, p, br, hr, b, i, big, small, del, a href, img, ul, ol, และ li ผมตัดเรื่อง table ออกไป เพราะรู้สึกว่ามันซับซ้อนมาก ขนาดคนมองเห็นเป็นปกติยังเข้าใจยากเลย คนมองไม่เห็นคงจะลำบากกว่าเยอะ นอกจากนี้ผมก็ยังตัดแท็กที่เกี่ยวกับภาพและสีออกไป เช่น ภาพพื้นหลัง สีตัวอักษร แต่ผมจะต้องสอนแท็ก img เนื่องจากเป็นแท็กสำคัญ ถึงแม้ว่านักศึกษาจะมองไม่เห็นภาพ แต่ก็น่าจะหาคนตาดีมาช่วยบอกว่าภาพนี้คือภาพอะไร แล้วจึงนำภาพไปใส่ในเว็บเพจด้วยแท็ก img ได้

พอถึงวันที่จะต้องสอนจริง ผมไปเตรียมตัวที่มหาวิทยาลัยตั้งแต่เช้า นักศึกษาทยอยกันมา มีนักศึกษามาเรียนทั้งหมด 13 คน เป็นคนที่นั่งวีลแชร์ 2 คน มีปัญหาด้านการฟัง 1 คน และมีปัญหาด้านการมองเห็น 10 คน นักศึกษาที่มีปัญหาด้านการมองเห็นบางคนดูเหมือนคนปกติมากๆ ดวงตาดูเป็นปกติ ไม่ได้มีร่องรอยหรือรูปลักษณ์ที่ผิดปกติ มีแววตาเหมือนคนทั่วไป จนตอนแรกผมเข้าใจผิดคิดว่าเป็นนักศึกษาที่มีปัญหาด้านการฟังเสียอีก ไปโบกไม้โบกมือส่งภาษาใบ้ตั้งนาน ที่แท้ก็มองไม่เห็นผมนี่เอง

ในช่วงเช้า อาจารย์ได้ให้นักศึกษาทำแบบทดสอบที่เกี่ยวกับการมองเห็น มีการถามนักศึกษาว่าถ้าพูดถึงสีต่างๆ แล้ว นักศึกษาจะนึกถึงอะไร เช่น ถ้าถามสีแดง นักศึกษาก็จะตอบว่านึกถึงไฟจราจรให้รถหยุด นึกถึงเลือด ถ้าถามสีเขียว นักศึกษาจะตอบว่านึกถึงต้นไม้ สนามหญ้า นี่เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกผิดคาดมากๆ ไม่เคยคิดเลยว่าพวกเขาจะจับคู่สีกับสิ่งของต่างๆ รอบตัวได้อย่างถูกต้อง ผมเลยกะว่าจะลองเสี่ยงด้วยการเพิ่มสไลด์สอนเรื่อง font color เข้าไปอีกหนึ่งสไลด์

เมื่อถึงเวลาเริ่มสอน ผมก็ต้องเตรียมใจก่อน คือต้องไม่ให้ใจร้อน ต้องสอนแบบค่อยเป็นค่อยไป พูดช้าๆ ไปเรื่อยๆ ให้นักศึกษาค่อยๆ สร้างมโนภาพขึ้นมาได้ นอกจากนี้ก็ต้องเตรียมร่างกายด้วยการมีน้ำดื่มไว้ใกล้มือ เพราะต้องพูดติดต่อกันถึงสองชั่วโมง และเป็นการพูดช้าๆ พูดซ้ำๆ ซึ่งจะผิดแปลกไปจากสไตล์การพูดปกติของผมที่เป็นคนพูดเร็ว การเปลี่ยนสไตล์การพูดจะทำให้รู้สึกกระหายน้ำมากขึ้น

ภาพขณะบรรยายเรื่องการเขียน HTML ให้นักศึกษาพิเศษฟังภาพขณะบรรยายเรื่องการเขียน HTML ให้นักศึกษาพิเศษฟัง

ผมเริ่มการสอนด้วยการอธิบายว่า HTML ก็เป็นภาษาหนึ่ง คล้ายๆ กับภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ ที่เราจะต้องเรียนรู้ทั้งไวยากรณ์และคำศัพท์ ไวยากรณ์ของภาษา HTML นั้นแบ่งเป็นสองรูปแบบ คือแบบที่มีการกำหนดจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด ซึ่งระบุด้วยการเขียนแท็กเปิดและปิด เช่น <p> ... </p> ส่วนอีกรูปแบบคือแท็กเดี่ยวที่ไม่ต้องเปิดปิด เช่น <br />

