แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Affiliate Marketing แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Affiliate Marketing แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2550

ธุรกิจ Affiliate Marketing + CPC Advertising ดี(สำหรับคนทำธุรกิจนี้)จริงหรือ?

จากบทความ ธุรกิจ Affiliate Marketing + CPC Advertising ดี(สำหรับเจ้าของสินค้าและผู้ซื้อสินค้า)จริงหรือ? ที่ผมได้วิเคราะห์แล้วว่าธุรกิจ Affiliate Marketing + CPC Advertising นั้นเป็นธุรกิจที่ดีต่อทั้งเจ้าของสินค้าเอง และยังดีต่อผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าอย่างเราๆ อีกด้วย ในบทความนี้ผมจะวิเคราะห์ต่อไปอีกครับว่าแล้วธุรกิจนี้จะดีต่อคนที่เป็น Affiliate Marketer ด้วยหรือเปล่า?

ก่อนอื่นเราจะต้องลองวิเคราะห์ภาพรวมของธุรกิจนี้ก่อนครับว่าเป็นธุรกิจที่น่าสนใจหรือไม่ โดยโมเดลที่ผมจะใช้ในการวิเคราะห์ก็คือ Michael Porter's Five Forces ซึ่งเป็นโมเดลที่ใช้วิเคราะห์ 5 ปัจจัยที่ส่งผลต่อผู้ที่อยู่ในธุรกิจนั้นๆ ได้แก่ อำนาจของลูกค้า อำนาจของ Supplier การคุกคามจากผู้เล่นหน้าใหม่ การคุกคามจากสินค้าทดแทน และสภาวะการแข่งขันภายใน

(ภาพจากเว็บไซต์ www.mindtools.com)

ก่อนที่เราจะวิเคราะห์ Five Forces เราต้องกำหนดก่อนว่าธุรกิจที่เราจะวิเคราะห์นั้นค้าขายสินค้าอะไร? ใครคือลูกค้า? ใครคือ Supplier? ใครที่เป็น Affiliate Marketer อยู่ ลองถามตัวเองดูครับว่าคุณได้รับเงินจากใคร? คำตอบก็คือบริษัทผู้ที่เป็นเจ้าของสินค้าหรือบริการที่คุณไปช่วยขายของให้ ดังนั้นเจ้าของสินค้าจึงเปรียบเสมือนลูกค้าของคุณ แล้วใครที่คุณต้องจ่ายเงินให้? คำตอบก็คือ CPC Advertising ไม่ว่าจะเป็น Google AdWords หรือ Yahoo! Search Marketing ส่วนสินค้าที่คุณขายก็คือ Traffic ที่คุณจ่ายเงินซื้อมาจาก CPC Advertising แล้วส่งต่อไปให้กับเว็บเจ้าของสินค้า

พอเรารู้แล้วว่าธุรกิจของเราทำอะไร คราวนี้ลองมาวิเคราะห์ Five Forces กันดูครับ

อำนาจของลูกค้า

เวลาที่คุณไปซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้า สินค้าติดราคาไว้เท่าไร คุณก็ต้องจ่ายเงินซื้อตามนั้นโดยไม่มีสิทธิ์ต่อรองราคา คุณทำได้อย่างมากก็แค่เปลี่ยนไปซื้อสินค้าจากห้างอื่น แต่ถ้าทุกห้างตั้งราคาเท่ากัน คุณก็เป็นลูกค้าที่ไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ ครับ แต่ถ้าคุณไปซื้อสินค้าจากจตุจักร คุณอาจจะพอต่อราคาได้บ้าง ถ้าเจ้าของร้านไม่ยอมลดให้คุณ คุณก็อาจจะลองไปเดินดูร้านอื่นที่ยอมลดราคาให้ แบบนี้เรียกว่าคุณพอจะมีอำนาจต่อรองราคาได้บ้าง

แล้วถ้าลองมาดูธุรกิจ Affiliate Marketing บ้างล่ะ ใครเป็นผู้กำหนดราคาของ Traffic? คำตอบชัดเจนครับว่าบริษัทเจ้าของสินค้าเป็นผู้กำหนดราคา โดยกำหนดในรูปของ commission ที่จะจ่ายให้แก่คุณ คุณมีสิทธิ์ต่อรองมั้ย? คงไม่มีครับ นอกเสียจากว่าคุณจะเป็น Affiliate Marketer ของบริษัทนั้น และสามารถสร้างยอดขายได้สัก 50% ของยอดขายทั้งหมดของบริษัท แบบนี้คุณอาจจะพอต่อรองได้ แต่โดยปกติแล้ว Affiliate Marketer หนึ่งคนจะสร้างยอดขายได้ไม่ถึง 1% หรอกครับ

แสดงให้เห็นว่าลูกค้าของ Affiliate Marketer มีอำนาจต่อรองสูงมาก และเป็นหนึ่งในห้าปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจนี้ไม่น่าสนใจครับ

อำนาจของ Supplier

ตอนนี้ Supplier หลักของธุรกิจ Affiliate Marketing มีเพียงสองรายคือ Google AdWords และ Yahoo! Search Marketing ถ้าสองรายนี้ไม่ยอมขายพื้นที่โฆษณาให้คุณ แปลว่าธุรกิจของคุณไม่เกิดครับ คุณอาจจะต้องหนีไปใช้วิธีอื่นแทน เช่น ไปโปรโมทสินค้าตามเว็บบอร์ด (สแปม) ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ดีเลยครับ

นอกจากนี้ คุณในฐานะผู้ซื้อ Traffic ก็ไม่มีอำนาจไปต่อรองกับ Google หรือ Yahoo! ได้ว่าขอให้ CPC ถูกลงกว่านี้หน่อยได้ไหม เพราะคนกำหนดราคาของคลิกไม่ใช่ Google หรือ Yahoo! แต่เป็นคุณและคู่แข่งของคุณอีกหลายล้านคนทั่วโลก คุณได้แต่เป็น Price Taker ที่ต้องรอรับชะตากรรมอย่างเดียว ถ้าคีย์เวิร์ดที่คุณใช้ไม่มีคนใช้เลยก็โชคดีไป แต่โดยปกติแล้วไม่ว่าจะคีย์เวิร์ดไหนก็มีราคาสูงๆ ทั้งนั้น ทำให้คุณต้องเลือกที่จะจ่ายแพงเพื่อให้ได้ Traffic มา หรือไม่ก็ต้องหาคีย์เวิร์ดที่ราคาถูกและมี Traffic น้อย

เห็นแบบนี้แล้วก็คงสรุปได้ว่า Supplier มีอำนาจต่อรองสูงมาก และเป็นหนึ่งในห้าปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจนี้ไม่น่าสนใจครับ