ส่วนคำศัพท์ในภาษา HTML ก็มีเพียงไม่กี่สิบคำ คำศัพท์ที่เราต้องท่องจำก็คือแท็กและ attribute เช่น <p align="center"> เราจะต้องรู้ว่า p ซึ่งเป็นแท็กหมายถึงอะไร และ align="center" ที่เป็น attribute มีความหมายว่าอะไร

ในการสอนแท็กแต่ละประเภท ผมจะอธิบายว่าแท็กนั้นๆ มีหน้าที่อะไร ใช้แล้วจะทำให้เว็บมีหน้าตาออกมาอย่างไร เวลาใช้งานจะต้องพิมพ์คำสั่งอย่างไร และต้องยกตัวอย่างการใช้งานให้เห็นภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องอธิบายออกมาเป็นคำพูดที่ฟังแล้วสามารถจินตนาการได้ว่ามันเป็นอย่างไร เช่น ถ้าอธิบายแท็ก <p align="center"> ก็ต้องอธิบายว่ามันเป็นย่อหน้าที่ถูกแสดงผลให้อยู่ตรงกลางหน้าจอ ส่วนการยกตัวอย่างก็ต้องพูดช้าๆ ซ้ำๆ หลายๆ รอบ ต้องอ่านไปทีละตัวอักษรให้นักศึกษาคิดตาม ยิ่งแท็กที่โครงสร้างมีความซับซ้อนสูงอย่าง ul, ol, li ก็ต้องพูดซ้ำมากขึ้น

ขอเล่าถึงการพูดช้าๆ หน่อย การพูดช้าไม่ใช่เพียงเพื่อให้นักศึกษานึกภาพตามได้เท่านั้น แต่ยังเพื่อให้นักศึกษาจดเลคเชอร์ทันด้วย นักศึกษาที่มีปัญหาด้านการมองเห็นก็สามารถจดเล็คเชอร์ได้ไม่ต่างอะไรกับคนปกติครับ ทุกคนจะมีแผ่นพลาสติกที่มีความกว้างเท่ากับกระดาษ A4 แผ่นพลาสติกนี้มีลักษณะเหมือนบานพับที่ใช้หนีบกระดาษเอาไว้ บนบานพับมีช่องสี่เหลี่ยมเรียงเป็นแถว หนึ่งช่องเท่ากับตัวอักษรหนึ่งตัว นักศึกษาจะมีหมุดขนาดใหญ่ที่มือจับสะดวก ปลายหมุดเป็นโลหะเรียวเล็ก ใช้สำหรับเจาะกระดาษให้เป็นรูตามรหัสอักษรเบรลล์ การจดเลคเชอร์ของนักศึกษาพิเศษจะช้ากว่านักศึกษาที่มองเห็นเป็นปกติ เพราะจะต้องจิ้มหมุดแล้วดึงออก แล้วจิ้มรูใหม่อีก ซึ่งอาจจะต้องจิ้มถึง 5 - 6 รู เพื่อให้ได้ตัวอักษรหนึ่งตัว

ภาพอุปกรณ์ที่นักศึกษาใช้จดเลคเชอร์อุปกรณ์ที่นักศึกษาใช้จดเลคเชอร์

ในตอนแรกผมไม่รู้ว่านักศึกษาจะจดเลคเชอร์ได้ ก็เลยพูดด้วยความเร็วในระดับที่ฟังแล้วนึกภาพตามได้ แต่กลับกลายเป็นว่ายังพูดเร็วเกินไป เพราะนักศึกษาจดเลคเชอร์ตามไม่ทัน จากที่สังเกตดู ถ้าพูดตัวอักษรหนึ่งตัว ควรจะเว้นระยะเวลาให้นักศึกษาจดตัวอักษรตัวนั้นประมาณ 2 - 3 วินาที

ภาพนักศึกษาจดเลคเชอร์กันมือหงิกนักศึกษาจดเลคเชอร์กันมือหงิก

ส่วนการสอนแท็ก font color เพื่อใช้กำหนดสีตัวอักษร ผมอธิบายว่าให้ใส่ชื่อสีเป็นภาษาอังกฤษลงไปเลย เช่น ถ้าต้องการให้ตัวอักษรมีสีแดง ก็ให้ใช้แท็ก <font color="red"> ปรากฎว่าผมเจอคำถามที่เกินความคาดหมาย คือมีนักศึกษาคนหนึ่งถามผมว่า แล้วถ้าเราจะผสมสีล่ะ มันทำได้ไหม?

เป็นคำถามที่ทำให้ผมชะงักอยู่พักหนึ่ง เนื่องจากไม่นึกมาก่อนว่านักศึกษาที่มีปัญหาด้านการมองเห็น จะเข้าใจหลักการผสมสีแบบที่คนตาดีเข้าใจด้วย ผมใช้เวลารวบรวมความคิดว่าจะอธิบายการใช้รหัสสีแทนชื่อสีอย่างไรดี แล้วก็ตอบนักศึกษาไปว่า

หลักการผสมสีจะต้องเข้าใจแม่สี RGB ก่อน R คือ Red หรือสีแดง G คือ Green หรือสีเขียว ส่วน B คือ Blue หรือสีน้ำเงิน แม่สีแต่ละสีจะถูกแทนด้วยเลขฐานสิบหกสองหลัก คือ 00 ถึง FF

แต่จะต้องทำความเข้าใจเลขฐานสิบหกกันก่อน เลขที่มนุษย์ใช้ในชีวิตประจำวันคือเลขฐานสิบ มีตัวเลขสิบตัวคือ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 และ 9 ถ้าจะนับมากกว่านี้ก็ต้องเป็นเลขสองหลัก คือ 10 11 12 ไปเรื่อยๆ ส่วนเลขที่ใช้ในรหัสสีเป็นเลขฐานสิบหก มีตัวเลขสิบหกตัวคือ 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 A B C D E และ F ถ้าจะนับมากกว่านี้ก็ต้องเป็นสองหลัก คือ 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 1A 1B 1C 1D 1E และ 1F

รหัสสี RGB ถูกแทนด้วยเลขฐานสิบหก 6 หลัก R แทนด้วย 2 หลัก G แทนด้วย 2 หลัก และ B แทนด้วย 2 หลัก ดังนั้น RGB จะมีค่าตั้งแต่ 000000 ถึง FFFFFF ถ้า R ถูกแทนด้วย 00 หมายถึงไม่มีสีแดง แต่ถ้าเป็น FF หมายถึงมีสีแดงมากที่สุด ส่วน G และ B ก็เป็นเช่นเดียวกัน

ถ้ารหัสสี RGB เป็น FF0000 สีที่ออกมาก็คือสีแดง ถ้าเป็น 00FF00 ก็เป็นสีเขียว และถ้าเป็น 0000FF ก็เป็นสีน้ำเงิน ถ้าเราเอาสีแดงผสมสีน้ำเงินให้เป็นสีม่วง รหัสสีม่วงก็คือ FF00FF แต่ถ้าใส่รหัสสีเป็น 000000 จะได้สีดำ ส่วนรหัสสี FFFFFF จะได้สีขาว

แล้วนักศึกษาก็ถามผมว่าถ้าอยากได้สีเทาจะทำอย่างไร

เป็นอีกคำถามที่ผมไม่นึกว่านักศึกษาจะถามลงลึกขนาดนี้ แต่ก็เป็นคำถามที่ดีมาก ผมเลยตอบไปว่าเมื่อ 000000 คือสีดำ และ FFFFFF คือสีขาว ถ้าเราใช้ RGB มีค่าเท่ากัน เช่น R = G = B = AA ออกมาเป็น AAAAAA เราก็จะได้สีเทา ถ้าเราให้ R = G = B = F0 ออกมาเป็น F0F0F0 เราจะได้สีเทาที่อ่อนมากจนใกล้จะเป็นสีขาว แต่ถ้าให้ R = G = B = 10 ออกมาเป็น 101010 จะได้สีเทาเข้มจนเกือบจะเป็นสีดำ