การคุกคามจากผู้เล่นหน้าใหม่

ลองนึกสิครับว่าถ้าใครสักคนอยากเข้าสู่ธุรกิจนี้ เขาจะเข้ามาได้ยากหรือง่าย? ธุรกิจนี้มีข้อจำกัดไม่ให้คนเข้าหรือเปล่า? มีการผูกขาดทรัพยากรที่สำคัญหรือเปล่า? มีสิทธิบัตรปกป้องหรือเปล่า? คำตอบก็คือไม่มีสักอย่างเลยครับ เป็นธุรกิจที่เสรีที่สุด ใครๆ บนโลกนี้ก็เข้ามาทำได้ ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล ไม่จำเป็นต้องมีลูกค้าในมืออยู่แล้ว สมัครแป๊บเดียวก็ทำได้เลย

เมื่อไม่มี barrier of entry ใครต่อใครก็แห่เข้ามาได้ง่ายๆ คุณก็จะพบคู่แข่งรายใหม่เพิ่มขึ้นทุกนาทีครับ การเข้าถึง Supply ในราคาถูกก็จะทำได้ยากขึ้น ส่วนแบ่งการตลาดของคุณก็จะลดลงเรื่อยๆ เช่นกัน เพราะมีคนที่พร้อมจะเข้ามาแย่งทั้ง Supply และลูกค้าได้ตลอดเวลา

การไม่มีคูน้ำและกำแพงเมืองกั้นข้าศึกเข้ามา จึงเป็นหนึ่งในห้าปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจนี้ไม่น่าสนใจครับ

การคุกคามจากสินค้าทดแทน

สินค้าที่จะทดแทน Traffic จาก Affiliate Marketer ได้ ก็คือ Traffic จากช่องทางอื่นๆ ครับ ถ้าเว็บไซต์เจ้าของสินค้าค่อนข้างดังอยู่แล้ว ติดอันดับต้นๆ ของ Search Engine ตัวสินค้ามีชื่อเสียง เจ้าของสินค้าก็อาจจะไม่ต้องใช้ Affiliate Marketing เลยก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ผลิตสินค้าจะต้องแข่งขันกันขายสินค้าของตัวเองให้ได้มากที่สุด ซึ่งการทำ Affiliate Marketing ก็เป็นตัวช่วยที่ดีมาก

นอกจากนี้ Affiliate Marketing ยังช่วยให้เจ้าของสินค้าสามารถควบคุมต้นทุนการตลาดได้ดี จ่ายเมื่อมียอดขายเท่านั้น การตลาดวิธีอื่นๆ อาจจะสู้ Affiliate Marketing ไม่ได้ จึงถือว่าเป็นปัจจัยที่พอจะทำให้ธุรกิจนี้น่าสนใจอยู่บ้าง เพราะมีแนวโน้มที่เจ้าของสินค้าจะใช้การตลาดแบบ Affiliate Marketing กันมากขึ้น

สภาวะการแข่งขันภายใน

ใครที่ทำ Affiliate Marketing ช่วยตอบหน่อยสิครับว่าการแข่งขันรุนแรงขนาดไหน คู่แข่งเยอะมาก และมาจากทั่วทั้งโลก ตัวสินค้าก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย มันก็คือ Traffic เหมือนๆ กัน ลูกค้าซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าไม่ได้มีความภักดีกับ Affiliate Marketer คนไหนเป็นพิเศษ ผู้เล่นในธุรกิจนี้ต่างพยายามแย่งชิงคีย์เวิร์ดคุณภาพดีที่มีราคาถูก และพยายามแสวงหาบริษัทเจ้าของสินค้าที่จ่ายผลตอบแทนสูง ฟาดฟันกันรุนแรงน่ากลัวเหลือเกินครับ

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญมากที่ทำให้ธุรกิจนี้ไม่น่าสนใจเลยครับ

วิเคราะห์มาทั้ง 5 ปัจจัย มีเพียงปัจจัยเดียวที่พอจะดูได้ก็คือเรื่องสินค้าทดแทน แต่ปัจจัยที่เหลือต่างก็ทำให้ธุรกิจนี้ไม่น่าสนใจเอาเสียเลยครับ


เศรษฐศาสตร์ของ Affiliate Marketing

โดยส่วนใหญ่แล้วเจ้าของสินค้าจะให้ commission เป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดขาย และมีหลายๆ แห่งที่ให้เปอร์เซ็นต์มากขึ้นถ้า Affiliate Marketer สามารถช่วยขายสินค้าได้ในจำนวนที่สูงขึ้น ถ้าเราพล็อตกราฟความสัมพันธ์ระหว่างราคา (commission จ่าย) และปริมาณสินค้าขาย กราฟรายรับเฉลี่ย (Average Revenue - AR) ของ Affiliate Marketer ต่อยอดขายหนึ่งรายการ ก็จะมีแนวโน้มชันขึ้นเมื่อปริมาณขายสูงขึ้น แต่จะชันขึ้นไม่มากนักเพราะเปอร์เซ็นต์ commission ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก

Average Revenue Curve

ในส่วนของต้นทุนของ Affiliate Marketing นั้นขึ้นอยู่กับราคาประมูลคีย์เวิร์ด ซึ่งราคานี้สะท้อนมาจากสภาวะของตลาด ถ้าตลาดมีความต้องการคีย์เวิร์ดนั้นๆ มาก (Demand - D) ราคาประมูลคีย์เวิร์ดก็จะปรับตัวสูงขึ้น (Price - P) ขณะที่ในฝั่ง Supply (S) หรือพื้นที่แสดงผลโฆษณาบน Search Engine นั้นมีจำกัด ถ้าพล็อตกราฟความสัมพันธ์ระหว่างราคาคีย์เวิร์ดและปริมาณพื้นที่แสดงผลโฆษณา จะพบว่าเส้นกราฟ S จะตั้งชัน เนื่องจากพื้นที่มีจำกัด ขณะที่เส้นกราฟ D จะเฉียงลง ซึ่งหมายถึงถ้าราคาประมูลคีย์เวิร์ดสูงมาก คนที่จะมีกำลังซื้อพื้นที่โฆษณาได้ก็จะน้อยลง แต่ถ้าราคาถูกลง คนก็จะซื้อได้เยอะขึ้น จุด P ที่เส้นกราฟทั้งสองเส้นตัดกันก็คือจุดที่บ่งบอกว่าราคาคีย์เวิร์ดอยู่ที่เท่าไร

Demand and Supply Curve

นำสองกราฟมารวมกัน พื้นที่สีเขียวที่อยู่เหนือจุด P แต่อยู่ใต้เส้น AR ก็คือกำไรที่ Affiliate Marketer จะได้รับ ยิ่งโหมโฆษณามากเพื่อให้ได้ยอดสั่งซื้อมาก ก็ยิ่งได้กำไรมากขึ้น