ผมมานั่งนึกหลังจากการสอนจบไปแล้วว่าผมยังอธิบายเรื่องการผสมสีบกพร่องอยู่บ้าง เนื่องจาก RGB คือแม่สีทางแสง แต่แม่สีที่นักศึกษาเคยรู้กันมาเป็นแม่สีวัตถุธาตุที่ประกอบด้วย แดง เหลือง และน้ำเงิน วิธีการผสมสีจึงต่างไป ถ้ามีโอกาสอีกคงต้องอธิบายความแตกต่างของแม่สีทั้งสองแบบให้ชัดเจนขึ้น

เมื่อผมสอน HTML เบื้องต้นจนจบแล้ว ก็ใช้ Notepad เพื่อเขียนตัวอย่างให้นักศึกษาดูโดยการใช้โปรแกรม Notepad ในตอนแรกผมไม่รู้ว่าจะอธิบายวิธีการเปิด Notepad ขึ้นมาให้นักศึกษาเข้าใจได้อย่างไร ก็มีนักศึกษาบอกว่าให้กดปุ่ม Start + R เพื่อเรียกหน้าต่าง Run ขึ้นมา จากนั้นก็พิมพ์คำว่า notepad ลงไป ทำให้ผมเข้าใจวิธีการใช้คอมพิวเตอร์ของผู้ที่มีปัญหาด้านการมองเห็นมากขึ้น

หลังจากที่ยกตัวอย่างจบแล้ว ก็ถึงเวลาพักเบรค จากนั้นจึงให้นักศึกษาจับกลุ่มกันเพื่อเขียนเว็บขึ้นมาจริงๆ เห็นผลงานของนักศึกษาแล้วชื่นใจครับ สามารถเขียนออกมาเป็นเว็บได้จริงๆ มีอยู่หนึ่งกลุ่มที่ทำเว็บนำเสนอเนื้อหาเรื่องการนวดแผนไทยออกมาอย่างดีเลย กลุ่มอื่นๆ ก็ผลงานดีไม่แพ้กัน อาจจะมีข้อบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ บ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการพิมพ์ผิดโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เพราะมองไม่เห็น

ภาพบรรยากาศการทำ workshop เขียนเว็บภาพบรรยากาศการทำ workshop เขียนเว็บ

ภาพขณะช่วยแก้ไขข้อผิดพลาดให้นักศึกษาช่วยแก้ไขข้อผิดพลาดให้นักศึกษา

ในช่วงที่เบรค อาจารย์มาเปรยกับผมว่า สังคมมักจะมองเห็นว่าผู้ที่มีปัญหาด้านการมองเห็นเหล่านี้คงจะประกอบอาชีพอะไรได้ไม่มากนัก พวกเขามักจะถูกส่งไปเรียนหมอนวด ทั้งที่หลายคนไม่ชอบ ทั้งที่หลายคนมีความสามารถที่จะทำอะไรได้มากกว่านั้น นี่เป็นสิ่งที่ผมฟังแล้วรู้สึกสะท้อนใจ

ผมเชื่อว่าคนเหล่านี้ไม่ได้ต้องการความสงสารเห็นอกเห็นใจจากใคร สิ่งที่พวกเขาต้องการคือโอกาสที่จะได้เรียนรู้ โอกาสที่จะได้ทำงานที่ใช้มันสมอง และโอกาสที่คนตาดีจะเข้าใจว่าพวกเขามีศักยภาพที่จะทำอะไรได้มากกว่าที่คิด

สามารถอ่านบทความของ ดร.สาลินี ที่เขียนถึงบรรยากาศการเรียนการสอนครั้งนี้ได้ที่เว็บ http://www.innovativewriting.org/news

บทความตอนนี้ผมเขียนเรื่องสอนคนตาบอดเขียนเว็บให้คนตาดี ส่วนตอนต่อไปคือเรื่องคนตาดีจะทำเว็บอย่างไรให้คนตาบอดใช้งานได้สะดวก ตามอ่านต่อได้เลยครับ Web Design For Blind Man การออกแบบเว็บเพื่อให้คนตาบอดใช้งานได้

วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2550

กรณีศึกษา การใช้ Google Apps ทำเว็บไซต์กระบวนวิชา Creative Writing ของ ม.รามคำแหง เพื่อให้นักศึกษาตาบอดเข้ามาใช้บริการ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้พูดคุยกับ ดร.สาลินี อันตรเสน ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และเป็นอาจารย์สอนวิชา Introduction to Creative Writing ที่มีนักศึกษาสนใจเรียนเป็นจำนวนมาก

อาจารย์ได้ปรึกษากับผมว่าอยากจะทำเว็บไซต์ประจำวิชานี้ ที่มีเนื้อหาการเรียนการสอนให้นักศึกษาเข้ามาดูได้ โดยเฉพาะนักศึกษาพิเศษที่ไม่สะดวกมาเรียนพร้อมกับนักศึกษาปกติได้ เช่น นักศึกษาที่นั่งวีลแชร์ นักศึกษาที่มีปัญหาด้านการฟัง และนักศึกษาที่มีปัญหาด้านการมองเห็น

ในเทอมที่ผ่านมา อาจารย์ได้ทำเว็บไซต์ไว้บนเซิร์ฟเวอร์ของมหาวิทยาลัย มีการใส่วิดีโอคลิปที่บันทึกจากการสอนจริงๆ ไว้ เพื่อให้นักศึกษาที่มีปัญหาด้านการมองเห็นสามารถโหลดเพื่อฟังการบรรยายของอาจารย์ได้ ปรากฎว่าเซิร์ฟเวอร์ล่ม เนื่องจากมีนักศึกษาปกติที่ไม่ได้เข้าเรียนมาโหลดดูเป็นจำนวนมาก โดยที่นักศึกษาพิเศษเข้ามาใช้เว็บไม่ได้เลย อาจารย์ก็เลยปรึกษาผมว่ามี solution อะไรบ้างที่จะช่วยให้นักศึกษาพิเศษเหล่านี้เข้ามาใช้เว็บได้โดยไม่มีปัญหาเซิร์ฟเวอร์ล่ม

ถ้าเป็นสมัยก่อน ผมคงจะแนะนำให้ไปเช่า web hosting ที่มีเสถียรภาพสูง แต่ก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายรายเดือนค่อนข้างมากถ้าเว็บไซต์ต้องใช้ bandwidth ในปริมาณสูง โดยเฉพาะไฟล์คลิปวิดีโอที่เป็นไฟล์ขนาดใหญ่

แต่ในยุคที่ Google เป็นใหญ่ในโลกอินเทอร์เน็ตและมีบริการฟรีให้เราเลือกใช้ได้มากมาย บริการตัวหนึ่งที่ฟรีและดีมากๆ ก็คือ Google Apps ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ช่วยให้ใครที่อยากมีเว็บไซต์และ e-mail address ภายใต้ชื่อ domain name ของตัวเอง สามารถสมัครใช้บริการได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย จะเสียเงินก็เพียงค่าจด domain name ปีละ 400 บาทเท่านั้นเอง

Google Apps ประกอบด้วยบริการหลายชนิดที่สามารถนำมาประกอบรวมกันภายใต้ domain name เดียวกันได้ ได้แก่

  • บริการ Gmail ที่ให้คุณมี e-mail address ในชื่อ domain name ของคุณ
  • บริการ Google Page Creator ที่ช่วยให้คุณสร้างเว็บไซต์อย่างง่ายได้
  • บริการ Google Calendar ที่ช่วยให้คุณสร้างปฏิทินนัดหมายและแชร์ให้สมาชิกของเว็บได้
  • บริการ Google Docs and Spreadsheets ที่ช่วยให้คุณและสมาชิกของเว็บเข้ามาสร้างและปรับปรุงแก้ไขไฟล์เอกสารร่วมกันได้
  • บริการ Google Talk ที่ช่วยให้สมาชิกของเว็บสามารถพูดคุยผ่านโปรแกรมสนทนาแบบ Instant Messenger ได้
  • บริการ Google Start Page ที่เป็น Personalized Page ให้ผู้ที่ใช้เว็บของคุณสามารถรับข้อมูลที่คุณต้องการนำเสนอ และเลือกรับข้อมูลน่าสนใจอื่นๆ จาก Google ได้

ในกรณีของ ดร.สาลินี ที่ต้องการสร้างเว็บไซต์ประจำวิชาเพื่อให้นักศึกษาเข้ามาดู ก็คงจะใช้แค่บริการ Google Page Creator เพียงอย่างเดียว แต่ก็อาจจะใช้บริการ Gmail เพื่อให้นักศึกษาส่ง e-mail มาสอบถามเนื้อหาวิชาได้ หรือใช้บริการ Google Calendar เพื่อแสดงตารางเวลาการสอน วันเวลาสอบ และวันเวลาที่นักศึกษาสามารถเข้ามาพูดคุยกับอาจารย์ได้