Profit Area

แต่... จากที่วิเคราะห์เรื่องการคุกคามจากผู้เล่นหน้าใหม่โดยใช้ Five Forces ไปแล้ว จะพบว่าธุรกิจนี้สามารถเข้ามาแข่งขันด้วยได้ไม่ยาก ถ้าเพียงคู่แข่งของคุณรู้ว่าคุณขายสินค้าให้เว็บไหนอยู่ และรู้ว่าคุณใช้คีย์เวิร์ดอะไร คู่แข่งก็จะแห่เข้ามาเต็มไปหมด จนทำให้ความต้องการคีย์เวิร์ดนั้นเพิ่มขึ้นเป็น D* และราคาประมูลของคีย์เวิร์ดก็เพิ่มเป็น P* เช่นกัน ถ้าคุณฝืนประมูลแข่ง คุณก็จะประสบกับภาวะขาดทุนอย่างแน่นอน

Loss Area

เมื่อมีคนขาดทุนจากธุรกิจนี้ คนก็จะออกจากธุรกิจไป ทำให้กราฟ D* ถอยกลับมาเป็น D และคนที่ยังอยู่ในธุรกิจก็จะทำกำไรได้อีกครั้ง แต่โดยปกติแล้วการถอยของกราฟ D* นั้นเป็นไปได้ยากมาก เพราะถ้ามีช่องว่างที่จะทำกำไรได้เพียงเล็กน้อย ก็จะมีคนเข้ามากินช่องว่างนั้นทันที


กลยุทธ์สำหรับ Affiliate Marketer

เมื่อเรารู้แล้วว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่พอจะช่วยให้ธุรกิจนี้ทำกำไรได้บ้าง เราก็จะนำปัจจัยต่างๆ มาสร้างกลยุทธ์สำหรับการทำธุรกิจครับ

ปัจจัยแรกที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องต้นทุนของคีย์เวิร์ด จะกำไรหรือขาดทุนก็อยู่ที่ราคาคีย์เวิร์ดทั้งนั้น เราจึงต้องหาวิธีควบคุมต้นทุนนี้ให้ได้ ซึ่งอาจจะทำได้โดยการเป็นคนแรกๆ ที่ใช้คีย์เวิร์ดนั้น (ช่วงที่ราคาคีย์เวิร์ดยังถูกอยู่) นั่นหมายความว่าเราจะต้องพยายามหาคีย์เวิร์ดใหม่ๆ ตลอดเวลา และจะต้องทำใจไว้ว่าคีย์เวิร์ดคุณภาพดีราคาถูกมักจะไม่ยั่งยืน

อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดต้นทุนได้ก็คือการเปลี่ยน Supplier ของ Traffic เช่น การเปลี่ยนจาก Google AdWords ไปใช้ Yahoo! Search Marketing แต่ท้ายที่สุดแล้วก็จะต้องพบกับสถานการณ์เช่นเดิม คือราคาคีย์เวิร์ดจะเพิ่มขึ้นไปถึงจุดสมดุลของตลาด

หรือบางคนก็อาจจะเปลี่ยนวิธีการหา Traffic โดยไม่ใช้ Search Engine แต่ใช้วิธีโปรโมทผ่าน Signature ของตัวเองในเว็บบอร์ดต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่เหนื่อย และมักจะไม่ค่อยได้ผลมากนักครับ

ปัจจัยที่สองคือเรื่องของรายรับ เราจะต้องพยายามเพิ่มรายรับให้มากขึ้นเพื่อสร้างโอกาสทำกำไรให้สูงขึ้น วิธีการเพิ่มรายรับวิธีหนึ่งที่น่าสนใจก็คือการเลือกทำตลาดให้กับเจ้าของบริการที่จ่ายเงินให้เราทุกเดือน ตราบเท่าที่ลูกค้าที่เราแนะนำไปยังใช้บริการอยู่ เช่น Web Hosting แต่ทั้งนี้ก็ต้องไม่ลืมว่าคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับบริการเหล่านี้ก็ย่อมมีราคาสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

อีกวิธีหนึ่งที่ทำได้ก็คือการหาลูกค้าให้ได้เป็นจำนวนมาก เพื่อที่เราจะได้รับเปอร์เซ็นต์ commission ในอัตราที่สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้เรามีโอกาสทำกำไรได้สูงกว่าคู่แข่งของเราที่มียอดขายต่ำกว่า แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับที่จะทำแบบนี้ได้

จะเห็นได้ว่าธุรกิจ Affiliate Marketing ไม่หมูเลยครับ นี่ยังมีเรื่องความเสี่ยงที่จะถูก Disintermediary หรือการตัดพ่อค้าคนกลางออก เช่น ถ้าเราเป็นนายหน้าให้เว็บแห่งหนึ่ง อยู่ๆ วันหนึ่งสินค้าของเว็บนี้ขายดีมาก คนพูดกันปากต่อปาก เจ้าของเว็บอาจจะเลิกโปรแกรม Affiliate Marketing แต่หันมาทำโฆษณาด้วยตัวเอง เอาเงินที่จะจ่ายให้ Affiliate Marketer มาซื้อ Google AdWords ซะเอง แบบนี้พ่อค้าคนกลางอย่าง Affiliate Marketer ก็ตกที่นั่งลำบากครับ

ถึงแม้ว่าธุรกิจ Affiliate Marketing + CPC Advertising จะไม่ค่อยดีนักสำหรับผู้ที่ทำธุรกิจนี้ แต่ธุรกิจนี้ก็ส่งผลดีในภาพรวมครับ มันช่วยให้สินค้าไปถึงมือผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น ช่วยให้ผู้ผลิตสินค้ามุ่งเน้นที่การผลิตอย่างเดียว และช่วยสร้างโอกาสให้กับคนเป็นจำนวนมากที่เป็นนักแสวงหาโอกาส

ธุรกิจ Affiliate Marketing + CPC Advertising ดี(สำหรับเจ้าของสินค้าและผู้ซื้อสินค้า)จริงหรือ?