เมื่อนัดวันกับ ดร.สาลินี ได้แล้ว ผมก็ช่วย setup เว็บไซต์และสอนการบริหารจัดการเว็บไซต์โดยใช้ Google Apps ซึ่งเริ่มต้นจากการจด domain name สำหรับเว็บไซต์ อาจารย์ได้เลือกชื่อ innovativewriting.org เป็นชื่อเว็บ จากนั้นก็ทำการเชื่อมโยง domain name เข้ากับระบบของ Google Apps ซึ่งขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ต้องใช้ความรู้ทางเทคนิคบ้าง แต่ก็ไม่ยากเกินไปเพราะ Google มีข้อความอธิบายได้ละเอียดดี

หลังจากที่ setup เรียบร้อยแล้ว ผมก็เริ่มสอนให้อาจารย์ใช้ Google Page Creator เพื่อสร้างเว็บไซต์ขึ้นมา ซึ่งโปรแกรมก็ใช้งานได้ง่ายมาก เพราะเป็น WYSIWYG (What You See Is What You Get) ที่สามารถพิมพ์ข้อความลงไป แล้วเลือกตกแต่งหน้าตาของเว็บไซต์ได้โดยการคลิกปุ่มต่างๆ มี template ให้เลือกใช้งานได้หลากหลาย และสามารถอัพโหลดไฟล์อะไรขึ้นไปเก็บไว้บนเว็บก็ได้

หลังจากที่ผมอธิบายวิธีการใช้ Google Page Creator เพื่อสร้างเว็บไซต์แบบง่ายๆ ให้อาจารย์เข้าใจแล้ว ทางอาจารย์มีความต้องการฟีเจอร์อีกสองอย่างสำหรับเว็บไซต์นี้ ฟีเจอร์แรกก็คือต้องการใส่คลิปวิดีโอบันทึกการเรียนการสอนของอาจารย์ลงในเว็บไซต์ เพื่อให้นักศึกษาที่มีปัญหาด้านการมองเห็นเข้ามาฟังเสียงจากคลิปได้ นักศึกษาที่มีปัญหาด้านการฟังก็จะได้อ่านปากอาจารย์ได้ ส่วนนักศึกษาวีลแชร์ที่ไม่สะดวกมาเรียน ก็จะได้เรียนทางอินเทอร์เน็ตได้ ผมจึงแนะนำให้ใช้ Google Video เพื่อเก็บคลิปการเรียนการสอน ซึ่งมั่นใจได้ว่าเว็บของ Google คงไม่ล่มง่ายๆ จากนั้นจึงค่อยนำคลิปวิดีโอไป embed ในเว็บอีกที

แต่อาจารย์บอกว่าอยากให้มีคลิปเสียงด้วย เพราะบางทีอาจจะไม่มีคนมาถ่ายวิดีโอตอนสอนให้ ก็เลยเกิดปัญหาขึ้นว่า Google Video ใช้เก็บไฟล์วิดีโอได้ แต่เก็บไฟล์เสียงไม่ได้ ผมเลยแนะนำให้อาจารย์เปลี่ยนมาใช้ imeem แทน ซึ่งสามารถเก็บได้ทั้งไฟล์วิดีโอและไฟล์เสียง และยังสามารถทำ playlist ให้กับไฟล์เสียงได้ด้วย เพราะชั่วโมงการสอนของอาจารย์ยาวถึงสองชั่วโมง จึงต้องแบ่งไฟล์ความยาวสองชั่วโมงให้สั้นลงแล้วจึงอัพโหลดขึ้นไปทีละไฟล์ จากนั้นจึงจะรวมทุกไฟล์ให้เป็น playlist เดียวกัน

ฟีเจอร์ที่สองที่อาจารย์ต้องการคือเว็บบอร์ด ซึ่งผมก็แนะนำให้ใช้ Google Groups ที่ใครก็สามารถเปิดเว็บบอร์ดของตัวเองได้ง่ายๆ มีขั้นตอนการใช้งานที่ไม่ยุ่งยากมากนัก ซึ่งจะช่วยให้นักศึกษาที่มีปัญหาด้านการมองเห็นสามารถเข้ามาเขียนกระทู้เพื่อพูดคุยกับอาจารย์หรือเพื่อนร่วมชั้นเรียนได้