ธุรกิจ Affiliate Marketing + CPC Advertising ฮอตฮิตอย่างมากในบ้านเราในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งกระแสนี้เกิดจากหนังสือ Google Make Me Rich ของคุณตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ หนึ่งในคนไทยที่ประสบความสำเร็จในการกอบโกยเงินจากการทำ Affiliate Marketing

เผื่อบางท่านยังไม่เคยรู้จักธุรกิจนี้มาก่อน ผมจะขออธิบายแบบสั้นๆ ครับ การทำ Affiliate Marketing คือการที่เราไปสมัครเป็นนายหน้าขายสินค้าและบริการให้กับเว็บไซต์ต่างๆ แล้วนำเว็บไซต์เหล่านั้นไปแนะนำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักเพื่อที่กลุ่มเป้าหมายจะได้เข้าไปสั่งซื้อสินค้า โดยที่เราในฐานะผู้แนะนำก็จะได้รับ commission ตามที่เว็บไซต์กำหนด

แต่เนื่องจากมีเว็บไซต์ที่เปิดให้คนสมัครเข้าไปทำ Affiliate Marketing ได้เป็นจำนวนมาก จึงมีผู้รวบรวมรายชื่อเว็บไซต์เหล่านั้นเอาไว้ด้วยกันเพื่อให้เกิดความสะดวก เช่น Commission Junction และมีผู้รวบรวมรายการสินค้าที่คุณสามารถนำไปโฆษณาขายต่อได้ เช่น ClickBank และ Amazon

เมื่อผู้ที่ทำธุรกิจ Affiliate Marketing เลือกเว็บไซต์หรือสินค้าที่ตัวเองสนใจได้แล้ว ก็จะนำไปโฆษณาผ่าน Cost Per Click (CPC) Advertising เช่น Google AdWords และ Yahoo! Search Marketing เมื่อมีผู้คลิกโฆษณา Affiliate Marketer ก็จะต้องจ่ายเงินค่าคลิกนั้น ถ้าผู้คลิกตัดสินใจซื้อสินค้า Affiliate Marketer ก็จะได้รับเงินค่า commission มาจากเจ้าของสินค้าอีกที

ทีนี้ก็เลยเกิดคำถามขึ้น 3 ข้อครับ

  1. ธุรกิจ Affiliate Marketing + CPC Advertising ดีสำหรับเจ้าของสินค้าจริงหรือ?
  2. ธุรกิจ Affiliate Marketing + CPC Advertising ดีสำหรับผู้ซื้อสินค้าจริงหรือ?
  3. ธุรกิจ Affiliate Marketing + CPC Advertising ดีสำหรับผู้ที่ทำธุรกิจนี้จริงหรือ?

เจ้าของสินค้า

ถ้าคุณเป็นเจ้าของสินค้า คุณอยากทำ Affiliate Marketing ไหมครับ? คุณอยากให้ใครๆ มาสมัครเป็นพนักงานขายของบริษัทคุณ โดยที่คุณไม่ต้องจ่ายเงินเดือน จะจ่ายเพียง commission เมื่อพนักงานคนนั้นสร้างยอดขายได้ไหมครับ?

ลองดูกราฟตัวนี้ครับ

eBay Revenue Graph

นี่เป็นกราฟรายได้ของ eBay สีแดงคือต้นทุนค่าขายและการตลาด สีน้ำเงินคือกำไรและต้นทุนอื่นๆ รวมกันแล้วก็คือรายได้ (ยอดขาย) ในปีนั้นๆ โดยในปี 2006 eBay มีรายได้สูงถึง 4,349 ล้านเหรียญ มีต้นทุนค่าขายและการตลาด 1,619 ล้านเหรียญ ถ้าเทียบกับปี 1996 ซึ่งเป็นปีแรกที่ eBay มีงบการเงินที่ครบรอบปี มีรายได้เพียง 18 ล้านเหรียญ ต้นทุนค่าขายและการตลาด 13 ล้านเหรียญ

ที่ผมแยกตัวเลขต้นทุนค่าขายและการตลาดออกมาให้ดู ก็เพราะว่า eBay เป็นธุรกิจที่ไม่มีต้นทุนสินค้าครับ เพราะ eBay เป็นเพียงตัวกลางในการซื้อขาย ไม่มีการสต็อกสินค้าเหมือนกับ Amazon เมื่อมีคนต้องการขายสินค้า eBay ก็จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียม เมื่อขายสินค้าได้ eBay ก็จะเรียกเก็บ commission ขาย เรียกได้ว่ารับเงินอย่างเดียวเลย eBay จึงเป็นธุรกิจดอทคอมเพียงไม่กี่แห่งของโลกนี้ที่ไม่เคยมีผลขาดทุนเลยสักปีเดียว

ถึงแม้ว่า eBay จะไม่มีต้นทุนสินค้า แต่ก็มีค่าใช้จ่ายด้านการพัฒนาเว็บไซต์ การดูแลระบบ ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับรายได้ และมีค่าเงินเดือนของพนักงานและผู้บริหาร เป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่พอสมควร แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือต้นทุนค่าขายและการตลาดนี่แหละครับ

eBay Cost Percentage Graph

ผมลองพล็อตกราฟเป็นเปอร์เซ็นต์ออกมา จะเห็นได้ว่าในช่วงปี 1996 - 2000 eBay มีต้นทุนค่าขายและการตลาดโดยเฉลี่ยสูงถึง 40% ของรายได้ ขณะที่ในช่วงปี 2002 - 2006 ต้นทุนนี้อยู่ต่ำกว่า 30%

ต้นทุนค่าขายและการตลาดนี้คืออะไร? ทำไมมันถึงสูงได้ขนาดนี้ ทั้งที่ eBay ก็ไม่เห็นมีสินค้าอะไรให้ขายเลย

จริงๆ แล้วต้นทุนนี้คือค่าการตลาดและประชาสัมพันธ์ที่จะทำให้มีคนเอาสินค้าเข้ามาประมูลขายกันเยอะๆ และมีคนเข้ามาประมูลซื้อสินค้ากันเยอะๆ ครับ ซึ่งจะเห็นได้ชัดเลยว่าในช่วง 5 ปีแรก eBay ใช้เงินกับกิจกรรมการตลาดสูงถึง 40% ของรายได้ ทั้งนี้ก็เพื่อสร้าง Community ผู้ซื้อผู้ขายให้เกิดขึ้นให้ได้นั่นเอง

eBay ไม่ได้ใช้เงินเพื่อโหมโฆษณาทางโทรทัศน์หรอกนะครับ แต่ eBay เอาเงินก้อนนี้มาทำ Affiliate Marketing เป็นเงินที่จ่ายให้กับ Affiliate Marketer ผู้ที่สามารถหาคนซื้อคนขายสินค้ามาให้ eBay ได้ ถือเป็นกลยุทธ์การตลาดที่ทำให้ eBay ประสบความสำเร็จอย่างสูงเลยครับ

จากที่ผมวิเคราะห์ไว้ในบทความเรื่อง เมื่อ eBay Go Thailand ใครได้ ใครเสีย? ซึ่งผมคิดว่า Sanook eBay จะเกิดได้ยากมากเนื่องจาก Business Model สู้กับ Online Classifieds สัญชาติไทยได้ลำบาก แต่ถ้าลองคิดว่าหาก Sanook eBay ใช้ Affiliate Marketing ล่ะ? มันก็ไม่แน่นะครับ

การทำ Affiliate Marketing ไม่ได้ส่งผลดีต่อเจ้าของสินค้าในแง่ของการหาคนช่วยขายสินค้าได้แบบไม่ต้องจ่ายเงินเดือนเพียงเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เจ้าของสินค้าสามารถควบคุมต้นทุนขายได้ด้วยครับ เจ้าของสินค้าสามารถกำหนดได้เลยว่าจะจ่าย commission ให้กับ Affiliate Marketer เป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย ส่วนใหญ่มักจะอยู่ที่ 30% ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นกับประเภทของสินค้าด้วย

การควบคุมต้นทุนขายได้ช่วยให้เจ้าของสินค้าสามารถใส่ใจกับการพัฒนาคุณภาพของสินค้าให้ดีขึ้น ปรับปรุงต้นทุนการผลิตให้ดีขึ้น การบริหารจัดการจะทำได้ง่ายขึ้นครับ

คงจะสรุปได้แล้วนะครับว่า Affiliate Marketing นั้นส่งผลดีต่อเจ้าของสินค้าขนาดไหน


ผู้ซื้อสินค้า

ถ้าคุณเป็นผู้ซื้อสินค้าและใช้ Google เพื่อค้นหาสิ่งที่คุณต้องการ จะดีไหมครับถ้าคุณพบสิ่งที่ต้องการได้ทันที

ตอนที่ผมเดินทางไปสิงคโปร์ ผมได้ใช้ Google เพื่อค้นหาโรงแรมในสิงคโปร์โดยใช้คำค้นว่า "hotel singapore" นี่คือสิ่งที่ผมได้พบครับ

Singapore Hotel in Google

และ

Singapore Hotel in Google

ถ้าเป็นแต่ก่อนที่ยังไม่มี Google และผมต้องการไปสิงคโปร์ ผมคงต้องไปค้นหาบริษัททัวร์จากหนังสือพิมพ์ แล้วโทรไปสอบถามราคา จากนั้นก็ต้องหาบริษัทอื่นๆ เพื่อหาราคาเปรียบเทียบกัน ถ้าขี้เกียจมากๆ ก็ตัดสินใจซื้อจากบริษัทแรกที่โทรไปหาเลย

แต่พอมี Google แล้ว ชีวิตก็ง่ายขึ้น เพราะผมสามารถค้นหาโรงแรมในสิงคโปร์ได้อย่างรวดเร็ว สามารถเปรียบเทียบราคาได้ด้วยตัวเอง ชีวิตยิ่งง่ายขึ้นอีกเมื่อ Google มีโฆษณาขายห้องพักปรากฎให้เห็นทันที ผมไม่ต้องไปงมหาจากผลลัพธ์การค้นหาว่ามันคือเว็บขายห้องพัก หรือว่าเป็นเพียงเว็บรวมรายชื่อโรงแรมในสิงคโปร์

Affiliate Marketing มีแนวโน้มที่จะช่วยให้ชีวิตของผู้ซื้อสินค้าง่ายขึ้นเรื่อยๆ เพราะ Affiliate Marketer จะทำหน้าที่ค้นหาสินค้าที่ขายดี ได้รับความนิยม ถูกใช้งานโดยคนจำนวนมากอยู่แล้ว มาเสนอให้ถึงหน้าจอคอมพิวเตอร์ของคุณ

ผู้บริโภคสบายขึ้นเรื่อยๆ ครับ

อ่านต่อภาคสอง ธุรกิจ Affiliate Marketing + CPC Advertising ดี(สำหรับคนทำธุรกิจนี้)จริงหรือ?

วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

งานสัมมนา Next E-Business Model 2.0

โครงการสัมมนา ม.รังสิต และ บริษัท ไทยเวนเจอร์ดอท คอม จำกัด
เรื่อง Next E-Business Model 2.0
วัน/เวลา เสาร์ 9 มิถุนายน 2550 13.00 -16.30 น.
สถานที่ ณ ศูนย์ศึกษาสาธรธานี ม.รังสิต อาคารสาธรธานี ชั้น 7 ห้อง 701
จัดโดย มหาวิทยาลัยรังสิต และ บริษัทไทยเวนเจอร์ ดอท คอม จำกัด

หลักการและเหตุผล

มหาวิทยาลัยรังสิต และ บริษัทไทยเวนเจอร์ ดอทคอมจำกัด มีความประสงค์ให้บริการความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต โดยหัวข้อนี้เน้นไปที่เรื่องของ โมเดลธุรกิจของอินเทอร์เน็ต

ความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจบนโลกอินเทอร์เน็ตได้เปลี่ยนไปเริ่มมีศัพท์ใหม่ว่า Web 2.0 ทำให้โมเดลธุรกิจเปลี่ยนไป คนยุคเก่าบนโลกอินเทอร์เน็ต 1.0 ปรับเปลี่ยนตัวเองไม่ทัน และปัจจุบันมีคนรุ่นใหม่ที่สร้างธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตด้วยความรู้ทางเทคโนโลยี ด้วยการสร้างโมเดลธุรกิจจาก Web 2.0 , ตัวแทนการขายสินค้า (affiliate program) , การนำโฆษณามาติดที่เว็บไซค์ (google adsense) มีคนไทยที่ประสบความสำเร็จจากรูปแบบดังกล่าวและให้ความรู้ในวงกว้างมาแล้ว

การสัมมนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรที่มีความรู้ได้รับการยอมรับว่าเก่งที่สุดและอยู่แนวหน้าในระดับประเทศ และมีความสามารถทัดเทียมกับชาวต่างประเทศเพราะสามารถแข่งขันธุรกิจนี้กับชาวต่างประเทศ โดยแต่ละท่านจะมาแบ่งปันประสบการณ์ในการปรับเปลี่ยน Business Model , เทคนิคการแสวงหาความรู้บนโลกอินเทอร์เน็ต , รูปแบบธุรกิจแห่งอนาคต , รายได้จากสินค้าที่เป็น digital มีอะไรบ้าง , การสร้างชุมชนออนไลน์ , การสร้างกฎเกณฑ์ใหม่ในธุรกิจ , การเบียดแย่งชิงพื้นที่จากรายเก่า , กลยุทธ์การสู้กับฝรั่ง , ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้โมเดลเปลี่ยน , โอกาสของตลาดใหม่ , การบริหารทีมงานในต่างประเทศ

เชื่อว่าการสัมมนาครั้งนี้เป็นสุดยอดการรวมของผู้ประสบความสำเร็จที่เป็นแรงบันดาลใจของคนรุ่นใหม่ในประเทศไทย และการสัมมนาครั้งนี้จะทำให้คนไทยได้รับความรู้บนโลกอินเทอร์เน็ตเท่าทันและสามารถแข่งขันกับชาวต่างประเทศได้

จุดประสงค์

  1. บริการวิชาการให้กับผู้สนใจ ซึ่งเนื้อหาของการบรรยายหาฟังได้ยาก
  2. เพื่อให้รู้จักแนวคิดของโมเดลทางธุรกิจบนโลกอินเทอร์เน็ต
  3. เชื่อมโยงสร้างองค์ความรู้อินเทอร์เน็ตให้กับสังคมไทย
  4. เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างผู้ประกอบการใหม่
  5. เป็นการส่งเสริมผู้ที่ประสบความสำเร็จและเป็นแบบอย่างให้กับคนรุ่นใหม่ได้รู้จักและนำวิธีการทำงานความสำเร็จไปประยุกต์ใช้กับชีวิตส่วนตัวและธุรกิจ
  6. องค์ความรู้ในการสัมมนาเป็นการป้องกันความเสี่ยงสำหรับการเริ่มธุรกิจบนโลกอินเทอร์เน็ต