ท้ายที่สุดแล้วเว็บไซต์นี้ก็เสร็จสมบูรณ์ที่นักศึกษาพิเศษสามารถเข้าไปใช้งานได้ที่ http://www.innovativewriting.org/

รูปภาพโฮมเพจของเว็บไซต์ www.innovativewriting.org

หน้าตาของเว็บไซต์อาจจะดูธรรมดา ออกเชยๆ เสียด้วยซ้ำ แต่นี่คือความตั้งใจที่จะทำให้นักศึกษาที่มีปัญหาด้านการมองเห็นสามารถใช้เว็บไซต์นี้ได้ง่ายๆ ด้วยการใช้ดีไซน์แบบคอลัมน์เดียว และหลีกเลี่ยงการใส่รูปภาพลงในเว็บ

คนตาดีหลายๆ ท่านอาจจะสงสัยว่าคนตาบอดจะเล่นเว็บได้อย่างไร ต้องขอบคุณเทคโนโลยีในปัจจุบันที่ช่วยให้คนตาบอดสามารถใช้งานคอมพิวเตอร์ได้ ด้วยโปรแกรม JAWS ที่สามารถอ่านข้อความต่างๆ ที่อยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ แล้วแปลงข้อความเหล่านั้นให้เป็นเสียงพูดในภาษาอังกฤษเพื่อให้คนตาบอดเข้าใจได้ บวกกับโปรแกรม PPA Tatip ที่ช่วยให้คอมพิวเตอร์สามารถพูดเป็นภาษาไทย ทำให้คนตาบอดเข้าใจเนื้อหาในเว็บไซต์ภาษาไทยได้

สำหรับโปรแกรม PPA Tatip นี้ ต้องให้เครดิตแก่คุณพุฒิพันธุ์ พลยานันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีพีเอ อินโนเวชั่น จำกัด ซึ่งได้รับพระราชทานทุนวิจัยจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาพัฒนาโปรแกรมนี้จนสำเร็จ และเป็นประโยชน์แก่คนตาบอดไทยเป็นอย่างมาก คุณพุฒิพันธุ์เป็นเพื่อนกับผมตั้งแต่สมัยเข้าค่ายอบรมนักเรียนโอลิมปิกคอมพิวเตอร์ จนถึงตอนที่เรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ที่ ม.เกษตร คุณพุฒิพันธุ์เป็นนักเทคโนโลยีที่มีความสามารถมาก สามารถพัฒนาโปรแกรมยากๆ ออกมาได้อย่างรวดเร็ว และยังเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งคอมพิวเตอร์โอลิมปิกถึงสองปีซ้อน คว้าเหรียญทองแดงและเหรียญเงินกลับมาให้ประเทศไทย

ด้วยโปรแกรม JAWS และ PPA Tatip ช่วยให้คนตาบอดรู้ว่าคอมพิวเตอร์กำลังทำงานที่โปรแกรมอะไร ช่วยให้พวกเขารู้ว่ากำลังกดปุ่มอะไรบนคีย์บอร์ด และช่วยให้พวกเขาเข้าใจว่าแต่ละเว็บไซต์มีเนื้อหาอะไร หลายท่านคงเคยเห็นโฆษณา AIS ที่นำเสนอเรื่องราวชีวิตจริงของคุณเอกลักษณ์ พรมชาติ ซึ่งเป็นคนตาบอดที่ทำงานเป็นพนักงาน call center ของ AIS เชื่อหรือไม่ว่าคุณเอกลักษณ์สามารถตอบกระทู้ในพันทิปได้ และเชื่อหรือไม่ว่าคุณเอกลักษณ์มีบล็อกเป็นของตัวเองอยู่ที่ http://akenetwork.exteen.com/

มีหลายๆ เรื่องที่คนตาปกติคิดว่าคนตาบอดคงทำไม่ได้ แต่จริงๆ แล้วพวกเขาทำได้ และทำได้ดีเสียด้วย อ่านเรื่องราวความสามารถอันน่ามหัศจรรย์ของคนที่อยู่ในโลกที่มืดมิดที่คนในโลกแห่งแสงสว่างคิดไม่ถึงในบทความเรื่อง Blind Man Can Do! เมื่อผมต้องสอนนักศึกษาตาบอดให้เขียนเว็บเป็น ต่อได้เลยครับ