กลุ่มผู้เข้าร่วมสัมมนา

  • กลุ่มผู้สนใจที่ธุรกิจบนโลกอินเทอร์เน็ต
  • ภาคเอกชนที่ต้องการฟังโมเดลใหม่ ๆ บนธุรกิจอินเทอร์เน็ต

วิทยากร

  • ปรเมศวร์ มินสิริ กรรมการผู้จัดการ บัณฑิตเซ็นเตอร์ จำกัด และ ผู้บริหาร Kapook.com
  • อภิศิลป์ ตรุงกานนท์ ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ธุรกิจออนไลน์ ทีมงานรุ่นบุกเบิกผู้วางระบบให้ Pantip.com
  • ธนพล ทรัพย์สมบูรณ์ (โซวบักท้ง) ผู้ก่อตั้ง ThaiSEOBoard.com เจ้าพ่อ google adsense หมายเลขหนึ่งของประเทศไทย
  • ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ผู้แต่งหนังสือ Google Make Me Rich

กำหนดการ

12.30 – 13.00 ลงทะเบียน

13.10 – 13.15 ผู้ช่วยอธิการบดี ฝ่ายการตลาด มหาวิทยารังสิต และ ไทยเวนเจอร์ดอทคอม จำกัด กล่าวต้อนรับและวัตถุประสงค์ของการจัดงานสัมมนา

13.15 – 13.40 วิเคราะห์เจาะลึก e-Business Model ที่อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ชื่อดังของไทยและของโลก ด้วยทฤษฎีจากหลักสูตร MBA โดย อภิศิลป์ ตรุงกานนท์

13.40 – 14.30 Web 2.0 Next Internet Business Model เก็บตกประสบการณ์จากงาน Web 2.0 Expo ที่สหรัฐอเมริกา โดย ปรเมศวร์ มินสิริ

14.30 – 14.50 พักรับประทานอาหารว่าง

14.50 – 15.30 โมเดลธุรกิจออนไลน์ ตัวแทนการขายสินค้าบนโลกอินเทอร์เน็ต Affiliate โดย ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ผู้แต่งหนังสือ Google Make Me Rich

15.30 – 16.10 โมเดลธุรกิจออนไลน์ การหารายได้จากโฆษณาบนอินเทอร์เน็ต (Google adsense) โดย โซวปักท้ง ผู้ก่อตั้งเว็บไซค์ Thaiseoboard.com และ เจ้าพ่อ Google Adsense หมายเลขหนึ่งของไทย

16.10 – 16.30 ตอบคำถาม และร่วมสนุกแจกของรางวัล

งานนี้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ใครสนใจร่วมงาน ลงทะเบียนที่ http://www.thaiventure.com/seminars_detail.php?No=79 ได้เลยครับ

วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2550

เมื่อ Google จดทะเบียนสมรสกับ DoubleClick แล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับโลกนี้บ้าง?

หลังจากที่ได้เขียนเรื่อง <Google ซื้อ DoubleClick ด้วยเงินสดมูลค่า 3.1 พันล้านเหรียญ นี่คือราคาที่สมเหตุสมผล หรือเป็นราคาที่ต้องการเอาชนะ Microsoft กันแน่?> ซึ่งจะช่วยให้ทุกท่านเห็นภาพของการเคาะราคาอย่างมีที่มาที่ไป ได้เข้าใจว่าทำไม Microsoft ถึงแพ้ ทั้งที่ตัวเองก็มีเงินสดอยู่ในมือสูงถึง 30 พันล้านเหรียญ

บทความนี้จะเล่าต่อว่าเมื่อ Google ได้ DoubleClick มาแล้ว จะเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นกับโลกออนไลน์ใบใหญ่แต่แบนราบนี้บ้าง?


DoubleClick มีดีอะไร?

DoubleClick DoubleClick เป็นบริษัทที่ให้บริการด้านเทคโนโลยีการตลาดออนไลน์ทั้งแก่ผู้ที่เป็นเจ้าของเว็บไซต์ที่ต้องการขายพื้นที่โฆษณาบนเว็บของตัวเอง (ผู้ขาย) และเอเจนซี่โฆษณาซึ่งเป็นผู้ที่ต้องการซื้อพื้นที่โฆษณาเพื่อใช้ประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการต่างๆ (ผู้ซื้อ)

สิ่งที่ DoubleClick ทำก็คือการเป็นตัวกลางที่เชื่อมผู้ขายกับผู้ซื้อเข้าด้วยกัน DoubleClick ได้สร้างเครือข่ายของเจ้าของเว็บไซต์ซึ่งมีพื้นที่โฆษณาจำนวนมากเอาไว้ และได้นำพื้นที่นี้ไปขายต่อให้กับเอเจนซี่ ซึ่ง DoubleClick มีหน้าที่บริหารพื้นที่โฆษณาให้ดีที่สุดทั้งในแง่ของปริมาณและคุณภาพ

Google and DoubleClick act as intermediator

ในด้านปริมาณก็คือจะต้องลดจำนวนพื้นที่ว่างให้เหลือน้อยที่สุด ให้ลองนึกภาพว่าคุณเป็นเจ้าของหอพักที่มีจำนวนห้องให้บริการได้ 100 ห้อง ถ้ามีคนใช้บริการเพียง 50 ห้อง คุณก็อาจจะขาดทุน แต่ถ้ามีคนใช้บริการสัก 95 ห้อง แบบนี้เยี่ยมครับ ถึงแม้ว่า DoubleClick จะไม่ได้เป็นเจ้าของพื้นที่โฆษณาเอง ไม่ได้ลงทุนสร้างและบริหารเว็บไซต์เอง แต่ทำตัวเป็นนายหน้าขายพื้นที่ให้ (นึกภาพว่าคุณเป็นเจ้าของหอพักที่ไม่ได้ขายห้องเอง แต่มีคนมารับอาสาช่วยขายให้คุณ และเขาจะได้รับคอมมิสชั่นจากคุณ) ถ้า DoubleClick ปล่อยให้มีพื้นที่ว่างเหลือเยอะๆ เจ้าของเว็บไซต์ก็อาจจะไม่พอใจและเปลี่ยนไปให้บริษัทอื่นขายโฆษณาให้ หรือไม่ก็ขายเองซะเลย

ในด้านคุณภาพ DoubleClick จะต้องบริหารโฆษณาให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุดทั้งฝั่งผู้ขายและฝั่งผู้ซื้อ สิ่งที่ผู้ซื้อโฆษณาต้องการก็คือได้เห็นโฆษณาของตัวเองไปปรากฎอยู่บนเว็บไซต์ที่มีผู้ชมเป็นกลุ่มเป้าหมายตามที่ต้องการ เช่น ถ้าผมเป็นเจ้าของโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว อาจจะเป็นเจ้าของรีสอร์ทก็ได้ สิ่งที่ผมอยากเห็นก็คือโฆษณารีสอร์ทของผมไปปรากฎอยู่บนเว็บไซต์ด้านท่องเที่ยว แต่ไม่อยากเห็นมันไปปรากฎบนเว็บไซต์สอนเขียนโปรแกรม PHP ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ผู้ขายโฆษณาต้องการก็คือได้เห็นโฆษณาที่เหมาะกับผู้ใช้เว็บมาปรากฎบนเว็บของตัวเอง เช่น ถ้าผมเป็นเจ้าของเว็บไซต์ที่ฐานคนเล่นเป็นเด็ก ผมคงไม่อยากเห็นโฆษณาขายซีดีโป๊มาโผล่บนเว็บผม

บางคนอาจจะสงสัยว่า เอ๊ะ มันก็ไม่ต่างอะไรกับ Google AdSense เลยสิ ที่ให้เจ้าของเว็บเอาพื้นที่โฆษณามาขายให้กับผู้ที่ซื้อโฆษณาผ่าน Google AdWords ใช่เลยครับ ทั้ง Google และ DoubleClick ต่างก็เป็นตัวกลางเชื่อมผู้ขายและผู้ซื้อเหมือนกัน จะต่างกันก็ที่ Google ให้บริการแบบ Pay-Per-Click Text Ads เป็นหลัก ผู้ซื้อโฆษณาจะซื้อคีย์เวิร์ดจาก Google AdWords จากนั้น Google จะนำข้อความโฆษณาของผู้ซื้อไปแสดงบนเว็บไซต์ที่มีคีย์เวิร์ดนั้นๆ อยู่ ถ้าผู้เล่นเว็บไซต์นั้นเห็นโฆษณาแล้วคลิกที่โฆษณา ผู้ซื้อคีย์เวิร์ดก็จะต้องจ่ายเงินให้กับเจ้าของเว็บไซต์ โดย Google จะเป็นตัวกลางและเรียกเก็บค่าต๋งไป

ขณะที่ DoubleClick จะต่างออกไปตรงที่ไม่ได้มีเทคโนโลยี Search Engine แบบ Google จึงไม่สามารถให้บริการ Text Ads ได้ดีนัก แต่ DoubleClick ก็มี Image Ads ที่แข็งแกร่ง มีเครือข่ายเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเน้นรูปภาพและมัลติมีเดีย

Text Ads กับ Image Ads มีวัตถุประสงค์การใช้งานที่แตกต่างกัน Text Ads จะถูกใช้เพื่อสื่อสารข้อความออกไปตรงๆ เพื่อให้ผู้มองเห็นตัดสินใจคลิกเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมทันที ขณะที่ Image Ads จะไม่เน้นการถูกคลิกมากนัก แต่ถูกใช้เพื่อสร้าง Brand Awareness ให้ภาพของโฆษณาฝังเข้าไปในหัวของผู้มองเห็น

เจ้า Image Ads เนี่ยแหละครับ ที่ Google สู้ไม่ได้

Performics

นอกจากนี้ DoubleClick ยังมีบริษัทลูกที่ชื่อ Performics ซึ่งเป็นเครือข่าย Affiliate Marketing ใหญ่เป็นอันดับสามของอเมริกา และเป็นเอเจนซี่ด้าน Search Engine Marketing อันดับหนึ่งของอเมริกา

ใครที่เคยอ่านหนังสือ Google Make Me Rich ก็คงรู้จักคำว่า Affiliate Marketing ดี เจ้า Performics ที่เป็นเบอร์สามของตลาดนี้ก็ทำตัวเป็นตัวกลางเช่นกัน ด้วยการสร้างเครือข่ายบริษัทผู้ผลิตสินค้าหรือบริการที่มีเว็บไซต์สำหรับขายออนไลน์ และเปิดให้คนที่อยากเป็นนายหน้าช่วยบริษัทเหล่านี้ขายของได้เข้ามาสมัครสมาชิก และเลือกสินค้าที่มีเพื่อนำไปโฆษณาประชาสัมพันธ์ตามเว็บต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้น Google AdWords ถ้ามีคนคลิกเข้ามาที่เว็บไซต์ของบริษัทขายสินค้าผ่านการแนะนำของนายหน้า และคนนั้นตัดสินใจเป็นลูกค้าของบริษัท คนที่เป็นนายหน้าก็จะได้รับค่าต๋งไป

แต่เมื่อ Google เข้ามาขอแต่งงานกับ DoubleClick และได้ Performics เป็นเรือพ่วงติดไปด้วย ต้นทุนของ Affiliate Marketing จะลดลงทันที จากเดิมที่บริษัทผู้ผลิตสินค้าจะต้องจ่ายเงินให้ Performics และ Performics จะแบ่งเงินออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งให้นายหน้า อีกส่วนให้ตัวเอง และนายหน้าที่ทำ Affiliate Marketing ที่จ่ายเงินซื้อคีย์เวิร์ดให้กับ Google เงินที่จ่ายก็ถูกแบ่งเป็นสองส่วนเช่นกัน ส่วนหนึ่งให้เจ้าของเว็บไซต์ที่มีพื้นที่โฆษณา อีกส่วนให้ Google เอง

Before acquisition of Google and DoubleClickBefore

ต่อจากนี้ไป Google จะเป็นผู้รับคนเดียวครับ คือรับเงินจากบริษัทผู้ผลิตสินค้า และรับเงินจากผู้ซื้อโฆษณา ซึ่ง Google สามารถที่จะลดเปอร์เซ็นต์ของเงินสองก้อนนี้ลงได้เพื่อให้ตลาดของ Affiliate Marketing โตมากขึ้น กระตุ้นให้เจ้าของสินค้าเอาสินค้ามาฝากให้ Google ช่วยขายมากขึ้นเนื่องจากค่าต๋งถูกลง ซึ่งจะทำให้นายหน้ามีสินค้าให้เลือกขายได้มากขึ้น และลงโฆษณากับ Google AdWords มากขึ้นเช่นกัน

After acquisition of Google and DoubleClickAfter

เว็บไซต์ Affiliate Marketing รายอื่นอย่าง Commission Junction (CJ) หรือ Linkshare ก็เตรียมนับถอยหลังวันตายได้เลยครับ แข่งต้นทุนกับ Google ไม่ได้แน่นอน นอกจากว่าเว็บเหล่านี้จะถูก Microsoft หรือ Yahoo! ซื้อไป (โก่งค่าตัวไม่ได้ด้วยนะ ใครๆ ก็รู้ว่าถ้าไม่ยอมขายก็มีแต่ตายลูกเดียว)


โลกนี้จะดีขึ้นอย่างไรเมื่อ Google สมหวังกับ DoubleClick แล้ว

มาดูกันทีละฝ่ายเลยนะครับ ฝ่ายแรกคือเจ้าของเว็บไซต์ที่ติดโฆษณาของ Google AdSense คุณจะมีตัวเลือกมากขึ้นแล้วครับ คุณจะมีโอกาสได้ติดโฆษณาแบบรูปภาพมากขึ้น คนที่มาลงโฆษณากับคุณก็มากขึ้นเนื่องจาก DoubleClick มีฐานลูกค้ารายใหญ่อยู่ถึง 1,500 ราย โอกาสทำเงินก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

ฝ่ายที่สองคือผู้ที่ซื้อโฆษณา จากเดิมที่ต้องไปคุยกับ Google AdWords เมื่อต้องการซื้อโฆษณาแบบตัวอักษร และต้องไปคุยกับ DoubleClick เมื่อต้องการซื้อโฆษณาแบบรูปภาพ ต่อไปนี้ก็คุยกับ Google แค่คนเดียวพอครับ และ Google จะบริหารโฆษณาของคุณให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด จาก FAQ ของการซื้อกิจการครั้งนี้ระบุว่า จะช่วยให้ผู้ซื้อโฆษณานำโฆษณาที่ถูกต้อง (right ad) ไปสู่ผู้ชมที่ถูกต้อง (right user) ในเวลาที่ถูกต้อง (right time)

ฝ่ายที่สามคือบริษัทที่ขายสินค้าบนเว็บไซต์ ต้นทุนค่าคอมมิสชั่นของบริษัทที่ต้องจ่ายให้ตัวกลางอย่าง Performics จะถูกลง หรือบริษัทอาจจะคงจำนวนเงินสำหรับคนกลางไว้เท่าเดิม แต่เมื่อจ่ายให้ Performics ถูกลงแล้ว เงินก็จะถูกแบ่งให้แก่นายหน้ามากขึ้น

ฝ่ายที่สี่คือนายหน้าที่ทำ Affiliate Marketing จะได้รับผลประโยชน์จากฝ่ายที่สาม คือได้ส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น และยังได้มีสินค้าให้เลือกมากขึ้น รวมทั้งได้ประโยชน์จากฝ่ายที่หนึ่ง คือมีเว็บไซต์ให้โปรโมทสินค้าได้มากขึ้น ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

ฝ่ายที่ห้าก็คือคนเล่นเว็บธรรมดาๆ อย่างพวกเราที่จะได้เห็นโฆษณาแบบรูปภาพที่ตรงกับความสนใจของเรามากขึ้น หรือถึงแม้ว่าบางคนอาจจะไม่ได้สนใจเรื่องโฆษณา แต่อย่างน้อยเว็บที่คุณเปิดดูก็อาจจะโหลดเร็วขึ้น ถ้าเว็บนั้นใช้โฆษณาจาก Google เนื่องจาก Google มี infrastructure ที่ดีเยี่ยม ทำให้โหลดข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว คุณจะใช้เวลาน้อยลงในการนั่งรอให้เว็บโหลดให้จบ


อะไรคือความเสี่ยงที่จะทำให้ Google ล่มปากอ่าว

ในเว็บไซต์ของ Google ได้ระบุว่ามีปัจจัย 5 ข้อที่จะทำให้ Google ไม่ประสบความสำเร็จตามที่ฝันไว้

  1. การเปลี่ยนแปลงของสภาวะเศรษฐกิจ ธุรกิจ การแข่งขัน เทคโนโลยี หรือการเข้ามามีส่วนของภาครัฐ... อันนี้เป็นความเสี่ยงแบบกว้างๆ ครับ ไม่ว่าธุรกิจไหนก็เจอความเสี่ยงพวกนี้ทั้งนั้น
  2. การซื้อกิจการอาจไม่ได้รับการรับรองจากภาครัฐ... เรื่องนี้เป็นเรื่องของกฎหมาย ทำให้ถูกกฎหมายเข้าไว้ก็พอ
  3. ความล้มเหลวในการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่แข่งขันกันอย่างรุนแรง และมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะการแข่งขันอย่างรวดเร็ว... ปัจจัยข้อนี้สำคัญนะครับ คงต้องหาอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในรายงานประจำปี
  4. ไม่สามารถรักษาพนักงานที่สำคัญเอาไว้ได้... มันเป็นไปได้ที่พนักงานของ DoubleClick จะลาออก เพราะไม่อยากอยู่ร่วมบริษัทกับ Google แต่ยุคที่ใครๆ ก็อยากจะทำงานกับ Google แบบนี้ ปัจจัยข้อนี้ก็คงมีความเสี่ยงไม่มากนัก
  5. ปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานทางธุรกิจของ Google และ DoubleClick... กว้างจริงๆ แต่สำคัญครับ

ผมมองว่าความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดก็คือการสูญเสีย "ข้อดี" ของ DoubleClick ไป อย่างการสูญเสียพนักงานที่สำคัญก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ก็ยังมีอย่างอื่นอีก เช่น ถ้าเดิมที DoubleClick มีเครือข่ายพื้นที่โฆษณาอยู่ แต่เจ้าของพื้นที่โฆษณาดันเป็นบริษัทในเครือของคู่แข่งของ Google พอคู่แข่งเห็นแบบนี้ก็อาจจะยกเลิกพื้นที่โฆษณาที่ให้ DoubleClick ขายให้ก็ได้ หรือในอีกฟากหนึ่งคือฟากของผู้ซื้อโฆษณา ถ้าผู้ซื้อโฆษณาเป็นบริษัทคู่แข่งกับ Google ก็คงจะยกเลิกการซื้อได้เหมือนกัน เรื่องอะไรจะเอาเงินไปให้คู่แข่งง่ายๆ ล่ะ จริงไหม?

ผมเองไม่รู้รายละเอียดเชิงลึกของสภาพอุตสาหกรรมโฆษณาออนไลน์มากนัก แต่ก็เชื่อว่าความเสี่ยงต่างๆ ที่มีอยู่เกิดขึ้นจริงได้ยาก ถึงแม้จะเกิดขึ้นแต่ก็ไม่น่าจะส่งผลกระทบรุนแรงนัก ผมเชื่อว่า Google น่าจะทำให้ธุรกิจโฆษณาออนไลน์ก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น

อย่าให้เป็นเหมือนการซื้อกิจการโทรศัพท์มือถือในบางประเทศล่ะ ความเสี่ยงที่วิเคราะห์ออกมาหลายสิบข้อ ผู้ซื้อโดนเข้าไปทุกข้อเลย